ตลาดคอนซูเมอร์คึกคัก เดลล์ส่งขุมพลังพีซีตัวใหม่ แรงเต็มพิกัด แม้ไฟล์ไฮเดฟก็ฉุดไม่อยู่

สรุปเนื้อหาสำคัญ

  • แล็ปท็อป Inspiron 5000 ใหม่ มาพร้อมตัวเครื่องแบบ 2-in-1 ยกระดับของแบรนด์ในสายผลิตภัณฑ์นี้ด้วยประสิทธิภาพและการดีไซน์ที่ทรงคุณค่าอย่างน่าเหลือเชื่อ
  • Dell Mobile Connect มอบการเชื่อมต่อการทำงานระหว่างสมาร์ทโฟน และพีซีออย่างราบรื่น รองรับการทำงานของแอปพลิเคชันทั้งบนแอนดรอยด์ และ iOS รวมทั้งการส่งข้อความละการโทร

เดลล์ ประกาศเปิดตัวนวัตกรรมที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์ในชีวิตประจำวัน ของทั้งผู้ใช้งานในกลุ่มคอนซูเมอร์และกลุ่มมืออาชีพที่ต้องเดินทางตลอดเวลา เครื่องแล็ปท็อป Inspiron รุ่นใหม่ทั้งแบบธรรมดา และแบบ 2-in-1 ต่างได้รับการสร้างขึ้นจากการผสมผสานระหว่างดีไซน์ที่สวยงามโดดเด่น วัสดุชั้นยอดที่ให้ความคงทน และประสิทธิภาพการทำงานที่เหนือชั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งอุปกรณ์ที่สามารถตอบสนองการทำงานในทุกฟังก์ชันสำหรับผู้ใช้ทุกคน

ทั้งนี้ เดลล์ยังสานต่อคำมั่นด้านการออกแบบที่พิถีพิถันที่มาพร้อมกับฟังก์ชันสำคัญ เพื่อมอบประสบการณ์ความดื่มด่ำกับการรับชมภาพยนต์บนคอมพิวเตอร์พีซี ให้คงดำเนินต่อไปในเจนเนอเรชันใหม่ของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ จากการเปิดตัวครั้งแรกที่งาน CES 2018 Dell Cinema คือการผสมผสานชั้นยอดของเทคโนโลยีอันทันสมัยล่าสุดจำนวนมาก ที่ทำงานร่วมกันเพื่อมอบประสบการณ์ที่ให้ผู้ชมได้ดื่มด่ำและหลงไหลไปกับภาพยนต์บนเครื่องพีซี ปัจจุบัน Dell Cinema มาพร้อมกับสายผลิตภัณฑ์ Inspiron ใหม่ที่เข้าสู่ตลาด

นอกจากนี้ Dell Consumer PC ทุกเครื่องยังมาพร้อมกับ Dell Mobile Connect ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟนของตนผ่านทางเครื่องพีซีของเดลล์ โดยตัวซอฟต์แวร์จะยกระดับของการบูรณาการของ Smartphone-to-PC ขึ้นสู่มิติใหม่ที่มากกว่า การส่งข้อความ (text messages) และการใช้การโทร โดยรวมเอาการแจ้งเตือนแอปพลิเคชันทั้งบนแอนดรอยด์ และ iOS อาทิ ข้อความจาก WhatsApp ตลอดจนปฏิทินการแจ้งเตือน และอื่น ๆ เข้าไว้ด้วยกัน

"เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่สามารถนำนวัตกรรมใหม่ล่าสุดมาสู่ผู้บริโภค ทั้งยังตอกย้ำถึงความก้าวหน้าที่ถูกนำออกสู่ตลาดได้อย่างสม่ำเสมอ และในครั้งนี้ เรารู้สึกตื่นเต้นไปกับการปรับโฉมการดีไซน์ ตลอดจนประสบการณ์การดูภาพยนต์ ไปจนถึงประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นที่เครื่องแล็ปท็อป Inspiron 5000 นำมาในครั้งนี้” นายอโณทัย เวทยากร รองประธานบริหาร เดลล์ อีเอ็มซี ภูมิภาคอินโดจีน กล่าว “ผู้บริโภคในปัจจุบันต่างต้องการผลิตภัณฑ์ที่ง่ายต่อการเซ็ตอัพ และพร้อมต่อการใช้งานเมื่อแกะออกมาจากกล่อง ผู้ใช้ต้องการที่จะสร้างสรรค์และแบ่งปันคอนเท้นท์ระหว่างอุปกรณ์อย่างง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงทั้งระบบปฏิบัติการหรือรูปลักษณ์ (form factor) ที่เดลล์ เราพยายามที่จะช่วยให้ผู้บริโภคสามารถปฏิสัมพันธ์กับสิ่งมีความสำคัญที่สุด เพื่อตอบสนองต่อความต้องการด้านประสิทธิภาพทั้งในวันนี้และวันต่อไปข้างหน้า”

แล็ปท็อป Inspiron 5000 และเครื่องแบบ 2-in-1-ความยืดหยุ่นต่อการใช้งานและฟังก์ชั่นด้วยคุณค่าที่เหลือเชื่อ

เครื่อง Inspiron 14 5000 2-in-1 (5482) สามารถเทียบเคียงได้กับการเพิ่มขีดความสามารถระดับสูงของเครื่องในรุ่น 7000 ซีรีส์ ซึ่งรวมไปถึง thermal routing และเส้นขอบจอที่แคบบาง (narrow borders) นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์มาพร้อมโพรเซสเซอร์ Intel 8th Generation U Series ทางเลือก ความยืดหยุ่นในการทำงาน พร้อมทั้งคุณค่าที่เหมาะสมกับความต้องการในรูปแบบต่างๆ ของผู้ใช้ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ตัวเครื่องยังมาพร้อมพอร์ต USB Type-C พร้อมการรองรับจัดส่งพลังงานและการสนับสนุนการแสดงผล เป็นมาตรฐานครั้งแรกในเครื่อง Inspiron 5000 ซีรีส์ พร้อมกราฟฟิกการ์ดแยก NVIDIA® GeForce® MX130

ขณะเดียวกัน แล็ปท็อป Inspiron ขนาด 14 นิ้วรุ่นใหม่ (5480) มาพร้อมสีเงินเพื่อความหรูหรา และขอบบางแคบทั้งสามด้าน (narrow border) เพื่อให้รูปลักษณ์อันทันสมัยครบสมบูรณ์ นอกจากนี้ พอร์ต USB Type-C ให้การจัดส่งพลังงานและการสนับสนุนการแสดงผล พร้อมทางเลือกตัวอ่านลายนิ้วมือ (fingerprint reader) ที่พร้อมใชงานบนปุ่มเปิด / ปิด ตัวเครื่องมาพร้อมฟีเจอร์ที่หลากหลาย อาทิ ทางเลือกการจัดเก็บข้อมูลที่รวมถึง SSD และ dual drives กราฟิกแยกไปจนถึง NVIDIA®GeForce® MX150 Graphics และทางเลือกคีย์บอร์ดแบบ backlit

ราคาและความพร้อมในการวางตลาด

เครื่อง Inspiron แลปท็อปใหม่ วางตลาดแล้วผ่าน Dell และพันธมิตรผู้จัดจำหน่าย (authorized partners)

 

ผลิตภัณฑ์

ราคา (บาท)

การวางตลาด

1

Inspiron 14 5000 (5480) – Core™ i5

30,990

วางจำหน่ายแล้ว

2

Inspiron 14 5000 (5480) – Core™ i7

33,990

3

Inspiron 14 5000 (5482) 2-in-1 – Core™ i5

36,990

4

Inspiron 14 5000 (5482) 2-in-1 – Core™ i7

40,990

เดลล์

ด้วยรางวัลที่ได้รับทั้งในส่วนของเดสค์ท็อป แล็ปท็อป คอมพิวเตอร์แบบ 2-in-1 เครื่องธินไคลอันท์ เครื่องเวิร์คสเตชันที่ทรงพลัง และดีไวซ์ที่แข็งแรงทนทาน (rugged) ที่ผลิตขึ้นเพื่อสภาพการทำงานที่พิเศษโดยเฉพาะ ตลอดจนึงมอนิเตอร์ โซลูชันเพื่อการรักษาความปลอดภัยอุปกรณ์ปลายทาง และการบริการ เดลล์นำเสนอสิ่งที่คนทำงาน (workforce) ต้องการในการสร้างการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย เพื่อการทำงานและการทำงานร่วมได้จากทุกที่ในทุกเวลา เดลล์เป็นส่วนหนึ่งของ Dell Technologies ที่มห้บริการลูกค้าในกลุ่มคอนซูเมอร์ไปจนถึงองค์กรทุกขนาดใน 180 ประเทศด้วยสายผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่สมบูรณ์ที่สุดในอุตสาหกรรมสำหรับผู้ใช้

 

 “Fujitsu Asia Conference 2018” ชูเทคโนโลยีความสำเร็จก้าวล้ำด้วย AI และ IoT

เมื่อเร็วๆ นี้ มร. อิจิ ฟูรูคาวา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสี (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมด้วย มร. อริมิชิ คูนิซาวา Corporate Executive Officer, SVP, Head of Asia Region, Fujitsu Asia, Fujitsu Limited และ คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มงานฝ่ายขาย บริษัท ฟูจิตสึ  (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมด้วยผู้บริหารฟูจิตสึและท่านวิทยากร ได้ร่วมกัน ประกาศวิสัยทัศน์ในงานสัมมนา Fujitsu World Tour 2018 - Asia Conference Bangkok  การเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล Human Centric Innovation – Co-creation for Success ชูแนวคิดมนุษย์เป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมและความสำเร็จมุ่งเน้นไปที่เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำอย่างเช่น ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence - AI) และ Internet of Things (IoT) เพื่อให้เกิดการปฏิรูปทางด้านดิจิตอลสำหรับทุกองค์กรธุรกิจ  โดยมีวิทยากรผู้ทรงเกียรติร่วมกล่าวสัมมนา คุณแดน ศรมณี Global Brand Lead, Line Corporation Participants และ คุณธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมด้วยคู่ค้า พันธมิตรและผู้สนใจร่วมงานสัมมนาจำนวนมาก ณ โรงแรมโอกุระ เพรสทีจ กรุงเทพ

เรียงลำดับจากซ้ายไปขวา

  1. มร.โยชิคูนิ ทาคาชิเกะ รองประธานฝ่ายกลยุทธ์ทางด้านการตลาด บริษัทฟูจิตสึ ลิมิเต็ด
  2. คุณกนกกมล เลาหบูรณะกิจ หัวหน้ากลุ่มงานฝ่ายขายบริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด
  3. คุณแดน ศรมณี Global Brand Lead, Line Corporation Participants
  4. คุณธนา เธียรอัจฉริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส Chief Marketing Officer ธนาคารไทยพาณิชย์
  5. มร.อริมิชิ คูนิซาวา Corporate Executive Officer, SVP, Head of Asia Region, Fujitsu Asia, Fujitsu Limited
  6. มร. อิจิ ฟูรูคาวา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟูจิตสี (ประเทศไทย) จำกัด
  7. นายไกวัลย์ บุญเสรฐ หัวหน้ากลุ่มงาน Digital Solution บริษัท ฟูจิตสึ (ประเทศไทย) จำกัด

 

____________________

“Fujitsu Asia Conference 2018” A Showcase of Technological Innovations in AI and IoT

Mr. Eiji Furukawa Managing Director, Fujitsu (Thailand) Co., Ltd., along with Mr. Arimichi Kunisawa, Corporate Executive Officer, SVP, Head of Asia Region, Fujitsu Asia,   Fujitsu Limited, Ms. Kanokkamon Laohaburanakit, Head of Sales Group, Fujitsu (Thailand) Co., Ltd., and Fujitsu’s executives and speakers, outlined the company’s vision at Fujitsu World Tour 2018 - Asia Conference Bangkok. Delivering on the vision of Human Centric Innovation – Co-creation for Success, Fujitsu is focusing on cutting-edge technologies such as Artificial Intelligence (AI) and Internet of Things (IoT) to drive digital transformation for all businesses. Mr. Thana Thienachariya, Senior Executive Vice President, Chief Marketing Officer Siam Commercial Bank Public Company Limited and Mr. Dan Zonmani Global Brand Lead, Line Corporation Participants joined the event with Partners and professionals participated in this seminar held at The Okura Prestige Bangkok.

(from left to right)

  1. Mr. Yoshikuni Takashige, Vice President, Marketing Strategy and Vision, Fujitsu Limited
  2. Ms. Kanokkamon Laohaburanakit, Head of Sales Group, Fujitsu (Thailand) Co., Ltd
  3. Mr. Dan Zonmani Global Brand Lead, Line Corporation Participants
  4. Mr. Thana Thienachariya, Senior Executive Vice President, Chief Marketing Officer Siam Commercial Bank Public Company Limited
  5. Mr. Arimichi Kunisawa, Corporate Executive Officer, SVP, Head of Asia Region, Fujitsu Asia, Fujitsu Limited
  6. Mr. Eiji Furukawa, Managing Director, Fujitsu (Thailand) Co., Ltd.
  7. Mr. Kaival Boonsaith, Head of Digital Solutions, Fujitsu (Thailand) Co., Ltd.
 

ผลการสำรวจเทรนด์การทำงานในอนาคต ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเลอโนโว ในการเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ

จากรายงานพบว่า เทรนด์ที่น่าจับตามองมากที่สุดสำหรับปี 2019 คือ การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลยุคอุตสาหกรรม 4.0

เลอโนโว บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีร่วมกับไอดีซี บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาดชั้นนำระดับโลก จัดเผยแพร่ข้อมูล IDC Infobrief ในหัวข้อ การเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรในยุคเปลี่ยนถ่ายสู่ความเป็นอัจฉริยะ (Powering Intelligent Enterprise Transformation) ซึ่งเป็นการศึกษาปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้วิถีการทำงานของผู้คนในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเปลี่ยนไป ซึ่งผลการศึกษาที่ได้ชี้ให้เห็นว่า การทำงานในอนาคตจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนและเทคโนโลยี เพื่อให้องค์กรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งนอกเหนือจากผลสำรวจดังกล่าวแล้ว เลอโนโวและไอดีซีมีการให้ข้อเสนอแนะสำหรับองค์กรในเอเชียแปซิฟิก เพื่อเป็นแนวทางในการรับมือและสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างราบรื่น

ภายในปี 2020 กว่าครึ่งของคนวัยทำงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นกลุ่มคนในยุคมิลเลนเนียล1 ส่วนที่เหลือจะเป็นคนในยุคเจนเนอเรชั่น เอ็กซ์, เจนเนอเรชั่น วาย และเจนเนอเรชั่น ซี ซึ่งกลุ่มคนในแต่ละยุคมีความต้องการที่แตกต่างกัน ด้วยสาเหตุนี้เองหลายองค์กรในปัจจุบันจึงได้มีการเริ่มหาแนวทางในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อที่ในอนาคตพนักงานจะสามารถทำงานได้จากทุกสถานที่ ทุกเวลา ผ่านทุกอุปกรณ์ โดยมีเทคโนโลยีที่เป็นตัวขับเคลื่อนอย่าง อินเตอร์เน็ตสำหรับทุกสรรพสิ่ง (IoT) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ เทคโนโลยีโลกเสมือน (AR/VR) ซึ่งไอดีซีคาดว่าภายในปี 2021 องค์กรในเอเชียแปซิฟิกจะมีการลงทุนในด้าน ICT มากถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ

วิถีการทำงานในอนาคต

รายงานจากไอดีซีชี้ให้เห็นว่า  เทรนด์เทคโนโลยีที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานของคนในปีหน้าและปีต่อๆไป ได้แก่ เทรนด์ออโตเมชั่น (automation), เทรนด์เซอร์วิสสำหรับทุกสิ่ง (XaaS), เทรนด์การสร้างและพัฒนาประสบการณ์การทำงานของพนักงานในองค์กร และเทรนด์การสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ที่แตกต่างไปจากธุรกิจหลักที่มีโดยสิ้นเชิง

จากรายงานของไอดีซีในหัวข้อ: การคาดการณ์เทรนด์การทำงานทั่วโลกปี 2019 (IDC FutureScape: Worldwide Future of Work 2019 Predictions) พบว่า องค์กรต่างๆกำลังหันมาลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพหรือในธุรกิจใหม่ ที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถส่งเสริมหรือสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจหลักได้ โดยรายงานระบุว่า ภายในปี 2023 ประมาณ 30% ของกลุ่มบริษัท Global 2000 จะมีรายได้อย่างน้อย 20% มาจากธุรกิจสตาร์ทอัพหรือในธุรกิจใหม่ที่ได้ลงทุนไว้ โดยผ่านโมเดลคลาวด์ซอสซิ่ง (Crowdsourcing) และการรวมข้อมูลแบบ อไจล์ (agile aggregation) เพื่อหาบุคลากรและธุรกิจที่มีศักยภาพ[1]

ภาวะขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ระบบออโตเมชั่น และกึ่งออโตเมชั่นที่ช่วยจัดการระบบ IT workflow จะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการลดความยุ่งยากและซับซ้อนของงาน ทั้งจะช่วยให้พนักงานสามารถนำเวลาไปใช้ในการทำงานอื่นได้ ซึ่งการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในองค์กรนั้น จะช่วยให้บริษัทต่างๆสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบการทำงานอันชาญฉลาดในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

แนวปฏิบัติแบบองค์รวมเพื่อการปฏิรูปที่ทำงาน

จากรายงานยังระบุว่า องค์กรต่างๆจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์แบบองค์รวมในการยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัลของสามสิ่งสำคัญ ได้แก่ สถานที่ทำงาน(workplace) วัฒนธรรมองค์กร(workculture) และแรงงาน(workforce) เพื่อเปลี่ยนองค์กรให้เป็นองค์กรอัจฉริยะหรือ Intelligent Enterprises อย่างไรก็ตาม 60% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังประสบปัญหากับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในระดับองค์กร เพราะความท้าทายจากหลายด้าน เช่น ความตึงเครียดด้านการค้า, ความปลอดภัยของข้อมูลและการระบุตัวตน, การรักษาความเป็นส่วนตัว, อธิปไตยของข้อมูล, ภาษี และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เลอโนโวมองว่า เทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงและกระตุ้นให้ผู้ใช้งานสามารถดึงศักยภาพที่ตนเองมีอยู่มาใช้ได้อย่างเต็มที่ เป็นหัวใจสำคัญขององค์กรในการเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล

คุณธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "การที่องค์กรจะสามารถให้บริการที่เหนือระดับแก่ลูกค้าและการสร้างคุณค่าในธุรกิจได้นั้น องค์กรจำเป็นต้องสร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีให้แก่พนักงานก่อน ส่วนสำคัญของการสร้างองค์กรแห่งอนาคต คือการมีความเข้าใจว่าพนักงานแต่ละคนต้องการใช้งานดีไวซ์และโซลูชั่นที่ต่างกัน  การลงทุนในเทคโนโลยีเช่น Device-as-a-Service, AI และ AR กลายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการอุปกรณ์ที่คล่องตัว ปรับใช้งานได้ และให้การเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีเสมือนได้ โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาประสบการณ์ของพนักงานได้โดยการสร้างสถานที่ทำงานที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น"

"เทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพ ความร่วมมือ และประสิทธิภาพของการทำงานในวิธีการที่ต่างกัน อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีเป็นเพียงตัวเริ่ม การพัฒนาเพื่อเข้าสู่องค์กรแห่งอนาคตนั้นไม่ใช่แค่การใช้ระบบออโตเมชั่นหรือการอัพเกรดไดรฟ์ แต่มีอีกหลายปัจจัยที่องค์กรต้องนำมาพิจารณา อาทิ ความแตกต่างด้านอายุของพนักงาน, กระแสนิยมในการใช้ AI, การเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการ, วินัยในองค์กร, ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย ดังนั้นองค์กรที่จะสามารถเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยุค 4.0 ได้จริง จะต้องเป็นองค์กรที่มีการพัฒนาแบบองค์รวมโดยเน้นการสร้างประสบการณ์ ที่เหนือระดับแบบครบวงจรทั้งจากภายนอก ภายใน และส่วนกลาง นอกจากนี้องค์กรยังต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความต้องการของลูกค้า” คุณประภัสสร​ เพชรแก้ว,​ นักวิเคราะห์​อาวุโส, ไอทีเซอร์วิส, ไอดีซี​ ไทยแลนด์​ กล่าว

สำหรับเลอโนโว องค์ประกอบสำคัญสู่การเป็นองค์กรแห่งอนาคตนั้นไม่ใช่แค่เพียงการนำเอาเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้ องค์กรที่เป็นอัจฉริยะควรมีวิธีหรือตัวช่วย ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่พนักงานและสามารถช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้ สิ่งที่เลอโนโวเห็นในปัจจุบันคือองค์กรยุคใหม่เริ่มหันมาใช้บริการอย่าง เซอร์วิสสำหรับทุกสิ่ง (XaaS) มากขึ้น เนื่องจากบริการดังกล่าวมีความยืดหยุ่น สามารถเลือกรับบริการที่เหมาะสมกับขนาดองค์กร อีกทั้งมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งเป็นการเสริมประสิทธิภาพให้แก่องค์กรในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

“เลอโนโวตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ของวิธีการทำงานในยุคดิจิทัลนั้นสร้างความกดดันให้แก่หลายองค์กร ตลอดปีที่ผ่านมา เลอโนโวมุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านการบริการมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่าเพื่อช่วยแบ่งเบาความกดดันดังกล่าวขององค์กร จากสถิติ เราพบว่าองค์กรที่หันมาใช้บริการ Lenovo Premier Support ได้รับคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้ามากกว่าองค์กรทั่วไป ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต้องหันมาพิจารณาใช้บริการจากองค์กรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นตัวช่วยในการพัฒนาองค์กรให้เข้าสู่ความเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง” คุณธเนศกล่าวเสริม

สำหรับข้อมูลเชิงลึกและการคาดการณ์ของเทรนด์การทำงานในอนาคตเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ในรายงาน Powering Intelligent Enterprise Transformation ของ IDC ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2018 เป็นต้นไป

 

เนื้อหาเพิ่มเติม

  1. ออโตเมชั่น: ในปี 2019 25% กลุ่มงานดูแลพัฒนาและปฏิบัติการณ์ด้าน IT ขององค์กรจะเป็นระบบออโต้  และจะทำให้การทำงานของ IT มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 15% อีกทั้งจะส่งผลให้พนักงาน IT ต้องเพิ่มความสามารถของตนเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของพนักงานยุคดิจิทัล
  2. XaaS: ภายในปี 2020 กว่า 90% ขององค์กรใหญ่ๆจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการให้บริการทางด้านข้อมูล อาทิ ข้อมูลดิบที่เกี่ยวกับยอดขาย, วิธีการคำนวณ, ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์, หรือคำแนะนำต่างๆ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึงเกือบ 50% (ข้อมูลจาก IDC FutureScape: Worldwide IT Industry 2018 Predictions)
  3. สร้างประสบการณ์การที่ดีในการทำงานให้แก่พนักงาน:  ภายในปี 2021 ความต้องการพนักงานที่มีศักยภาพสูงมาปฏิบัติงานจะมีความสำคัญจนทำให้  65% ขององค์กรในกลุ่ม Global 2000 จะแข่งขันกันดึงพนักงานเข้าบริษัทฯด้วยการสร้างที่ทำงานแบบ co-working และ แบบสามารถทำงานได้จากนอกสถานที่ได้ (remote-work) โดยเข้าถึงข้อมูลและปฏิบัติงานได้เหมือนอยู่ในที่ทำงาน
  4. แหล่งรายได้แห่งใหม่: ภายในปี 2023 ประมาณ 30% ของกลุ่มบริษัท Global 2000 จะมีรายได้อย่างน้อย 20% มาจากธุรกิจสตาร์ทอัพหรือในธุรกิจใหม่ที่ได้ลงทุนไว้ โดยผ่านโมเดลคลาวด์ซอสซิ่ง (Crowdsourcing) และการรวมข้อมูลแบบ อไจล์ (agile aggregation) เพื่อหาบุคลากรและธุรกิจที่มีศักยภาพ[2]

 

[1] IDC FutureScape: Worldwide Future of Work 2019 Predictions, Doc #EMEA44255218, October 2018

[2] IDC FutureScape: Worldwide Future of Work 2019 Predictions, Doc #EMEA44255218, October 2018

 

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เบิกโรง Big data และ IoT สู่ดาต้าเซ็นเตอร์ ด้วย EcoStruxure™ IT

  • EcoStruxure™ IT นับเป็นระบบบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ บนคลาวด์ที่ล้ำยุค ช่วยเพิ่มศักยภาพเต็มรูปแบบให้กับโครงสร้างพื้นฐานและช่วยลดความเสี่ยงดังต่อไปนี้
    • ช่วยให้มองเห็นระบบนิเวศในดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งบนคลาวด์และปลายทางเครือข่าย
    • ให้มุมมองเชิงลึกพร้อมคำแนะนำที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล เพื่อมอบประสบการณ์การใช้งานที่ดียิ่งขึ้น
    • มอบศักยภาพในการผสานการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มและสถาปัตยกรรมระบบเปิดที่ให้ความสามารถด้าน IoT

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น เปิดตัว EcoStruxure™ IT (อีโคสตรัคเจอร์ ไอที) ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์รายแรกของโลกที่เป็นสถาปัตยกรรมในรูปแบบของการบริการ

EcoStruxure IT ปฏิวัติระบบการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ (Data center Infrastructure Management หรือ DCIM) ด้วยสถาปัตยกรรมบนคลาวด์ที่สร้างขึ้นเพื่อสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์และระบบไอทีแบบไฮบริดโดยเฉพาะ ซึ่งสถาปัตยกรรมระบบเปิด ที่ไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่ายนี้ ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่สำหรับการให้มุมมองเชิงลึกเพื่อการจัดการในเชิงรุก เกี่ยวกับทรัพยกรสำคัญของธุรกิจที่มีผลกระทบต่อศักยภาพและความพร้อมของสภาพแวดล้อมด้านไอที โดยให้ความสามารถในการมอบข้อเสนอแนะที่นำมาดำเนินการได้จริงในแบบเรียลไทม์และรายงานสรุปแบบรายเดือน ทั้งยังมีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่จะเฝ้าดูแลตลอดเวลา พร้อมติดต่อแจ้งปัญหาทันทีเมื่อเกิดขึ้น เพื่อให้ใช้ระบบโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น

ประโยชน์หลักได้แก่

  • มองเห็นระบบนิเวศแบบไฮบริดได้ทั่วโลกจากทุกที่ ด้วยการเข้าถึงเพียงสัมผัสเดียวด้วยสมาร์ทโฟน
  • มองเห็นได้ทั้งข้อมูลอุปกรณ์ มีระบบแจ้งเตือนแบบอัจฉริยะ และสามารถมอนิเตอร์ ผ่านระบบเปิดที่รวบรวมข้อมูลจากอุปกรณ์ทั้งหมดได้โดยไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่าย
  • สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้าได้ ด้วยการเปรียบเทียบและวิเคราะห์คลังข้อมูลส่วนกลางของ EcoStruxure จากทั่วโลก
  • นำมาใช้งานได้ง่าย ด้วยรูปแบบของการใช้งานที่สะดวกสบาย เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมทุกขนาด
  • สามารถมอนิเตอร์ระยะไกลได้ตลอดเวลาทุกวันตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านส่วนงานบริการของชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric Service Bureau) โดยในกรณีที่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ทีมงาน Service Bureau จะแจ้งปัญหาทันทีที่ตรวจพบ ให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและลดระยะเวลาในการซ่อมบำรุงได้

“ด้วยสภาพแวดล้อมดาต้าเซ็นเตอร์ที่ต้องรองรับธุรกิจสำคัญ ทวีความซับซ้อนยิ่งขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น บวกกับงบประมาณที่ลดลง และนำไปสู่ความท้าทายที่พนักงานต้องบริหารจัดการเพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพให้กับดาต้าเซ็นเตอร์  ก้าวแรกที่จะเอาชนะความท้าทายนี้ได้ คือการใช้กลยุทธ์การบริหารจัดการแบบ Cloud-First หรือการให้ความสำคัญกับคลาวด์เป็นอันดับแรก ซึ่ง EcoStruxure IT จะช่วยให้เข้าถึงข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในดาต้าเซ็นเตอร์ได้ทั่วโลก จากทุกที่ ทุกเวลา โดยใช้อุปกรณ์ใดก็ได้” นายโรมาริก เอินส์ท รองประธานธุรกิจไอทีสำหรับองค์กร ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย กล่าว “การช่วยให้ลูกค้ามีความสามารถในการมองเห็นและเข้าถึงได้ในระดับนี้ นับเป็นการช่วยให้ลูกค้าประเมินมาตรฐานระบบนิเวศไอทีทั้งหมดได้ อีกทั้งยังช่วยเรื่องการวิเคราะห์แนวโน้มและการซ่อมบำรุงแบบอัจฉริยะ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงอีกทั้งยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ”

DCIM เป็นองค์ประกอบที่สำคัญสำหรับระบบโครงสร้างที่กำหนดการทำงานด้วยซอฟต์แวร์ (Software defined infrastructure) นวัตกรรมแบบคลาวด์ เช่น EcoStruxure IT ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การใช้งานที่คล่องตัวยิ่งขึ้น ใช้ง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นสินทรัพย์ทั้งที่อยู่ในและนอกองค์กร (on and off premises) อีกทั้งยังเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการทำงานแบบกระจายศูนย์ได้จากระยะไกล

EcoStruxure IT เป็นโซลูชันล่าสุดที่เสริมเข้ามาใน EcoStruxure ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมระบบเปิด ที่ให้ศักยภาพด้าน IoT ใช้งานง่ายในแบบ plug-and-play ให้โซลูชั่นครบวงจรในลักษณะ end-to-end ครอบคลุมความเชี่ยวชาญหลักของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ใน 6 สาขาด้วยกัน ได้แก่ พลังงาน ไอที อาคาร เครื่องจักรกล โรงงาน และโครงข่ายไฟฟ้า สำหรับ 4 ตลาดหลัก ได้แก่ อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรรม และโครงสร้างพื้นฐาน โดย EcoStruxure ช่วยขับเคลื่อนการปฏิรูปสู่ดิจิทัลให้กับลูกค้าชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในทั่วโลก ช่วยให้ยืนหยัดอยู่เหนือการแข่งขันท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจดิจิทัล ณ ปัจจุบันได้

EcoStruxure IT มีการเปิดตัวในบางพื้นที่ในปี 2017 และต่อมาจนถึงปี 2018 โดยมีความโดดเด่นดังต่อไปนี้

  • EcoStruxure IT Expert โซลูชันที่ให้ความเชี่ยวชาญด้านการมองเห็นตลอดทั่วทั้งสภาพแวดล้อมแบบไฮบริด ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตาม เพียงสัมผัสเดียวก็เข้าถึงระบบได้ทั้งจากคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทโฟน ด้วยแอปพลิเคชั่น Mobile Insights ซึ่งผู้ดูแลศูนย์ข้อมูลและผู้จัดการฝ่ายไอที สามารถเปรียบเทียบประสิทธิภาพกับระบบงานของตนเองหรือผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรม เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม ตลอดจนการบำรุงรักษาหรือคาดการณ์ความล้มเหลวของระบบ รวมถึงเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานและการวัดในแง่มุมอื่นๆ
  • EcoStruxure IT Advisor – ที่ปรึกษาชั้นเลิศที่คอยตอบโจทย์ความต้องการ เพื่อให้ใช้ระบบงานได้อย่างเหมาะสมและเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการสินค้าคงคลังสำหรับองค์กรขนาดใหญ่และผู้ใช้งานโคโลเคชั่น โดยโซลูชันดังกล่าวช่วยควบคุมการทำงานได้อย่างเหนือชั้น ทั้งการวางแผนและการคาดการณ์ ครอบคลุมไซต์งานทั้งหมด ทั้งในและนอกองค์กร (on and off premises) สามารถระบุอุปกรณ์ที่เสียและรับทราบถึงปัญหาได้อย่างง่ายดาย ช่วยประหยัดเวลาในการซ่อมบำรุง และสามารถรับการบริการจาก Service Bureau ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการมอนิเตอร์จากระยะไกลตลอดเวลาในลักษณะ 24/7

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังคงให้บริการ StruxureWare for Data Centers อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นส่วนหนึ่งของ EcoStruxure IT ที่ให้โซลูชันครบครันทั้งการตรวจสอบและบริหารจัดการส่วนงานปฏิบัติการ ณ ไซต์งาน เหมาะสำหรับการใช้ระบบไอทีและดาต้าเซ็นเตอร์ ในทุกขนาดธุรกิจและระบบงาน นอกจากนี้ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ยังให้เครื่องมือและกระบวนการที่ใช้งานง่าย สำหรับลูกค้าที่ใช้ StruxureWare และสนใจจะย้ายระบบไปสู่สถาปัตยกรรม EcoStruxure IT ใหม่นี้อีกด้วย

โดยหนึ่งในการเปิดตัวก็คือ จะมีการนำร่อง EcoStruxure IT ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาก่อน โดยมีการวัดและเปรียบเทียบสภาพแวดล้อมด้านไอทีกับลูกค้ากว่า 500 ราย ดาต้าเซ็นเตอร์ 1,000 แห่ง อุปกรณ์ 60,000 อุปกรณ์ และเซ็นเซอร์ราว 2 ล้านตัว ซึ่งลูกค้าได้ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับผลลัพธ์จากการติดตั้ง EcoStruxure IT ซึ่งเป็นสิ่งยืนยันว่าความต้องการโซลูชั่นระบบบริหารจัดการดาต้าเซ็นเตอร์บนคลาวด์มีการเติบโตมมากขึ้น

“ViaWest ได้รับความเชื่อมั่นให้เป็นผู้นำเสนอโซลูชันระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีแบบไฮบริด ที่ครอบคลุมถึงการให้บริการโคโลเคชั่น การเชื่อมต่อระหว่างโครงข่าย คลาวด์ โซลูชันการจัดการ และการให้บริการความเป็นมืออาชีพ ให้กับลูกค้ากว่า 4,200 ราย” ดาเนียล ฮาร์แมน วิศวกรรมระบบอัตโนมัติสำหรับอาคาร จาก Peak10 + ViaWest, Inc กล่าว  “เราเลือกโซลูชัน EcoStruxure IT ที่ไม่จำกัดค่ายผู้จำหน่าย จากชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อใช้เป็นแพลตฟอร์มเดียวในการมอนิเตอร์ อุปกรณ์ทั้งหมดที่มีความแตกต่างกัน ที่ใช้อยู่ในดาต้าเซ็นเตอร์ของเรา ผ่านแอปพลิเคชัน Mobile Insights และให้บริการได้จากระยะไกล เพื่อมาแทนนโยบายเรื่องการจัดการกับปัญหาแบบเป็นลำดับขั้น รวมถึงทิศทางของโรดแมปด้านนวัตกรรมทั้งหมด”

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมด้านประสิทธิภาพและการใช้งานของ EcoStruxure IT สามารถเข้าไปดูได้ที่นี่

Hashtags#DigitalEconomy #EcoStruxure #IoT

 

เกี่ยวกับชไนเดอร์ อิเล็คทริค

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงาน และระบบออโตเมชั่น ตั้งแต่ บ้าน อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน และอุตสาหกรรมต่างๆ  ด้วยการยืนหยัดอยู่ในเวทีระดับโลกในกว่า 100 ประเทศ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เป็นผู้นำที่โดดเด่นในด้านการจัดการพลังงาน ทั้งแรงดันไฟฟ้าขนาดกลาง-ต่ำ และระบบสำรองไฟฟ้า รวมถึงระบบออโตเมชั่นต่างๆ เรานำเสนอโซลูชั่นแบบบูรณาการที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการผสานการทำงานร่วมกันทั้งในส่วนของพลังงาน ระบบออโตเมชั่น และซอฟต์แวร์ เรามีระบบนิเวศทั่วโลก ซึ่งเป็นการประสานความร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ที่สุด รวมถึงชุมชนนักพัฒนาและผู้วางระบบบนแพลตฟอร์มเปิด เพื่อมอบประสิทธิภาพด้านการดำเนินงาน และการควบคุมในแบบเรียลไทม์ เราเชื่อว่าด้วยผู้คนที่ยอดเยี่ยมเหล่านี้ และพันธมิตรของเรา จะช่วยให้ชไนเดอร์ อิเล็คทริคเป็นบริษัทที่เยี่ยมยอด พร้อมกับคำมั่นสัญญาของเราที่มุ่งมั่นในเรื่องการสร้างนวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืนช่วยให้ทุกคนมั่นใจได้ว่า “Life is On” ในทุกที่สำหรับทุกคน และทุกช่วงเวลา www.schneider-electric.co.th

หัวเว่ยเปิดตัวระบบการประชุมทางไกล CloudLink รุ่นใหม่ ในงาน Connecting Time & Space, Changing the Future

ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Connecting Time & Space, Changing the Future หัวเว่ยเปิดตัว CloudLink ระบบการประชุมทางไกลเทเลเพรสเซนส์รุ่นใหม่ (Telepresence) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ CloudLink Board และ CloudLink Box พร้อมขับเคลื่อนการประสานการทำงานและการสื่อสารในองค์กรสู่ยุคอัจฉริยะ ในงานยังได้รับเกียรติจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค พันธมิตรรายสำคัญในประเทศไทย ร่วมแชร์ประสบการณ์สุดประทับใจจากการใช้งานโซลูชันการสื่อสารองค์กรของหัวเว่ย

ในยุคดิจิทัล นวัตกรรมจะช่วยขับเคลื่อนองค์กรให้พัฒนาก้าวรุดหน้า โดยมีความร่วมมือและการสื่อสารเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่นำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ มร. ต๋ง อู่ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์สื่อสารคลาวด์ระดับองค์กร และฝ่ายขายโซลูชั่น กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย กล่าวว่า “หัวเว่ยได้พัฒนาโซลูชันการสื่อสารสำหรับองค์กร CloudLink รุ่นใหม่นี้ขึ้นมา เพื่อช่วยให้องค์กรสามารถสร้างระบบสำนักงานอัจฉริยะ ระบบการทำงานแบบอัจฉริยะ และพัฒนาโซลูชั่นในกลุ่มอุตสาหกรรม เรามุ่งหวังที่จะได้ทำงานร่วมกับพันธมิตรต่างๆ เพื่อช่วยทรานสฟอร์มรูปแบบการประสานงานและการสื่อสารขององค์กร รองรับอุตสาหกรรมที่หลากหลายและสร้างอนาคตรูปแบบใหม่”

“อันที่จริง เรามีการใช้งานที่ประสบความสำเร็จมากมายในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) องค์กรด้านพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ได้มีการติดตั้งใช้งานระบบการประชุมทางไกลผ่านวิดีโอของหัวเว่ยไปแล้วกว่า 200 ชุดใน 74 จังwหวัดทั่วประเทศ รองรับพนักงานกว่า 30,000 คน และเราจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ระบบดิจิทัลให้รวดเร็วยิ่งขึ้น” มร. ต๋ง กล่าวเสริม

  • ระบบสำนักงานอัจฉริยะ (Digital office space) : การให้บริการเครื่องมือดิจิทัลด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกันสำหรับองค์กร เพื่อสร้างพื้นที่สำนักงานออนไลน์ตามความต้องการที่แตกต่างกัน และตอบโจทย์ความต้องการของสำนักงานในทุกรูปแบบ
  • ระบบการทำงานแบบอัจฉริยะ (Intelligent Working Methods) : จัดหานวัตกรรมบริการสำหรับองค์กร อาทิ การประชุมอัจฉริยะ (Intelligent Conference) ศูนย์กลางการติดต่อเชิงอัจฉริยะ (Intelligent Contact Center) และผู้ช่วยสำนักงานอัจฉริยะ (Intelligent Office Assistant) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เน้นการทำงานและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นให้กับพนักงาน
  • การพัฒนาโซลูชั่นในกลุ่มอุตสาหกรรม ทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อรังสรรค์โซลูชั่นสำหรับอุตสาหกรรมกว่า 40 โซลูชั่น บนสถาปัตยกรรม Platform + Ecosystem อาทิ ด้านการดูแลสุขภาพ การศึกษา ภาครัฐ การขนส่ง และการเงิน

การเปิดตัวผลิตภัณฑ์การประชุมทางไกลเพื่อการทำงานร่วมกันของหัวเว่ย

วิวัฒนาการด้านดิจิทัลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการประชุมผ่านวิดีโอในรูปแบบเดิมๆ ไปสู่การประชุมทางไกลเสมือนที่มีการโต้ตอบกัน สำหรับยุคแห่งการทำงานร่วมกัน 3.0 หรือ Collaboration 3.0 หัวเว่ยได้เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์การประชุมทางไกลเทเลเพรสเซนส์รุ่นใหม่ CloudLink ที่เน้นการประสานงานร่วมกัน เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความละเอียดระดับ Ultra-HD ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้นและตอบสนองความต้องการใหม่ ๆ ของอุตสาหกรรมต่างๆ ได้อย่างดีเยี่ยม

  • CloudLink Board: อุปกรณ์ปลายทางสำหรับการประชุมผ่านวิดีโออัจฉริยะแบบ All-in-one รุ่นใหม่ ที่รวมคุณสมบัติด้านการประชุมผ่านวิดีโอ การทำงานร่วมกันแบบอินเตอร์แอคทีฟ และฟังก์ชั่นการแชร์ข้อมูลระยะไกล เพื่อมอบประสบการณ์การประชุมอัจฉริยะ พร้อมการสั่งการด้วยเสียง ระบบติดตามอัจฉริยะ และการจดจำใบหน้า
  • CloudLink Box: อุปกรณ์ปลายทางที่เชื่อมต่อการประชุมผ่านวิดีโอแบบ Ultra-HD แยกภาพและเสียง (Split-Type) รุ่นใหม่ ด้วยคุณสมบัติในการประมวลผลภาพและเสียงระดับสุดยอดแบบ Dual 4K/P30 และพอร์ทสำหรับภาพและเสียงแบบต่างๆ ทำให้ CloudLink Box สามารถทำงานร่วมกับอุปกรณ์ CloudLink Touch เพื่อช่วยให้การจัดประชุมเป็นไปอย่างง่ายดายและสะดวกสบาย

CloudLink คือโซลูชันแบบครบวงจรสำหรับการสื่อสารและการประสานงานร่วมกันระดับองค์กร ที่หัวเว่ยได้พัฒนาขึ้นมาให้สามารถรองรับสถานการณ์ทุกรูปแบบ สามารถทำงานผ่านการเชื่อมต่ออัจฉริยะ รองรับการทำงานร่วมกันระหว่างอุปกรณ์และคลาวด์ มีความเปิดกว้างและผสมผสาน ระบบการสื่อสารระดับองค์กรของหัวเว่ยจะนำเครื่องมือใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลมาสู่องค์กรต่างๆ ทั่วโลก พัฒนาให้เกิดความก้าวหน้ายิ่งขึ้น เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของหัวเว่ยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปสู่ทุกคน ทุกบ้าน และทุกองค์กร เพื่อสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ

Page 1 of 8