อุตฯ เปิดศูนย์นวัตกรรม “มิเอะ-ไทยแลนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ” ต่อยอดอุตฯอาหารไทย ก้าวไกลสู่ฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโกลบอล

กระทรวงอุตสาหกรรมร่วมมือกับจังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น เปิดศูนย์นวัตกรรม “มิเอะ-ไทยแลนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ” (Mie- Thailand Innovation Center) ศูนย์ยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เป็นผู้นำสู่ระดับสากลด้วยเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง ผ่านแนวทางในการขับเคลื่อน  3 ด้าน ได้แก่ 1.การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร 2. การพัฒนาบุคลากร  และ 3. การพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคการผลิต ทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการตลาดในประเทศ ให้กว้างขึ้นไปสู่ระดับโลกอีกด้วยและนวัตกรรม

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากที่กระทรวงอุตสาหกรรมและบีโอไอได้ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือกับจังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีการผลิตระดับสูง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนา  ด้านเกษตรอาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ การปรับปรุงพันธุ์ และบริการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ จึงได้ร่วมกันจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม “มิเอะ-ไทยแลนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ” (Mie- Thailand Innovation Center) โดยมีวัตถุประสงค์ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร  เพื่อขับเคลื่อนยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยให้เป็นผู้นำได้ในระดับสากล พร้อมสนับสนุนการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตมาผนวกกับเทคโนโลยีสารสนเทศ โดยปฏิรูปอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภาคการผลิต ทั้งในด้านคุณภาพและมาตรฐาน และการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมควบคู่ไปกับ การขยายโอกาสทางการตลาดในประเทศให้กว้างขึ้นไปสู่ระดับโลก

นายอุตตม กล่าวต่อว่า สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนศูนย์นวัตกรรมดังกล่าว กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียม 3 กรอบการดำเนินงานที่สำคัญไว้ เพื่อขับเคลื่อนยกระดับภาคอุตสาหกรรมและการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างอุตสาหกรรมทั้ง 2 ฝ่าย ได้แก่

  1. การถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปอาหาร ประกอบไปด้วยการจัดกิจกรรมสัมมนา เวิร์คช็อป (Workshop) มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการแปรรูปอาหารของบริษัทจากจังหวัดมิเอะ การทำวิจัยและทำต้นแบบผลิตภัณฑ์แปรรูปอาหารเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ผลักดัน SMEs ให้มีศักยภาพด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ยังนำร่องมุ่งเน้นใน 2 พื้นที่ ที่มีศักยภาพ คือ จังหวัดสงขลา เป็นศูนย์กลางในการแปรรูปอาหารในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลหรือของสด ให้กับ 14 จังหวัดภาคใต้   และ จังหวัดเชียงใหม่ จะต่อยอดการดำเนินงานยุทธศาสตร์ Northern Food Valley ในพื้นที่ภาคเหนือ ผ่านโครงการร่วมมือเช่น เช่น Lanna Matsusaka Beef โดยอาศัยจุดเด่นของจังหวัดมิเอะที่มีชื่อเสียงในเรื่องของเนื้อ Matsusaka ให้ถ่ายทอดพันธ์เนื้อมาต่อยอดการเลี้ยงวัวในภาคเหนือ รวมถึงโครงการ Medical and Bio-Technology  การถ่ายทอดเทคโนโลยีการสกัดสมุนไพรจากพืชชนิดต่างๆ และ ความร่วมมือเพื่อการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรม ระหว่างจังหวัดเชียงใหม่กับจังหวัดมิเอะ ซึ่งจังหวัดทั้ง 2 มีจุดแข็งในด้านเดียวกัน
  2. การพัฒนาบุคลากร ผ่านการพัฒนาหลักสูตรของ Mie Industry and Enterprise Support Center (MIESC) ซึ่งเป็นหลักสูตรการสร้างบุคลากรในระดับ “Leader” ของผู้ประกอบการ SMEs ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างบุคลากรที่จะเข้ามาลดช่องว่างของกลุ่มแรงงานและผู้บริหาร เป็นหลักสูตรที่ได้รับผลตอบรับที่ดีมากจากบริษัทในจังหวัดมิเอะ ซึ่งจะมีการปรับหลักสูตรการฝึกอบรมให้ตรงต่อความต้องการของผู้ประกอบการไทย และให้มีเนื้อหาการฝึกอบรมที่เหมาะสมต่อวัฒนธรรมของประเทศไทย จากนั้นจะมีการกำหนดแผนการฝึกอบรมที่เป็นรูปธรรมร่วมกัน โดยได้คาดหวังว่าหลักสูตรนี้จะช่วยยกระดับให้กับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ
  3. การพัฒนาเครือข่ายผู้ประกอบการ (Business Networking) มุ่งหมายให้เกิดความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่ายต่อไปในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ ของประเทศไทยเติบโตได้ในระยะยาว

ด้าน นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กล่าวว่า ได้ร่วมมือกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และจังหวัดมิเอะ ในการผลักดันผู้ประกอบการเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตด้วยนวัตกรรม และการวิจัยและพัฒนาเพื่อสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสทางการตลาดในประเทศให้กว้างขึ้น โดยทั้งไทยและญี่ปุ่นได้ต่อยอดความร่วมมือที่ผ่านมาได้แก่ การวิจัยเกี่ยวกับ Thai snack จากข้าวหอมมะลิไทยที่มีลักษณะของการวิจัยเพื่อการผลิตสินค้าเชิงพาณิชย์ และการบริการในการทำตัวอย่างสินค้าให้กับกลุ่มผู้ประกอบการที่เป็น Start Up ที่ต้องการผลิตเพื่อทดลองสินค้าและตลาด พร้อมทั้งการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเป็นสินค้าอาหารเจ ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทย นอกจากนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็นเวลา  5 - 10 ปี ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ยังจะได้รับสิทธิเพิ่มเติมเป็นพิเศษ เช่น การลดหย่อนอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลร้อยละ 50 เป็นเวลา 5 ปี

ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์นวัตกรรม “มิเอะ-ไทยแลนด์ อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ” (Mie- Thailand Innovation Center) เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือการที่จะช่วยยกระดับและพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม สร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยี งานวิจัย และนวัตกรรมที่เหมาะสมที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ และยกระดับอุตสาหกรรมอาหารของประเทศให้เป็นผู้นำได้ในระดับสากล และที่สำคัญคือการเชื่อมโยงสร้างเครือข่ายระหว่างภาคอุตสาหกรรมของทั้ง 2 ประเทศ ที่จะช่วยให้เกิดความร่วมมือที่ขยายวงไปในด้านการค้า การลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยวระหว่างกัน ได้ต่อไปในอนาคต นายยงวุฒิ กล่าวสรุป

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มงานประชาสัมพันธ์ สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โทรศัพท์  022024414 - 17 หรือ เข้าไปที่ www.dip.go.th

Mini ITC

October 30, 2018

Mini ITC

นายพสุ โลหารชุน ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม (กลาง) เป็นประธานมอบ เครื่องมือ และชุดนิทรรศการเคลื่อนที่ให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด จำนวน 64 จังหวัด ที่จะพัฒนาเป็นศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรมสู่อนาคต (Mini ITC) ให้บริการด้านการออกแบบ และพัฒนาสินค้า เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตามแนวทางอุตสาหกรรม 4.0 โดยมี นายสมคิด ตัณฑศรีสุข อุตสาหกรรมจังหวัดนครปฐม (ที่ 3 จากขวา) เป็นผู้แทนในการรับมอบ พร้อมด้วยนางพงษ์ศิริ วรรณศรี ผู้อำนวยการกองตรวจราชการ (ที่ 1 จากซ้าย) นางสาวณิรดา วิสุทธิชาติธาดา ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศและการสื่อสาร (ที่ 2 จากซ้าย) และ นางรวีวรรณ อุตรนคร ผู้อำนวยการกองกลาง (ที่ 2 จากขวา) สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมด้วย ณ ห้องโถงชั้น 1 กระทรวงอุตสาหกรรมเมื่อเร็วๆ นี้

กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าเปิดศูนย์ ITC ภาคที่ 11
ดันศักยภาพอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูปขานรับเศรษฐกิจยุค 4.0

กระทรวงอุตสาหกรรม เดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขานรับนโยบายรัฐบาลในการปฏิรูปประเทศไทยเข้าสู่ยุค 4.0 เร่งผลักดันยกระดับนวัตกรรม SMEs สู่การผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเต็มรูปแบบ เตรียมเปิดศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (Industry Transformation Center หรือ ITC ) จ.สงขลา ดันศักยภาพอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูปในภาคใต้ตอนล่าง

นายสมชาย  หาญหิรัญ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

นายสมชาย  หาญหิรัญ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ITC) เป็นกลไกประชารัฐที่ผนึกกำลังกับเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจ การวิจัยพัฒนา และบุคลากรระดับโลกในการเป็นฟันเฟืองขับเคลื่อนเศรฐกิจของประเทศไปสู่เศรษฐกิจเชิงนวัตกรรมและสร้างสรรค์ โดยอาศัยแพลทฟอร์มที่ผลักดันให้บริษัทผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก (Global Player) รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ (LEs) ที่มีการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอยู่แล้วมามีส่วนร่วมในการทำให้ SMEs ขับเคลื่อนนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ภายใต้ระบบนิเวศอุตสาหกรรม (Ecosystem) ที่เอื้อให้เศรษฐกิจก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ไปด้วยกัน โดยศูนย์ฯ เปรียบเสมือนกับข้อต่อกลางที่จะเข้ามาช่วย SMEs ที่ไม่พร้อมในเรื่องของบุคลากรด้านวิศวกรรมที่ยังต้องสั่งสมประสบการณ์  และเครือข่ายที่สนับสนุนการผลิตให้สามารถปฏิรูปธุรกิจของตนเองผ่านกระบวนการ SME Transformation ตามแพลทฟอร์มต่างๆ ที่เหมาะสม พร้อมกันนี้ยังมีหน้าที่ในการร่วมพัฒนาต่อยอดนวัตกรรม และงานวิจัยให้ไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง โดยเริ่มตั้งแต่การวิเคราะห์และคัดเลือกผลิตภัณฑ์ การให้บริการทางวิศวกรรม การหาผู้รับจ้างผลิต ทำการทดสอบและรับรองมาตรฐาน การทดสอบตลาด ซึ่งเปรียบได้กับผู้ช่วยทางวิศวกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ประกอบการ บ่มเพาะให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาและดำเนินธุรกิจได้เอง มีการแลกเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์จากเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ มาให้บริการแก่ผู้ประกอบการให้ค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง โดยที่ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องไปลงทุนเครื่องจักรก่อนที่จะได้ผลิตภัณฑ์ และยังมีความช่วยเหลือต่าง ๆ ผ่านโครงการของภาครัฐ รวมถึงสินเชื่อพิเศษต่างๆ อย่างมากมายอีกด้วย

นายกอบชัย สังสิทธิสวัสดิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากมาตรการช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตลอดจนวิสาหกิจชุมชน เบื้องต้น กสอ. ได้เริ่มการให้บริการไปยังศูนย์ ITC ส่วนภูมิภาคทั้ง 12 แห่งแล้ว โดยใช้โมเดลจากศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ITC) ที่กรุงเทพฯ เป็นต้นแบบ ก่อนปรับรูปแบบการให้บริการให้สอดคล้องกับศักยภาพของอุตสาหกรรมในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว 4 แห่ง ได้แก่ 1. ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 1 จ.เชียงใหม่ มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป 2. ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 2 จ.พิษณุโลก มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ 3. ศูนย์พัฒนาอุตสาหกรรมเซรามิก จ.ลำปาง มุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเซรามิก และที่เปิดไปล่าสุดเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คือ 4. ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 7 จ.อุบลราชธานี โดดเด่นในการให้บริการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และรูปแบบสินค้าให้ทันสมัย และขณะนี้ศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม Industry Transformation Center หรือศูนย์ ITC ณ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ได้มีความพร้อมในการให้บริการเป็นศูนย์ล่าสุด เพื่อให้ความช่วยเหลือ SMEs และวิสาหกิจชุมชน ในการพัฒนาขบวนการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์  โดยการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อร่วมกันพัฒนา ส่งเสริม ตลอดจนยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูปในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง พร้อมเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของผู้ประกอบการให้ครอบคลุมทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ โอทอป ผู้สนใจทั่วไป เพื่อให้บริการพัฒนาสู่ Thailand 4.0 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายสุรชัย กลางพระเนตร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า สำหรับศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม หรือศูนย์ ITC ภาคที่ 11 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีหน้าที่ในการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ให้บริการทั้งหมด 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส จะดำเนินงานให้บริการในเรื่องต่างๆ อาทิ การเป็นศูนย์บริการด้านข้อมูลของผู้ประกอบการ เพื่อการเชื่อมโยงจับคู่ทางธุรกิจ, การบริการให้คำปรึกษาแนะนำแก้ไขปัญหาตามประเด็นความต้องการของผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทั้งการออกแบบ การบริหารจัดการ การจัดหาแหล่งทุนและเครื่องมือทางด้านการเงินต่างๆ, การให้บริการเครื่องมือและอุปกรณ์ ทั้งเครื่องมือตรวจวัดคุณภาพวัตถุดิบ เครื่อง 3D Printing 3D Scanning เพื่อการต่อยอดนวัตกรรมและงานวิจัยไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง การให้บริการด้านวิศวกรรม การจัดหาผู้ผลิต ทำการทดสอบและรับรองมาตรฐาน การทดสอบตลาด เพื่อบ่มเพาะให้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาสินค้าและดำเนินธุรกิจได้เอง โดยมีการแบ่งปันเครื่องจักรอุปกรณ์จากเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ มาให้บริการแก่ผู้ประกอบการเพื่อเป็นการลดต้นทุนการประกอบกิจการ โดยล่าสุด ทางศูนย์ ITC ภาคที่ 11 ได้มีการติดตั้งเครื่องนึ่งสุญญากาศ เครื่องจักรที่ทันสมัยและเป็นเทคโนโลยีล่าสุด คือ มีการนำเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ซึ่งเป็นการพัฒนาซอฟท์แวย์โดย บริษัท ฟู้ด แมชชินเนอรี่ จำกัด ผู้ออกแบบและผลิตเครื่องจักรในกระบวนการแปรรูปอาหารอันดับหนึ่งของไทย เพื่อให้บริการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาแก่ผู้ประกอบการได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ เข้ามาติดตั้งและให้บริการภายในศูนย์เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ ภายในพื้นที่ของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม (ITC) ภาคที่ 11 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยังมีการดึงเอาหน่วยงานเครือข่ายมาร่วมดำเนินการในพื้นที่อีกด้วย ได้แก่ สถาบันอาหาร (National Food Institute) ซึ่งให้บริการด้านการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์  การทดสอบ ตรวจสอบคุณค่าทางโภชนาการและการปนเปื้อนต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการอาหารไทย โดยเฉพาะ SMEs กลุ่ม Starup และกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้า OTOP ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลาและพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มแก่วัตถุดิบทางการเกษตรในท้องถิ่น รวมถึงมีทีมที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษาสำหรับผู้ประกอบการ หรือ SMEs ที่มีความต้องการในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทอาหารแปรรูปมากกว่า 10 ชนิด ที่มีความต้องการและสามารถผลักดันให้เป็นสินค้า OTOP ส่งออกไปขายยังตลาดต่างประเทศได้

นายยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2560 ที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดสรรงบประมาณให้สถาบันอาหารดำเนินการจัดตั้งศูนย์การออกแบบและตรวจสอบอุตสาหกรรม (สาขาอาหาร) ต้นแบบขึ้นเป็นแห่งแรกในจังหวัดสงขลา โดยได้รับการสนับสนุนด้านสถานที่ดำเนินการจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ตั้งอยู่ภายในอาคารศูนย์หัตถกรรม บริเวณชั้น 2 และ ชั้น 3 ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 11 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยปัจจุบัน ศูนย์ฯ มีความพร้อมในการให้บริการเต็มรูปแบบ ประกอบด้วยเครื่องมือวิจัย ทดลอง ผลิต และทดสอบทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ทดลองผลิตจริง ให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการ ตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยอาหารได้อย่างครบวงจร นอกจากนี้ ทางศูนย์ฯ ยังให้บริการในรูปแบบ OEM Service โดยรับผลิตอาหารและเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ของลูกค้าแบบครบวงจร ตั้งแต่จัดหาวัตถุดิบ และส่วนผสมต่างๆ การคิดค้น พัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ การออกแบบ และผลิต การบรรจุสินค่า ไปจนถึงการขอขึ้นทะเบียน อย. ด้วย

“ศูนย์ฯ มีเป้าหมายให้บริการผู้ประกอบการในพื้นที่ 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส คาดว่าจะสามารถให้บริการได้ปีละ 30 ราย ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลหรือของสด ผลิตภัณฑ์อาหารในภาชนะปิดสนิทประเภทต่างๆ ผลิตภัณฑ์อาหารอบแห้ง เบเกอรี่ ผลิตภัณฑ์อาหารทอด ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทำแห้งด้วยความเย็น (freeze drying) หรือการแช่แข็ง และผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำผลไม้ หรือเครื่องดื่มน้ำสมุนไพร โดยเน้นให้บริการด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์และพัฒนาระบบมาตรฐาน”

ด้านตัวแทนผู้ประกอบการ SMEs ใน จ.สงขลา คุณบุลภร บุญสุวรรณ เจ้าของกิจการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ข้าวต้มมัด เนินขุมทอง ซึ่งเติบโตมาจากธุรกิจร้านอาหาร ก่อนพัฒนามาเป็นผู้ประกอบการท้องถิ่น เจ้าของผลิตภัณฑ์สินค้าของฝาก “ข้าวต้มมัดเนินขุมทอง” ขึ้นชื่อแห่งเมืองหาดใหญ่ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของ   แบรนด์ “เนินขุมทอง” เกิดจากการริเริ่มต้องการขยายธุรกิจขายขนมของฝากภายในร้านอาหารของตัวเอง โดยเริ่มจากการทำขนมจากขาย ก่อนเปลี่ยนมาเป็นการนำเอาเมนูข้าวต้มมัดไส้กล้วยของคุณแม่มาทำเป็นของฝากจนลูกค้าติดใจ จึงมีการปั้นแบรนด์ “เนินขุมทอง” อย่างจริงจัง แต่ด้วยวิธีการทำสด ทำให้ระยะเวลาในการเก็บรักษาจึงอยู่ได้ไม่นาน จึงมีการขอคำปรึกษาและทำวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลา ในการหาวิธีการช่วยยืดอายุด้วยวิธีการแช่แข็ง จนประสบความสำเร็จ ก่อนมีการคิดเพิ่มไส้อื่นๆ เข้ามาเพื่อสร้างความแตกต่าง โดยปัจจุบันมีไส้เผือกกวน, ถั่วกวนไข่เค็ม, ธัญพืช, กุ้ง-มะพร้าว, ใบเตย, ไก่-เห็ดหอม และมีการใส่ความเป็นใต้ลงไป คือ ไส้คั่วกลิ้งไก่ นอกจากนี้ ยังมีการทำข้าวต้มมัดข้าวเหนียวดำไส้กล้วย และข้าวต้มสามเหลี่ยมไส้ไก่หยอง-ไข่เค็ม เพื่อความหลากหลายให้ลูกค้าเลือกมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันข้ามต้มมัดเนินขุมทอง มีจำหน่ายที่เนินขุมทองการ์เด้นแล้ว ยังมีขายที่ร้านเฟิร์ส&เฟิร์น ร้านกาแฟไทยภายในสนามบินนานาชาติหาดใหญ่ และร้านกาแฟอเมซอน สาขาลีการ์เด้นท์พลาซ่า

“ข้าวต้มมัดเนินขุมทองเป็นข้าวต้มมัดที่มีหลายไส้ให้เลือก รสชาติอร่อย เก็บได้นาน จึงทำเป็นที่นิยมของผู้ที่เดินทางมาหาดใหญ่นิยมซื้อรับประทานและซื้อไปเป็นของฝากเป็นจำนวนมาก ซึ่งนอกจากสถานที่จำหน่ายในปัจจุบันแล้ว เราวางแผนจะมีการขยายตลาดไปยังโมเดิร์นเทรดต่างๆ และเรายังเล็งเห็นโอกาสในการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เพื่อจับกลุ่มลูกค้าคนไทยที่ใช้ชีวิตในต่างประเทศและคนต่างชาติ ที่ปัจจุบันนิยมหันมารับประทานอาหารไทยมากขึ้น โดยกลุ่มประเทศที่น่าสนใจคือประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย เนเธอแลนด์ สวีเดน และประเทศทางแถบตะวันออกกลาง ซึ่งในส่วนของการขยายธุรกิจตรงนี้ ทางเราจะเข้าไปพูดคุยเพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญของศูนย์ ITC ภาคที่ 11 ในการขยายธุรกิจ พร้อมทั้งการเข้าไปใช้บริการเครื่องนึ่งไอน้ำที่จะมีการติดตั้งภายในศูนย์ เพื่อทำวิจัยและพัฒนาสินค้าร่วมกัน เพื่อหาวิธีการช่วยยืดอายุของสินค้าให้ได้นานมากยิ่งขึ้น ตลอดจนการเข้าไปขอคำปรึกษาจากสถาบันอาหาร ซึ่งจะมีการดึงเข้ามาอยู่ในศูนย์ ITC ภาคที่ 11 แห่งนี้ด้วย ในการเตรียมความพร้อมการขอยื่นขอตราสินค้าทั้ง ฮาลาล, อย. และเครื่องหมาย จีเอ็มอี อีกด้วย”

คุณศิรินนภา แสงทักษิณ ผู้จัดการ บริษัท หาดใหญ่แคนนิ่ง จำกัดผู้ผลิตและส่งออกลูกตาลบรรจุกระป๋องมากที่สุดในประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทเริ่มต้นจากการที่คุณพ่อเล็งเห็นว่าจังหวัดสงขลาเป็นจังหวัดที่มีต้นตาลมากที่สุดในประเทศไทย จนได้รับสมยานามว่า “สงขลาเมืองตาลล้านต้น” จึงเป็นความคิดริเริ่มธุรกิจของคุณพ่อในการทำธุรกิจลูกตาลบรรจุกระป๋อง โดยมีผลิตภัณฑ์ลูกค้าลอยแก้วในน้ำเชื่อม ลูกตาลทอง เป็นสินค้าของฝากขึ้นชื่อของบริษัท โดยที่ผ่านมาจะเป็นการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ อาทิ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร์ ก่อนเล็งเห็นช่องทางการตลาดในประเทศไทย จนเกิดเป็นแนวคิดทำลูกตาลทองบรรจุในถุงสุญญากาศ ด้วยเครื่องแวคคั่มสุญญากาศ ซึ่งเป็นการคิดค้นและพัฒนาโดยคุณพ่อเอง เพื่อหาวิธีช่วยยืดอายุสินค้าให้อยู่ได้นานมากยิ่งขึ้น จับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ชอบซื้อของฝากแต่ไม่นิยมรับประทานอาหารกระป๋อง แต่ต้องการของฝากที่สะดวกต่อการเดินทาง และรับประทานง่ายๆ ประกอบกับสินค้าของเรามีการการันตีความสดจากแหล่งวัตถุดิบ ผ่านการคัดสรรทุกชิ้น อร่อยได้คุณภาพตามมาตรฐานส่งออก และปราศจากวัตถุกันเสีย จึงทำให้สินค้าของเราได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี

ทั้งนี้ สำหรับผู้ประกอบการ SMEs ที่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ ITC ภาค ที่ 11 อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งให้บริการครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส โดยสามารถติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่างๆ เข้ารับคำปรึกษา ตลอดจนเข้ารับบริการความช่วยเหลือต่างๆ ตามพันธกิจของศูนย์ปฏิรูปอุตสาหกรรม ได้ทางเว็บไซต์ www.itc11.go.th หรือ Facebook https://th-th.facebook.com/pg/dip.ipc11 หรือที่ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 11 ถนนกาญจนวนิช ตำบลน้ำน้อย อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา  โทร. 074211906-8 หรือ e-mail: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.

อุตตม – คณิศ แถลงสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ. อีอีซี เชื่อจะสร้างความเชื่อมั่น 
เดินหน้าพัฒนาโครงการต่อเนื่อง เร่งกระตุ้นนักลงทุนไทยใช้สิทธิ์

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และ นายคณิศ  แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ร่วมแถลงข่าวถึงเจตนารมณ์ และสาระสำคัญของ ร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ… ที่ผ่านมติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่างเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 ณ ห้องประชุม อก.1 สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม

ร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ… หรือ ร่าง พ.ร.บ. อีอีซี มีเจตนารมณ์ในการพัฒนาเชิงพื้นที่ให้เต็มศักยภาพ ต่อเนื่องและยั่งยืน โดยมีขอบเขตพื้นที่ที่ชัดเจน คือ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง และใช้เป็นตัวอย่างการพัฒนาในพื้นที่เขตอื่นๆ เพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ส่งเสริมด้านพาณิชย์และอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ทันสมัย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น และให้ความสำคัญสูงสุดต่อการกำหนดให้มีกองทุนพัฒนา “เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก” เพื่อพัฒนาพื้นที่ หรือชุมชน และประชาชน สนับสนุนด้านการศึกษา เพื่อสร้างความสมดุลในการพัฒนาโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า “การที่ร่าง พ.ร.บ. เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ… ผ่านความเห็นชอบจาก สนช. เป็นขั้นตอนสำคัญในการพัฒนาโครงการอีอีซี จะช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศเนื่องจากมีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน และสร้างความมั่นใจให้ประชาชนในพื้นที่ที่จะได้รับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยแผนงานต่อไปหลังจากนี้จะจัดทำโรดโชว์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างมีเป้าหมายที่แน่ชัด”

นายคณิศ  แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เน้นย้ำว่า “ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้สำหรับคนไทย ไม่ใช่ชาวต่างชาติ รอเปิดรับนักลงทุนชาวไทย รวมถึง SME ไทย ให้เข้ามาใช้สิทธิ์ ไม่ใช่เฉพาะนักลงทุนต่างชาติ และการที่มีโครงสร้างบริหารที่ชัดเจนจะทำให้มั่นใจว่าเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นโอกาสที่ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใดก็ตาม และการที่มีการจัดตั้งสำนักงาน แปลว่าต้องการให้ภารกิจ อีอีซี เป็นภารกิจระยะยาว ที่มีประสิทธิภาพ เป็นการถาวร ตาม พ.ร.บ.”

ทั้งนี้ทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (สกรศ.) ได้จัดช่องทางเพื่อให้ประชาชนรับทราบข้อมูล ร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ… และเปิดรับฟังความเห็นและเปิดรับคำถาม ทาง www.eeco.or.th  โทรศัพท์ 02-033-8000 หรือ คุณทัศนีย์ โทร. 086-082-7938 อีเมล์ This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. และ คุณธีรภัทร 089-134-3455 ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 และจะทำการเผยแพร่ประมวลคำถาม-คำตอบ ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2561

การประชุมคณะกรรมการบริหาร การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมครั้งที่ 1/2561 ของ คณะกรรมการบริหารการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (กรศ.) โดยมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ซึ่งมีสาระสำคัญของการประชุม ดังนี้

การประชุมคณะกรรมการบริหาร การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

1. เห็นชอบการประกาศเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มเติม

ที่ประชุมเห็นชอบและนำเสนอคณะกรรมการนโยบายกำหนดเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมเพิ่มเติม   จากเดิมที่มีการกำหนดไปแล้วจำนวน 2 นิคม ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรม Smart Park จังหวัดระยอง และนิคมอุตสาหกรรมเหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 จังหวัดระยอง โดยเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมที่จะมีการประกาศเพิ่มเติมมีจำนวนทั้งสิ้น 18 แห่ง ภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 ประมาณเงินลงทุนทั้งสิ้น 1.25 ล้านล้านบาท ประกอบด้วย จังหวัดระยอง จำนวน 5 แห่ง จังหวัดชลบุรี จำนวน 12 แห่ง และจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 1 แห่ง

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังมีมีมติเห็นชอบการยกระดับนิคมอุตสาหกรรม ซี.พี. ระยอง เป็นเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรม รองรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่สื่อสารด้วยภาษาจีนโดยเฉพาะเป็นเขตส่งเสริมแห่งที่ 19

ดังนั้นจะทำให้พื้นที่ EEC มีเขตส่งเสริมเพื่อกิจการอุตสาหกรรมรวมทั้งสิ้น 21 แห่ง เป็นพื้นที่ประกาศเขตส่งเสริมพิเศษ 86,775 ไร่ พื้นที่รองรับการลงทุน 28,666 ไร่ ประมาณการเงินลงทุน 1.31 ล้านล้านบาท

2. เห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภายในพื้นที่ EEC

ที่ประชุมเห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ EEC ที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาโลจิสติกส์แบบไร้รอยต่อ เชื่อมโยงทั้งทางบก น้ำ อากาศ เพื่อรองรับการพัฒนา EEC มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค ตั้งเป้าให้ท่าอากาศยานอู่ตะเภาเป็นศูนย์กลางและเมืองการบินของภูมิภาค และให้ท่าเรือแหลมฉบังเป็นประตูเศรษฐกิจของ CLMV และอนุภูมิภาค และส่งเสริมกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคเอกชน รวมถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่ ประกอบด้วย 168 โครงการ กรอบวงเงินลงทุนรวม 988,948.10 ล้านบาท โดยเป็นงบ PPP 583,500 ล้านบาท (59%) งบประมาณแผ่นดิน 296,684 ล้านบาท (30%) งบรัฐวิสาหกิจ 98,895 ล้านบาท (10%)    และกองทุนหมุนเวียน (กองทัพเรือ) คิดเป็น 1% โดยแบ่งแผนดำเนินการออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย แผนงานระยะเร่งด่วน (พ.ศ. 2560-2561) แผนงานระยะกลาง (พ.ศ. 2562-2564) และแผนงานระยะต่อไป (ตั้งแต่ พ.ศ. 2565)

ผลที่คาดว่าจะได้รับคือระบบการขนส่งมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้ และเมื่อรวมกับโครงข่ายภายนอกพื้นที่ EEC จะลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้ถึง 2% ของ GDP หรือ ปีละ 200,000 ล้านบาท  ซึ่งจะเหนี่ยวนำให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชนเพิ่มเติม โดยคาดจะเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2.1 – 3.0 ล้านล้านบาท และประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงระบบขนส่งมวลชนคุณภาพสูง

3. เห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC

ที่ประชุมเห็นชอบแผนปฏิบัติการการพัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยว ในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและให้นำไปรับฟังความเห็นจากพื้นที่ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อการยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวในพื้นที่ EEC ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง สู่การท่องเที่ยวระดับโลกอย่างยั่งยืน รองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และกลุ่มเชิงสุขภาพ เน้น พัทยา-สัตหีบ-ระยอง เป็นแกนการพัฒนาการท่องเที่ยว เน้นสนามบินอู่ตะเภาเป็นจุดเชื่อมโยงเส้นทางการท่องเที่ยวใหม่ กับการท่องเที่ยวเชิงชุมชนและวิถีชีวิตชุมชน รวมทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะการกำจัดขยะตามแนวชายฝั่งทะเลและเกาะท่องเที่ยวสำคัญ

แผนดังกล่าวประกอบไปด้วย 4 แผนงาน ได้แก่ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งอำนวยความสะดวก การพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว และการสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว รวมทั้งสิ้น 47 โครงการ กรอบวงเงินลงทุน 30,247.22 ล้านบาท โดยเป็นงบ PPP 23,000 ล้านบาท (76.04%) งบประมาณแผ่นดิน 6,897.22 ล้านบาท (22.80%) และงบรัฐวิสาหกิจ 350 ล้านบาท (1.16%)

ผลที่คาดว่าจะได้รับคือ มีผู้มาเยี่ยมเยือนเพิ่มขึ้นจาก 29.89 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2560 เป็น 46.72 ล้านคน ในปี พ.ศ. 2564 (เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า) และมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก 285,572 ล้านบาท ใน พ.ศ. 2560 เป็น 508,590 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2564 (เพิ่มขึ้น 1.8 เท่า)

4. รับทราบความคืบหน้า ร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. ….

ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าว่าในขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. …. อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ในขั้นที่ 2 โดยหลังจากที่มีการพิจารณาครบทุกมาตราแล้ว จะจัดทำรายงานเสนอประธานสภา เพื่อประชุมฯในวาระที่ 3 คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561

5. รับทราบความคืบหน้าด้านโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โครงการ

ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าด้านโครงการโครงสร้างพื้นฐาน ที่จะมีการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน (EEC Track) ใน 5 โครงการสำคัญ ดังนี้

  1. โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง เชื่อม ท่าอากาศยาน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา)  กำหนดร่างขอบเขตงาน (TOR) จะแล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2561 และประกาศเชิญชวน และทำการคัดเลือกเอกชนได้ในเดือนกรกฎาคม 2561
  2. ท่าอากาศยานนานาชาติอู่ตะเภา  อยู่ระหว่างกำหนดร่างขอบเขตงาน (TOR) ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2561
  3. ศูนย์ซ่อมบำรุงอากาศยานอู่ตะเภา (MRO) ของการบินไทย และ Airbus  จะมีการลงนามความร่วมมือด้านการลงทุนระหว่าง การบินไทย และ Airbus ที่ตูลูส ประเทศฝรั่งเศสในเดือนกุมภาพันธ์ 2561
  4. ท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3  ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมด้านวิศวกรรม เศรษฐกิจ การเงินและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะได้ที่ปรึกษาประมาณเดือนมีนาคม 2561 และจะใช้เวลาศึกษาอีก 3 เดือน แล้วเสร็จในเดือนสิงหาคม 2561 และจะได้เอกชนร่วมทุนประกอบการตามแผน EEC ในเดือนพฤศจิกายน 2561 และได้ผู้รับจ้างก่อสร้างฯ ตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ปี 2560 ภายในเดือนมกราคม 2562
  5. ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3  กำหนดร่างขอบเขตงาน (TOR) จะแล้วเสร็จภายในเดือน เมษายน 2561 และประกาศเชิญชวนเอกชนได้ในเดือนมิถุนายน 2561 จะทำให้ได้สามารถคัดเลือกเอกชนได้ในเดือนกันยายน 2561 และดำเนินการได้ในเดือนตุลาคม 2561 โดยขณะนี้ได้ทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) เสร็จสิ้นแล้วกำลัง รอรับความเห็นชอบ

6. รับทราบความคืบหน้าเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าในการจัดทำแผนแม่บท การพัฒนาพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ที่มีวิสัยทัศน์ให้ EECi เป็นระบบนิเวศนวัตกรรมชั้นนำของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ซึ่งผลงานวิจัยและนวัตกรรมนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ และความอยู่ดีกินดีของประชาคมอย่างยั่งยืน และมีกรอบการพัฒนา EECi ที่มุ่งเน้น “6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย 3 เมืองนวัตกรรมมุ่งเน้น และ 5 ยุทธศาสตร์ดำเนินการ” คือ

     • 6 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรสมัยใหม่และเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมแบตเตอรี่และยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์และอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และ อุตสาหกรรมการบินและอวกาศ และอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

     • 3 เมืองนวัตกรรมมุ่งเน้น ได้แก่ ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมฐานชีวภาพ ศูนย์กลางการวิจัยและนวัตกรรมด้านระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และระบบอัจฉริยะ และศูนย์กลางและฐานในการรังสรรค์นวัตกรรมจากเทคโนโลยีอากาศยาน อวกาศ และภูมิสารสนเทศ

     • ยุทธศาสตร์ดำเนินการและกลไกสนับสนุน ประกอบด้วย การนำ วทน. ยกระดับชุมชนและอุตสาหกรรม, วิจัยและนวัตกรรม การเตรียมความพร้อมและการพัฒนาบุคลากรด้าน วทน.พัฒนา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างกลไกความร่วมมือ และถ่ายทอดองค์ความรู้ จากในและต่างประเทศ

Page 1 of 2