น้ำตาลพิษณุโลก พลิกมิติอุตสาหกรรมอ้อยสมัยใหม่
ขับเคลื่อนอ้อยสด-ลดฝุ่น PM2.5-ปั้นทายาทชาวไร่ สู่ Green Industry 4.0
อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ ทั้งภาวะราคาน้ำตาลผันผวน มาตรการสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และข้อจำกัดด้านแรงงานตัดอ้อยที่กดดันต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง บริษัท น้ำตาลพิษณุโลก จำกัด เลือก “เดินเกมเชิงรุก” เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งระบบ ตั้งแต่เครื่องจักร เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด ไปจนถึงการบริหารความสัมพันธ์กับชุมชน-ชาวไร่ โดยการผลักดัน “อ้อยสดสะอาด ลดการเผา ลด PM2.5” เป็นยุทธศาสตร์หลัก

คุณเอกรัตน์ เตชะเวช รองกรรมการผู้จัดการ สายงานผลิตและจัดหาวัตถุดิบ บริษัท น้ำตาลพิษณุโลก
คุณเอกรัตน์ เตชะเวช รองกรรมการผู้จัดการ สายงานผลิตและจัดหาวัตถุดิบ บริษัท น้ำตาลพิษณุโลก จำกัด เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจและวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลโดยระบุว่า ในปี 2568 บริษัทได้วางกลยุทธ์สำคัญภายใต้นิยามการทำงานคือ “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต” แบบครบวงจรทั้งระบบ ซึ่งในช่วงไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี บริษัทได้มุ่งยกระดับศักยภาพใน 3 เรื่องหลัก เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ฤดูกาลหีบอ้อยที่มีคุณภาพ ได้แก่
1.ยกระดับคุณภาพอ้อยและค่าความหวาน มุ่งเน้นอ้อยสดสะอาด เพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพสูงสุด ด้วยการเพิ่มขีดความสามารถของรถตัดอ้อย 2.การปรับปรุงพัฒนาเครื่องจักรภายในโรงงาน เพื่อลดการสูญเสียและเพิ่มเสถียรภาพของกระบวนการผลิตให้เดินเครื่องได้เต็มศักยภาพ และ 3.การเชื่อมโยงระบบข้อมูลทุกจุดเข้าด้วยกันผ่าน ERP และ Automation เพื่อให้โรงงานทั้งระบบทำงานสอดประสานกันเป็นเนื้อเดียว ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องความแม่นยำ แต่ยังตอบโจทย์มาตรฐานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และการประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน
สำหรับสภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำตาลโลกที่ผันผวนในปี 2568 ซึ่งตลาดอยู่ในภาวะอุปทานเกินดุล (Surplus) กลยุทธ์ที่น้ำตาลพิษณุโลกนำมาใช้คือการรักษาสมดุลของต้นทุนและคุณภาพ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายรักษาสัดส่วนอ้อยสดเข้าสู่โรงงานให้มากกว่า 95% สิ่งนี้เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในยามที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกไม่เอื้ออำนวย
คุณเอกรัตน์ กล่าวว่า ในปี 2569 นี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญของกลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง ในโอกาสครบรอบ 80 ปี บริษัทตั้งเป้าหมายยกระดับโรงงานสู่ Green Industry ระดับ 4 ให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยแผนหลักคือ เพิ่มความเข้มข้นของระบบข้อมูลการผลิต การลดอ้อยเผาให้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อสร้างอ้อยสดสะอาดกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของภูมิภาค และเดินหน้าตาม Net Zero Roadmap ของกลุ่มน้ำตาลไทยรุ่งเรือง (TRR Sugar Group) เพื่อมุ่งสู่การเป็นโรงงานสีเขียวที่สมบูรณ์แบบ
“ในแง่ทิศทางการบริหารงาน ในระยะสั้น เราจะมุ่งเน้นที่คุณภาพอ้อยสดสะอาด เพื่อเพิ่มค่า CCS และลดสิ่งเจือปน ระยะกลาง เราจะเน้นเรื่องประสิทธิภาพทั้งโรงงานและระบบขนส่ง โฟกัสการใช้ Automation เพื่อลดความผิดพลาดและเพิ่มความเร็วในการบริหารจัดการ และระยะยาว ซึ่งเป็นเป้าหมายใหญ่คือ ‘ความยั่งยืนและ Net Zero’ พร้อมกับการสร้างคนรุ่นใหม่ผ่านโครงการทายาทชาวไร่อ้อยซึ่งทำมาแล้วมากกว่า 5 รุ่น เพราะเราทราบดีว่าท้ายที่สุดอุตสาหกรรมจะเดินต่อได้ ก็ต่อเมื่อมีคนรุ่นใหม่มาสานต่อ” คุณเอกรัตน์กล่าว
ขณะที่ในด้านการขยายธุรกิจ คุณเอกรัตน์ เผยว่า ทิศทางของน้ำตาลพิษณุโลกในช่วงนี้จะมุ่งเน้นไปที่ “การขยายด้านคุณภาพ” มากกว่า “การขยายกำลังผลิต” โดยบริษัทยังไม่มีแผนก่อสร้างโรงงานใหม่ แต่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดผ่านการเพิ่มค่าความหวาน (CCS) และการลดสิ่งเจือปน (Trash) อย่างจริงจัง การเดินตามนโยบายลดการเผาอ้อยของภาครัฐไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยให้ได้ผลผลิตน้ำตาลต่อตันอ้อย (Yield) ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเท่าเดิมแต่ให้ผลตอบแทนที่มากกว่า และยังช่วยลดการสึกหรอของเครื่องจักรในระยะยาวอีกด้วย
ทั้งนี้ หลักการบริหารที่น้ำตาลพิษณุโลกยึดถือประกอบด้วย 3 สิ่ง คือ 1.Transparency ทุกกระบวนการต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ทั้งฝั่งโรงงานและฝั่งชาวไร่ 2.Data-Driven การตัดสินใจต้องอยู่บนข้อมูลจริง ไม่ใช่ความรู้สึก และ 3.Next Generation Development ลงทุนกับคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งพนักงานและทายาทชาวไร่อ้อย ด้วยความเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมที่จะยั่งยืนได้นั้นต้องเริ่มจากคุณธรรม การพัฒนาคน การใช้เทคโนโลยี และการเติบโตไปพร้อมกับชุมชน นี่คือหัวใจของน้ำตาลพิษณุโลก
คุณเอกรัตน์ได้แสดงมุมมองต่อทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทยในยุคดิจิทัล โดยมองว่าการยกระดับระบบสนับสนุนให้สอดคล้องกับบริบทของ AI และข้อมูลดิจิทัล จะช่วยเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในระยะยาว ผ่านการพัฒนาระบบข้อมูลกลางแบบ Real-time เพื่อลดต้นทุนทั้งระบบ การส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาในด้านพันธุ์อ้อยและเครื่องจักรกลเกษตร การต่อยอดธุรกิจรายได้เสริมจากอ้อย (Beyond Sugarcane) เช่น ผลิตภัณฑ์ชีวภาพและพลังงานสะอาดตามโมเดล BCG รวมถึงการสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมได้มากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนถึงการปรับตัวของอุตสาหกรรมให้สอดรับกับความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูป








