
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
ไอเอชซี ในเครือพฤกษา ดัน Plantnery by PRUKSA รุกตลาดรับสร้างบ้าน สู่หัวเมืองใหญ่
ชูคุณภาพ-นวัตกรรม-สร้างจริง ไม่ทิ้งงาน สร้างความมั่นใจเจ้าของที่ดิน พร้อมผนึก GRANDHOME มอบสิทธิพิเศษแก่สมาชิกทั่วประเทศ
ไอเอชซี ในเครือพฤกษา ขยายฐานธุรกิจรับสร้างบ้านไปยังหัวเมืองใหญ่ที่มีศักยภาพ ส่ง “แพลนท์เนอรี บาย พฤกษา” (Plantnery by PRUKSA) รองรับโอกาสการเติบโตของตลาดสร้างบ้านในต่างจังหวัด ซึ่งมีสัดส่วนถึง 77% ของตลาดรวมทั่วประเทศ โดยเน้นกลุ่มเจ้าของที่ดินที่มีความพร้อมทั้งด้านที่ดิน กำลังซื้อ และต้องการบริษัทรับสร้างบ้านที่เชื่อถือได้ ไม่ทิ้งงาน มีผลงานจริง พร้อมมีบ้านตัวอย่างก่อสร้างจริง ด้วยมาตรฐานงานก่อสร้างจากบริษัทในเครือพฤกษาที่มีประสบการณ์มามากกว่า 30 ปี ล่าสุดจับมือ GRANDHOME มอบส่วนลดและสิทธิพิเศษเพิ่มเติมสำหรับสมาชิกทั่วประเทศ

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินโนโฮม คอนสตรัคชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดรับบ้านสร้างยังมีโอกาสเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของที่ดินในหัวเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมด้านที่ดิน กำลังซื้อ และต้องการสร้างบ้านคุณภาพบนที่ดินของตนเอง สอดคล้องกับทิศทางตลาดรับสร้างบ้านที่ขยายตัวไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น โดยข้อมูลจากสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้านระบุว่า ตลาดบ้านสร้างเองในต่างจังหวัด มีมูลค่ารวมกว่า 14,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 77% ของตลาดรวมทั่วประเทศ ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีสัดส่วน 23% สะท้อนให้เห็นว่าโอกาสของธุรกิจรับสร้างบ้านไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่กำลังเติบโตในจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญทั่วประเทศ
หากเจาะลึกเป็นรายจังหวัด พื้นที่ที่มียอดสั่งสร้างสูง ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ชลบุรี โคราช สมุทรปราการ และปทุมธานี ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ การอยู่อาศัย และการขยายตัวของครอบครัวเมือง Plantnery by PRUKSA จึงเดินหน้าขยายฐานบริการรับสร้างบ้านไปยังหัวเมืองใหญ่ต่าง ๆ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการบริษัทรับสร้างบ้านที่เชื่อถือได้ มีระบบงานชัดเจน ดูแลจนจบงาน และไม่ทิ้งงาน
“พฤติกรรมของลูกค้าในตลาดบ้านสั่งสร้างในปัจจุบัน ลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจจากแบบบ้านหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการ ความชัดเจนของงบประมาณ ระยะเวลาก่อสร้าง คุณภาพวัสดุ และมาตรฐานการส่งมอบบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าของที่ดินในหัวเมืองใหญ่ที่มีความพร้อมด้านที่ดินและมีกำลังซื้อ แต่ยังต้องการบริษัทรับสร้างบ้านที่มั่นใจได้ว่าจะดูแลจนจบงาน Plantnery by PRUKSA จึงนำประสบการณ์ด้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยของพฤกษากว่า 30 ปี มาต่อยอดเป็นบริการรับสร้างบ้านแบบ One-Stop Service เพื่อช่วยให้ลูกค้าวางแผนสร้างบ้านได้อย่างมั่นใจ ลดความเสี่ยงเรื่องงบบาน งานล่าช้า และคุณภาพงานก่อสร้าง ตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบจนถึงส่งมอบบ้าน” นายปิยะ กล่าวเพิ่มเติม

Plantnery by PRUKSA วางจุดยืนเป็นบริการรับสร้างบ้านครบวงจรสำหรับเจ้าของที่ดิน ครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ประเมินงบประมาณ วางแผนก่อสร้าง ควบคุมคุณภาพงาน ไปจนถึงส่งมอบบ้าน พร้อมแบบบ้านให้เลือกมากกว่า 100 แบบ และสามารถปรับแต่งให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ พื้นที่ดิน และความต้องการของแต่ละครอบครัว โดยสร้างความแตกต่างด้วยคุณภาพงานก่อสร้าง ระบบการทำงานที่ตรวจสอบได้ การคัดเลือกวัสดุ และปรับเปลี่ยนวัสดุตามความต้องการของเจ้าของที่ดิน รวมถึงการนำนวัตกรรมที่อยู่อาศัยมาใช้ เพื่อให้บ้านตอบโจทย์ ความแข็งแรง ความปลอดภัย ความสะดวกสบาย การระบายอากาศ และการอยู่อาศัยจริงในระยะยาว
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของ Plantnery by PRUKSA คือการมีบ้านตัวอย่างที่ก่อสร้างจริงให้ลูกค้าเข้าชม เพื่อสัมผัสคุณภาพงาน ฟังก์ชัน วัสดุ พื้นที่ และบรรยากาศของบ้านได้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ได้พิจารณาจากเพียงแบบบ้านหรือภาพจำลองเท่านั้น รวมถึงมีผลงานบ้านของลูกค้าที่สร้างเสร็จแล้วให้เห็นเป็นตัวอย่างจริง ช่วยลดความกังวลและสร้างความมั่นใจก่อนตัดสินใจสร้างบ้านบนที่ดินของตนเอง
นายปิยะ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เป้าหมายของ Plantnery by PRUKSA คือการทำให้การสร้างบ้านเองเป็นเรื่องที่ลูกค้าวางแผนได้ โปร่งใส และมั่นใจได้มากขึ้น เราต้องการเป็นพาร์ตเนอร์ของเจ้าของที่ดินในการเปลี่ยนที่ดินให้เป็นบ้านที่ตอบโจทย์ชีวิตจริง ภายใต้มาตรฐานงานก่อสร้างที่เชื่อถือได้ และการดูแลจากทีมงานมืออาชีพในทุกขั้นตอน โดยลูกค้าสามารถเข้าชมบ้านตัวอย่างที่ก่อสร้างจริง เห็นผลงานบ้านที่ส่งมอบแล้ว และสัมผัสคุณภาพงานก่อนตัดสินใจได้ นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์บ้านรูปแบบใหม่ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าให้หลากหลายยิ่งขึ้น และมีแผนเปิดตัวในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ ภายใต้แนวคิดการสร้างบ้านที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า ความโปร่งใส คุณภาพ และความมั่นใจ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว”
ล่าสุด Plantnery by PRUKSA ยังร่วมมือกับ GRANDHOME ทุกสาขาทั่วประเทศ มอบสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกของ GRANDHOME สร้างบ้านกับ Plantnery by PRUKSA โดยมอบส่วนลดเพิ่มเติม 100,000 บาท และฟรี บริการวางผังบ้านโดยสถาปนิกมืออาชีพ ฟรีค่าสำรวจที่ดิน เพื่อช่วยให้เจ้าของที่ดินเริ่มต้นวางแผนสร้างบ้านได้ง่ายและคุ้มค่ายิ่งขึ้น โดยโปรโมชันดังกล่าวมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม - 30 กันยายน 2569 (เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯ กำหนด)
นอกจากตลาดรับสร้างบ้านแล้ว ภายใต้แบรนด์ ไอเอชซี ยังได้รับผลตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าที่สนใจพัฒนาโครงการอะพาร์ตเมนต์โดยเฉพาะในหัวเมืองใหญ่และจังหวัดเศรษฐกิจสำคัญ ซึ่งมีความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อเช่าและที่พักรองรับการเติบโตของเมือง แรงงาน นักศึกษา บุคลากรในพื้นที่ รวมถึงการขยายตัวของธุรกิจและการท่องเที่ยวในภูมิภาค ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องการมากกว่าผู้รับเหมาทั่วไป แต่ต้องการพาร์ตเนอร์ด้านการก่อสร้างที่สามารถดูแลแบบ One-Stop Service ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวิเคราะห์ตลาด การออกแบบโครงการ การประเมินราคาขายหรือค่าเช่าที่เหมาะสม การคำนวณจุดคุ้มทุน การวางแผนก่อสร้าง การเลือกใช้วัสดุมาตรฐานจากแบรนด์ชั้นนำในซัพพลายเชนของบริษัท ไปจนถึงการก่อสร้างและส่งมอบอาคาร เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการได้อย่างมั่นใจ ควบคุมต้นทุนได้ และตอบโจทย์ตลาดมากขึ้น
เสนา ตอกย้ำบทบาทผู้นำอสังหาฯ สร้าง “LivNex เช่าออมบ้าน”
โมเดลแรกของไทยที่เปิดโอกาสคนมีบ้านได้จริง
คว้ารางวัล “Leading of Social Product” จาก Future Trends Awards 2026
บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA คว้ารางวัล “Leading of Social Product” องค์กรยอดเยี่ยมด้าน Social Product จากเวที Future Trends Awards 2026 จากความสำเร็จของนวัตกรรมทางการเงิน “LivNex เช่าออมบ้าน” ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่ยังไม่พร้อมกู้สามารถเริ่มต้นจากการเช่าออม และต่อยอดสู่การเป็นเจ้าของได้จริง สะท้อนบทบาทองค์กรที่เติบโตควบคู่การสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ยุ้ย-ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)
ดร.ยุ้ย-ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ขอขอบคุณ Future Trends Awards ที่เห็นถึงความตั้งใจของบริษัท มอบรางวัล Leading of Social Product ให้แก่องค์กรที่โดดเด่นด้านนวัตกรรมเพื่อสังคมและการดำเนินธุรกิจตามหลัก ESG ซึ่งต้องสร้างผลลัพธ์และผลกระทบเชิงบวกได้จริง LivNex เช่าออมบ้าน เป็นโซลูชันที่เราภูมิใจมาก เพราะช่วยให้คนที่ยังไม่พร้อมกู้มีจุดเริ่มต้น วันนี้มีลูกค้าที่กู้ซื้อบ้านสำเร็จแล้ว 102 ราย และมีผู้เข้าร่วมโครงการรวมกว่า 976 ราย สะท้อนว่าแนวคิดนี้สร้างโอกาสให้คนไทยเข้าถึงที่อยู่อาศัยได้จริง”
ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา SENA พัฒนาโครงการมากกว่า 200 โครงการ ภายใต้วิสัยทัศน์ “Lifelong Trusted Partner” ไม่เพียงสร้างบ้าน แต่ดูแลลูกค้าตลอดทุกช่วงชีวิต โดยยึดหลักคุณภาพ ความคุ้มค่า และการเข้าถึงได้จริง เพื่อให้คนไทยมีบ้านเป็นของตนเอง
พร้อมกันนี้ บริษัทยังเดินหน้าแนวคิด “SENA Low Carbon” และ “Zero Energy House (ZEH)” ด้วยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในทุกยูนิต ทั้งบ้านและคอนโด ครอบคลุมทุกเซกเมนต์ และต่อยอดสู่ระบบ Solar Roof พร้อมแบตเตอรี่ (Solar + Battery) ในกลุ่มบ้านเดี่ยวระดับพรีเมียม เพื่อลดค่าใช้จ่ายพลังงานและสนับสนุนสังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมผสานความร่วมมือกับ Hankyu Hanshin Properties พาร์ทเนอร์จากญี่ปุ่น เพื่อนำมาตรฐานคุณภาพระดับสากลมาพัฒนาโครงการในประเทศไทย

รางวัลในปีนี้จึงตอกย้ำบทบาทของ SENA ในฐานะ “Sustainable Living Leader” ที่ไม่เพียงพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย แต่พัฒนา “โอกาส” และ “คุณภาพชีวิต” เพื่อสังคมไทยในระยะยาวอย่างแท้จริง
.........................................................
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์
บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ : พิจิตรา (กิ๊ก) 087-000-9575, ศิริรัตน์ (เอ) 093-049-9656
หรือ บจก. มาเธอร์ครีเอชั่น : อรทัย (ก้อย) 089-171-9212
ฮาริสัน ทุ่ม 600 ล้านบาท ลุยซื้อเหมา “Park 24 Phrom Phong” ตอกย้ำความสำเร็จหลังดัน Prop2Share เตรียมปิดดีล A Space Mega 1
บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน) เดินหน้ารุกตลาดอสังหาริมทรัพย์เต็มกำลัง ประกาศลงทุนครั้งใหญ่ด้วยงบกว่า 600 ล้านบาท เข้าซื้อห้องชุดจำนวน 74 ยูนิต ในโครงการ Park 24 Phrom Phong คอนโดมิเนียมลักชัวรีบนทำเลศักยภาพใจกลางสุขุมวิท เพื่อนำมาบริหารงานขายและสร้างมูลค่าเพิ่ม
ตอกย้ำศักยภาพของบริษัทในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารสินทรัพย์ และการขายอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร

คุณสหัชชัย ขวัญชื้น Senior Vice President – Project Investment บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายหลังการเปิดตัว Prop2Share แพลตฟอร์มศูนย์รวมสต็อกอสังหาริมทรัพย์ที่ฮาริสันพัฒนาขึ้น ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้พัฒนาโครงการ นายหน้าอิสระ และนักลงทุนทั่วประเทศ พร้อมมีส่วนสำคัญในการผลักดันยอดขายโครงการ A Space Mega 1 จนเตรียมปิดการขายได้ในเร็ว ๆ นี้ ตอกย้ำศักยภาพของบริษัทในการเชื่อมโยงผู้ขาย ตัวแทนขาย และผู้ซื้อไว้ในระบบเดียว และถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนความเชื่อมั่นของทั้งผู้พัฒนาโครงการ นักลงทุน และผู้ซื้อที่มีต่อศักยภาพของทีมงานฮาริสัน
โดยในครั้งนี้ทางบริษัทได้เข้าซื้อห้องชุดแบบยกล็อตในโครงการ Park 24 Phrom Phong มูลค่ากว่า 600 ล้านบาท จำนวน 74 ยูนิต ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียม High-rise ตั้งอยู่บนพื้นที่ 12 ไร่ อยู่ห่างจากรถไฟฟ้าสถานีพร้อมพงษ์เพียง 500 เมตร ราคาเริ่มต้นเพียง 4.99 ล้านบาท พร้อมพื้นที่ส่วนกลางที่ครบครัน สามารถตอบโจทย์การอยู่อาศัยของชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัว
สำหรับห้องชุดที่บริษัทเข้าลงทุนอยู่ภายในอาคาร 5, 6 หรือ E, F ได้รับการออกแบบให้สามารถเปิดรับวิวเมือง สวนเบญจกิติ ส่วนทิศตะวันตกสามารถเปิดรับวิวทิวทัศน์โค้งแม่น้ำเจ้าพระยา และบางกระเจ้า ทั้งยังสามารถเข้าออกได้ทั้งฝั่งซอยสุขุมวิท 24 และถนนพระราม 4 รวมถึงตัวที่ดินยังมีขนาดใหญ่จนทะลุไปถึงซอยสุขุมวิท 22 อีกด้วย โดยมีแนวคิดการออกแบบให้ผู้พักอาศัยได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติจากสวนขนาด 10 ไร่ภายในโครงการ แต่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความหรูหราของชีวิตใจกลางเมืองหลวงที่รายล้อมด้วยแสงสีของไลฟ์สไตล์อันทันสมัย ซึ่งแลนด์มาร์กสำคัญของย่านคือบริเวณ Em District ที่เป็นที่ตั้งของ Emporium, EmQuartier และ EmSphere ทั้งนี้บริษัทประเมินว่าโครงการดังกล่าวมีศักยภาพสูงในกลุ่ม Expat และนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของย่านพร้อมพงษ์ โดยเฉพาะตลาดเช่าที่มีความต้องการต่อเนื่อง

คุณสหัชชัย กล่าวว่า ด้วยประสบการณ์กว่า 30 ปี ของฮาริสันในการบริหารงานขายอสังหาริมทรัพย์ บริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถสร้างยอดขายและผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้าขยายพอร์ตการลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยนอกจากโครงการ Park 24 Phrom Phong แล้ว บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมเปิดแผนการขายโครงการ All Seasons Mansion คอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีบนถนนวิทยุ จำนวน 9 ยูนิต มูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งจะเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งภายใต้การลงทุนและการบริหารของบริษัท ส่งผลให้ปัจจุบันฮาริสันมีสินทรัพย์ในพอร์ตคิดเป็นมูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพและวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นผู้นำด้าน Real Estate Investment และ Asset Management ด้วยความเชี่ยวชาญในการลงทุน การบริหารสินทรัพย์ และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอสังหาริมทรัพย์
คุณกฤตพง โชคกิจธนโภคิน Marketing Consultant บริษัท ฮาริสัน จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า Prop2Share ว่าไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มรวบรวมสต็อกอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็น Ecosystem ที่เชื่อมโยงผู้พัฒนาโครงการ นายหน้าอิสระ และผู้ซื้อไว้ในระบบเดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในยุคดิจิทัล โดยรวบรวมโครงการคุณภาพทั้งคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม บ้านใหม่ และบ้านมือสอง ครอบคลุมทุกทำเล ทุกระดับราคา ปัจจุบันมีโครงการในระบบมากกว่า 1,400 โครงการ และมีการอัปเดตข้อมูลอย่างต่อเนื่องทุกเดือน อีกทั้งยังช่วยให้นายหน้าอสังหาริมทรัพย์สามารถเข้าถึงทรัพย์คุณภาพได้ทันที โดยไม่เสียเวลาเจรจากับเจ้าของทรัพย์แต่ละราย
นอกจากนี้ Prop2Share ยังเปิดโอกาสให้นายหน้าอิสระสามารถทำงานได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่มีสัญญาผูกมัด สามารถรับงานจากเจ้าของทรัพย์รายอื่นควบคู่กันได้ พร้อมยกระดับศักยภาพการขายผ่านหลักสูตรอบรมและ Workshop ด้านการตลาดและการขายอสังหาริมทรัพย์ตลอดทั้งปีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ขณะที่บริษัทเป็นผู้ดูแลขั้นตอนด้านเอกสารและกระบวนการซื้อขายอย่างครบวงจร ทำให้นายหน้าสามารถมุ่งเน้นการสร้างยอดขายได้อย่างเต็มที่ และได้รับค่าคอมมิชชันภายใน 30–45 วันทำการ หลังจากปิดการขาย
"เราไม่ได้ต้องการสร้างเพียงแพลตฟอร์มขายอสังหาริมทรัพย์ แต่ต้องการสร้างโอกาสทางอาชีพให้กับนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ ให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสต็อกคุณภาพ เครื่องมือการขาย และองค์ความรู้เดียวกับมืออาชีพ เพื่อเติบโตไปพร้อมกับตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทย" คุณกฤตพงกล่าว
CIVIL Q1/69 ตุนงาน 40 กว่าโครงการ Backlog 13,578 ลบ.
เสริมเสถียรภาพรายได้ สร้างฐานธุรกิจมั่นคง
CIVIL เผยทิศทางไตรมาส 1/69 รับรู้รายได้ต่อเนื่อง ตุนงานในมือ 40 กว่าโครงการ หนุน Backlog 13,578 ล้านบาท เดินหน้าประมูลงานรัฐ-เอกชนต่

นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL
นายปิยะดิษฐ์ อัศวศิริสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีวิลเอนจีเนียริง จำกัด (มหาชน) หรือ CIVIL ผู้นำบริษัทก่อสร้างครบวงจรชั้นนำของไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยปี 2569 ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวของประเทศ โดยเฉพาะโครงการด้านคมนาคมและระบบสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต และถือเป็นโอกาสในการเข้ารับงานของบริษัท
สำหรับการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 1/69 บริษัทยังคงทยอยรับรู้รายได้จากโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโครงการในมือที่กำลังก่อสร้างจำนวน 40 กว่าโครงการ และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา บริษัทลงนามสัญญางานก่อสร้างทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 จากกรมทางหลวง จำนวน 2 สัญญา มูลค่ารวม 1,421.40 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตามความคืบหน้าของงาน พร้อมเตรียมส่งมอบโครงการอื่นๆ เพิ่มเติมภายในปีนี้ และยังคงเดินหน้าเข้าร่วมประมูลโครงการขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมความต่อเนื่องของรายได้ในระยะต่อไป

ปัจจุบัน บริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) ที่ลงนามสัญญาแล้วมูลค่า 13,578 ล้านบาท รองรับการรับรู้รายได้ไม่น้อยกว่า 3 ปี สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชนในศักยภาพการดำเนินงานและคุณภาพการส่งมอบงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง
“บริษัทมุ่งดำเนินงานด้วยกลยุทธ์การกระจายพอร์ตโครงการให้มีความสมดุลระหว่างโครงการขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ลดความเสี่ยงจากความล่าช้าของโครงการ เสริมสภาพคล่องและกระแสเงินสด สนับสนุนเสถียรภาพของผลประกอบการในระยะยาว พร้อมทั้งเดินหน้ายกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างพื้นฐานการเติบโตที่มั่นคง” นายปิยะดิษฐ์ กล่าว
ทั้งนี้ ผลประกอบการไตรมาส 4 ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 1,416 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,272 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 11% และมีกำไรสุทธิ 62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 27 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 130% จากการรับรู้รายได้จากงานในมือ (Backlog) รายได้จากการจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง และรายได้จากการให้เช่าเครื่องจักรเพิ่มขึ้น

ส่วนผลประกอบการปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 4,899 ล้านบาท และมีขาดทุนสุทธิ 29 ล้านบาท สาเหตุจากการปรับเพิ่มงบประมาณเนื่องจากการขยายระยะเวลาก่อสร้างในกลุ่มงานรถไฟ และการชะลอการดำเนินงานกลุ่มงานทางจากการตรวจสอบความปลอดภัยหลังเหตุแผ่นดินไหวในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งเป็นปัจจัยชั่วคราว และคาดว่าจะทยอยฟื้นการรับรู้รายได้ในระยะถัดไป
.....................................................
ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ
ปุณณดา สงวนวงศ์ (โบว์) / แพรววรรณ อ่อนประไพ (แพรว)
มือถือ 085-073-8383 / 083-544-4429
อีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. / This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
ฟาซวาซ งัดดาต้า แก้ปัญหา บ้านมือสองค้างตลาดกว่า 4 แสนยูนิต ชูจุดแข็งเครื่องมือวิเคราะห์ราคา และเครือข่าย 7 เว็บไซต์ชั้นนำ
ดึงผู้ซื้อกำลังซื้อสูง ดันยอดนัดชมทรัพย์พุ่ง 470%
FazWaz แพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ที่มีประสบการณ์กว่า 11 ปี ประกาศเปิดตัวบริการใหม่ "FazWaz Premium" เชื่อมต่อเจ้าของอสังหาฯ ไทยเข้ากับเครือข่ายผู้ซื้อที่มีความต้องการจริงกว่า 1,200,000 คนทั่วโลก ผ่านเว็บไซต์ชั้นนำ 7 แห่ง โดย FazWaz มีเครือข่ายร่วมกับ Lifull Connect บริษัทอสังหาฯ ครอบคลุมกว่า 55 ประเทศทั่วโลก และ Dot Property Group เจ้าของเว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์ชั้นนำอย่าง Thailand-Property, Trovit, Hipflat, Mitula และ Nestoria ที่มียอดเข้าชมรวมกว่า 25 ล้านครั้งต่อเดือน อสังหาฯไทย ยังมีโอกาสในตลาดต่างประเทศ

คุณเจษ กิมทรัพย์ Chief Business Officer - Alternative Finances (ตรงกลางภาพ) เปิดเผยว่า "ตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยเผชิญภาวะทรัพย์มือสองรอการขายสะสมไม่ต่ำกว่า 400,000 ยูนิตในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สถิติในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาพบว่าเจ้าของทรัพย์ใช้เวลาเฉลี่ยในการขายยาวนานถึง 2 ปีครึ่ง ปัญหานี้ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดฐานข้อมูลราคาอ้างอิงที่แม่นยำ ต่างจากตลาดในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ทำให้ตั้งราคาไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งที่ความต้องการซื้อในตลาดยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
FazWaz จึงสร้างโปรแกรม FazWaz Premium พร้อมเครื่องมือวิเคราะห์ราคาตลาดที่แม่นยำและสร้างเครือข่ายผู้ซื้อที่ครอบคลุมทั่วโลก จนพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยลดระยะเวลาการขายลงได้อย่างมีนัยสำคัญ มีสถิติการนัดหมายเข้าชมทรัพย์ เพิ่มสูงขึ้นกว่า 470% ปิดการขายได้จริงภายในเวลาเฉลี่ยเพียง 90 วัน ให้กับกลุ่มผู้ซื้อต่างชาติจากทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป
เผยเคสจริง คอนโด 5.9 ล้าน ปิดดีลหาผู้ซื้อได้ใน 8 วัน
หนึ่งในเคสจริงของคอนโด Resell โครงการ President Park ที่ใครๆ ก็คิดว่าปล่อยต่อได้ยาก แต่ด้วยเครื่องมือของ FazWaz Premium ทำให้ช่วยเจ้าของทรัพย์สามารถประเมินมูลค่าทรัพย์ได้อย่างแม่นยำ ตั้งราคาขายตรงกับความต้องการของตลาด รวมถึงเครือข่ายผู้ซื้อที่ FazWaz มีทั่วโลกกว่า 1.2 ล้านคน ทำให้ทรัพย์เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อ และปิดการขายได้ใน 8 วันเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีอีกหลายร้อยเคส ที่ FazWaz Premium สามารถช่วยเจ้าของทรัพย์ปิดการขาย ในราคาที่เหมาะสม และปิดการขายได้ในเวลา 90 วัน จึงทำให้ FazWaz เชื่อมั่นว่าโปรแกรมนี้จะสามารถช่วยให้เจ้าของทรัพย์ไทยให้มีโอกาสในการแข่งขันในกับตลาดโลกได้
บริการ FazWaz Premium ชูคอนเซปต์ “ลงทุนดันทรัพย์ทั่วโลก พร้อมที่ปรึกษาส่วนตัว โดยไม่มีค่าใช้จ่ายล่วงหน้า” เพื่อแก้ปัญหาอสังหาฯ ขายยาก ขายช้า ด้วย 3 จุดเด่นที่จะช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่เจ้าของทรัพย์ ได้แก่
ทั้งนี้ เจ้าของทรัพย์สามารถเลือกแพ็กเกจที่เหมาะสมกับเงื่อนไขและความต้องการของตนเองได้ถึง 3 รูปแบบ
พฤกษาปลุกแบรนด์ “The Reserve” ในรอบ 8 ปี เปิดตัว Rare Collection “บ้านสุขุมวิท”
The Reserve Villas Sukhumvit 89/1 บนทำเลที่หาไม่ได้อีกแล้ว
เอกสิทธิ์เพียง 26 ครอบครัว เริ่ม 65–85 ล้านบาท
“พฤกษา” เปิดฉากต้นปีด้วยการปลุกกระแสวงการอสังหาริมทรัพย์อีกครั้ง ประกาศการกลับมาของแบรนด์ลักชัวรี “The Reserve” ในรอบ 8 ปี ผ่านการเปิดตัว “The Reserve Villas Sukhumvit 89/1” โครงการวิลล่าระดับ Super Luxury บนทำเลทรงคุณค่าเหนือกาลเวลาใจกลาง “สุขุมวิท” ทำเลที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสะท้อนรสนิยม ความสำเร็จ และไลฟ์สไตล์ของผู้คนมาอย่างยาวนาน ภายใต้ แบรนด์ใหม่ The Reserve Villas ซึ่งจะเข้ามาเสริมพอร์ตระดับท็อปของ Pruksa Luxury Collection และยกระดับแบรนด์ “The Reserve” สู่รูปแบบวิลล่าสุดหรูบนทำเลสุขุมวิท พร้อมสังคมส่วนตัวเพียง 26 ครอบครัว ภายใต้แนวคิด “The Rarity Today, The Legacy Tomorrow” มากกว่าการอยู่อาศัย แต่คือทรัพย์สินหายากที่ถูกออกแบบให้ส่งต่อเป็นมรดกจากรุ่นสู่รุ่น ในราคาเริ่มต้น 65–85 ล้านบาท
SENA เดินหน้าสู่ Green Lifestyle Platform
จากผู้พัฒนาอสังหาฯ สู่พาร์ทเนอร์ที่ดูแลทุกช่วงชีวิตของลูกค้า

SENA Development หรือ SENA เชื่อมาตลอดว่า “บ้าน” ไม่ควรเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการขาย แต่ควรเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับลูกค้า ภายใต้วิสัยทัศน์ “Lifelong Trusted Partner” ที่มุ่งดูแลทั้งคุณภาพชีวิตและต้นทุนชีวิตของลูกค้าในระยะยาว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา SENA จึงไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แต่กำลังพัฒนาองค์กรสู่การเป็น “Sustainable Living Leader” ผ่านการสร้าง Green Lifestyle Platform ที่เชื่อม บ้าน พลังงาน การเดินทาง และโซลูชันทางการเงินเข้าไว้ด้วยกัน โดย Ecosystem ทั้ง SENA Development, SENA Solar Energy และ SENA Green Automotive ไม่ได้เป็นเพียงการขยายธุรกิจใหม่ แต่เป็นการต่อยอด Vision เดียวกัน เพื่อทำให้การใช้ชีวิตของผู้คน “ง่ายขึ้น อยู่สบายขึ้น และ ยั่งยืนขึ้น” อย่างแท้จริง

ดร.ยุ้ย - ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนา กรีน เอนเนอร์ยี่ จำกัด กล่าวว่า “วันนี้คน ไม่ได้มองแค่ราคาบ้าน แต่เริ่มมอง ‘ต้นทุนชีวิต’ หลังเข้าอยู่ ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง และ ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั้งหมดในระยะยาว SENA จึงมองว่าอนาคตของอสังหาริมทรัพย์ จะไม่ได้แข่งขันกันแค่ราคาและทำเล
แต่คือความสามารถในการช่วยให้คนบริหารต้นทุนชีวิตได้ดีขึ้น เราเชื่อ ว่า Green Lifestyle ไม่ควรเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้เฉพาะคนบางกลุ่ม แต่ควรเป็นเรื่องที่ทุกคนเริ่มต้นได้ จริงในชีวิตประจำวัน นี่คือเหตุผลที่ SENA พยายามเชื่อม บ้าน พลังงาน รถ EV และโซลูชันทาง การเงิน เข้าไว้ใน Ecosystem เดียว เพื่อทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้นและยั่งยืนขึ้นในระยะยาว”
จุดเริ่มต้นของแนวคิดนี้ เกิดจาก Passion ที่เชื่อในพลังงานสะอาด ในวันที่ Solar ยังเป็นเรื่องไกลตัว และแทบไม่มีใครมองว่า “พลังงาน” จะกลายเป็นหนึ่งใน ต้นทุนสำคัญของชีวิต SENA คือผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทย ที่เริ่มติดตั้ง Solar Rooftop ให้กับโครงการที่อยู่อาศัยอย่างจริงจัง และเป็นรายแรกที่นำ Solar เข้าไปรวมอยู่ในราคาบ้าน เพื่อช่วย ให้ลูกค้าเข้าถึงพลังงานสะอาดได้ง่ายขึ้น

บริษัท สะสมทั้งประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และความเข้าใจเรื่องพลังงานสำหรับการอยู่ อาศัยมาอย่างต่อเนื่อง จนวันนี้ SENA Solar Energy มีประสบการณ์มากกว่า 17 ปี และติดตั้ง Solar Rooftop ครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร (B2B) และลูกค้ารายย่อย (B2C) SENA มองว่า Solar กำลังเปลี่ยนจาก “ทางเลือก” สู่ “โครงสร้างพื้นฐานของการใช้ชีวิต” จากทั้งค่าไฟที่สูงขึ้น ความต้องการลดต้นทุนระยะยาว และแนวโน้มพลังงานสะอาดในอนาคต จุดแข็งสำคัญของ SENA คือการมีความเข้าใจเรื่อง “พลังงานสำหรับการอยู่อาศัย” อย่างแท้จริง ทั้งการใช้ไฟภายในบ้าน การชาร์จรถ EV และการบริหารต้นทุนพลังงาน โดยบริษัทให้ความสำคัญกับ “ความปลอดภัยและมาตรฐานวิศวกรรม” ตั้งแต่การสำรวจพื้นที่การออกแบบและคำนวณระบบ การเลือกใช้อุปกรณ์จากผู้ผลิตชั้นนำ ไปจนถึงการควบคุมการติดตั้งโดยทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ลูกค้าใช้งานระบบพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในระยะยาว
ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2569 นี้ บริษัทมีรายได้จากธุรกิจ Solar จำนวน 10 ล้านบาท และมองว่าธุรกิจพลังงานจะเป็นหนึ่งใน New Growth Engine สำคัญของกลุ่มบริษัทในอนาคต
ขณะเดียวกัน SENA ยังเดินหน้ารุกธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า ผ่าน บริษัท เสนา กรีน ออโตโมทีฟ (SENA Green Auto) ซึ่งดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องกว่า 2 ปี ในฐานะ EV Platform แบบ Multi-brand และผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันมี 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ DEEPAL, OMODA & JAECOO และ LEAPMOTOR พร้อมศูนย์บริการครบวงจรบนถนนอ่อนนุช–สุขุมวิท 75
SENA Green Auto ไม่ได้มองแค่การขายรถ EV แต่ต้องการทำให้การใช้ EV เป็นเรื่องง่ายขึ้น
ทั้งเรื่องบ้าน พลังงาน และการเงิน โดยลูกค้าสามารถติดตั้ง Solar ควบคู่กับการซื้อรถ EV และใช้ไฟ จาก Solar เพื่อชาร์จรถได้เอง ช่วยลดทั้งค่าไฟและต้นทุนพลังงานในระยะยาว พร้อมมี “เงินสดใจดี” ผู้ให้บริการสินเชื่อ Non-Bank ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย เข้ามาช่วยวางแผนทาง การเงิน เพื่อให้การเริ่มต้นใช้ EV และพลังงานสะอาดเป็นเร่ืองที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น และในไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากธุรกิจรถยนต์จำนวน 153 ล้านบาท และตั้งเป้ายอดขายรถ EV ในปีนี้ไว้ที่ 1,000 คัน นอกจากนี้ บริษัทเตรียมเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ ไฟฟ้าเพิ่มเพื่อขยายพอร์ตสินค้าและรองรับกลุ่มลูกค้าพรีเมียมมากขึ้น
สิ่งสำคัญคือ ทุกธุรกิจของ SENA ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นแบบแยกส่วน แต่ถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกัน คือการช่วยให้ผู้คนสามารถบริหารต้นทุนชีวิตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว จากผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ วันนี้ SENA จึงกำลังพัฒนาไปสู่การเป็น "Green Lifestyle Platform" ที่ดูแลลุกค้าตั้งแต่เรื่องบ้น พลังงาน การเดินทาง ไปจนถึงคุณภาพชีวิตในอนาคต ทั้งหมดนี้ คือภาพสะท้อนของวิสัยทัศน์ "Lifelong Trusted Partner" ที่ SENA ยึดมั่นมาตลอด คือการเป็นมากกว่าผู้สร้างบ้าน แต่เป็นพาร์ตเนอร์ที่พร้อมเติบโตไปกับทุกช่วงชีวิตของลูกค้าอย่างยั่งยืน
ORN กางแผนปี 69 ตั้งเป้ารายได้โต 20%
เปิด 3 โครงการ 2,600 ลบ. บุกสมุย - เชียงใหม่
ORN กางแผนธุรกิจปี 2569 เปิด 3 โครงการใหม่มูลค่ารวม 2,600 ล้านบาท รุกตลาด Blue Ocean "สมุย" ชูโครงการคุณภาพมาตรฐาน EDGE Green Building Certified เจาะกลุ่มเรียลดีมานด์ ต่างชาติ นักลงทุน มั่นใจกวาดยอดขายรวมไม่ต่ำกว่า 2,949 ล้านบาท ลุยขยายพอร์ต Recurring Income โรงเรียนนานาชาติ คอมมูนิตี้มอลล์ ทรัพย์มือสอง บริหารต้นทุนรัดกุม คาดรายรวมปี 69 โต 20% ตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ธุรกิจหลั
Central Park Offices ต้อนรับ บล.บัวหลวง ปักหมุดสำนักงานใหม่
ใจกลาง Super Core CBD สะท้อนดีมานด์ออฟฟิศเกรด A
เสริมแกร่ง Financial Hub ย่านสีลม–พระราม 4

7 เมษายน 2569 กรุงเทพฯ - บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้นำเบอร์หนึ่งด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทยเพื่อความยั่งยืน ภายใต้วิสัยทัศน์ Imagining better futures for all และผู้พัฒนาธุรกิจศูนย์การค้าเซ็นทรัล, โครงการที่อยู่อาศัย, อาคารสำนักงาน และโรงแรมทั่วประเทศ เดินหน้าตอกย้ำบทบาทการเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการเงินแห่งใหม่ของประเทศ ประกาศขยายสำนักงานแห่งใหม่ของ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หนึ่งในบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย ภายในอาคาร Central Park Offices การขยายพื้นที่สำนักงานในครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นขององค์กรในภาคการเงินที่เล็งเห็นศักยภาพของอาคารสำนักงานคุณภาพสูงในทำเล Super Core CBD ของกรุงเทพฯ
นางสาวนภารัตน์ ศรีวรรณวิทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มงานการเงินการบัญชี และกลุ่มธุรกิจโรงแรมและสำนักงาน บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “Central Park Offices ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นอาคารสำนักงานระดับเวิลด์คลาสที่ตอบโจทย์องค์กรยุคใหม่ ทั้งในด้านคุณภาพอาคาร เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมการทำงานที่เชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร การที่ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) เลือกขยายสำนักงานแห่งใหม่ในอาคารแห่งนี้ สะท้อนแนวโน้มขององค์กรชั้นนำที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ทำงานในโครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถผสานพื้นที่สำนักงาน ไลฟ์สไตล์ และสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อตอบโจทย์รูปแบบการทำงานยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพชีวิตของพนักงาน”
ขณะเดียวกัน ย่านสีลม–พระราม 4 ได้กลายเป็นศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ จากการพัฒนาโครงการมิกซ์ยูสระดับแลนด์มาร์กหลายโครงการ โดย Central Park Offices ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Dusit Central Park ได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด The Future Work/Life for Global Visionaries เพื่อตอบรับเทรนด์ Modern Workplace ด้วยการผสานพื้นที่ทำงาน เทคโนโลยีอัจฉริยะ และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านไลฟ์สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เชื่อมโยงกับการใช้ชีวิตในเมืองได้อย่างลงตัว และรองรับองค์กรชั้นนำระดับโลก
นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การเลือก Central Park Offices สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาองค์กรที่ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่ทันสมัย และการเชื่อมต่อกับพันธมิตรทางธุรกิจในย่านเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ทำเลสีลม–พระราม 4 ถือเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่มีศักยภาพสูง และโครงการนี้ตอบโจทย์ทั้งในด้านคุณภาพอาคาร เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ที่ครบครัน”
ปัจจุบัน Central Park Offices กำลังได้รับความสนใจจากองค์กรชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มการเงิน เทคโนโลยี และบริษัทข้ามชาติ ซึ่งมองหาอาคารสำนักงานที่มีมาตรฐานระดับสากล พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการทำงาน การขยายสำนักงานแห่งใหม่ของบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง ในครั้งนี้จึงไม่เพียงสะท้อนความเชื่อมั่นขององค์กรชั้นนำต่อ Central Park Offices แต่ยังตอกย้ำบทบาทของโครงการในการเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการเงินแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ที่พร้อมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
.........................................................
“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” ชี้ทิศทางใหม่อสังหาฯ ปี 69 ตั้งเป้ายอดขาย 4,200 ลบ.
ชูคุณภาพ ความคล่องตัว และนวัตกรรม วางรากฐานสู่ National Property Company
ลลิล พร็อพเพอร์ตี้ ประเมินเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยในปี 2569 ยังขยายตัวได้ท่ามกลางความผันผวนจากปัจจัยรอบด้าน โดยแผนการดำเนินธุรกิจปีนี้ เน้นกลยุทธ์ด้านคุณภาพ ความคล่องตัว และนวัตกรรม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน ตั้งเป้ายอดขาย 4,200 ล้านบาท พร้อมแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งสิ้น 4-6 โครงการ มูลค่ารวม 3,500-4,500 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งทาวน์โฮม บ้านแนวคิดใหม่ และบ้านเดี่ยวในช่วงราคา 2-12 ล้านบาท เพื่อตอบโจทย์กลุ่มผู้ซื้อที่มีความต้องการอยู่อาศัยจริง และในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บริษัทปรับตัวเพื่อผ่านช่วงนี้ไปให้ได้ 1.ต้องรักษาสภาพคล่องให้ได้ 2.ควบคุมอัตราหนี้สินต่อทุน เพื่อลดความเสี่ยง 3.การเปิดโครงการใหม่ต้องแม่นยำ และมีข้อมูลที่ดี 4.บริหาร Quality ทั้งสินค้า ระบบบริหาร และทรัพยากรมนุษย์ ช่วงรอเศรษฐกิจฟื้นตัว และ 5.ยกระดับองค์กรตามแนวทาง ESG เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายการเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าในระยะยาว

Jul 13,2026

Jul 13,2026