ผลการสำรวจเทรนด์การทำงานในอนาคต ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของเลอโนโว ในการเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ

จากรายงานพบว่า เทรนด์ที่น่าจับตามองมากที่สุดสำหรับปี 2019 คือ การทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และหุ่นยนต์ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลยุคอุตสาหกรรม 4.0

เลอโนโว บริษัทชั้นนำด้านเทคโนโลยีร่วมกับไอดีซี บริษัทที่ปรึกษาและวิจัยข้อมูลการตลาดชั้นนำระดับโลก จัดเผยแพร่ข้อมูล IDC Infobrief ในหัวข้อ การเพิ่มประสิทธิภาพให้องค์กรในยุคเปลี่ยนถ่ายสู่ความเป็นอัจฉริยะ (Powering Intelligent Enterprise Transformation) ซึ่งเป็นการศึกษาปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้วิถีการทำงานของผู้คนในอีก 2-3 ปีข้างหน้าเปลี่ยนไป ซึ่งผลการศึกษาที่ได้ชี้ให้เห็นว่า การทำงานในอนาคตจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างคนและเทคโนโลยี เพื่อให้องค์กรสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัลในยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งนอกเหนือจากผลสำรวจดังกล่าวแล้ว เลอโนโวและไอดีซีมีการให้ข้อเสนอแนะสำหรับองค์กรในเอเชียแปซิฟิก เพื่อเป็นแนวทางในการรับมือและสร้างโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงเพื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้อย่างราบรื่น

ภายในปี 2020 กว่าครึ่งของคนวัยทำงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเป็นกลุ่มคนในยุคมิลเลนเนียล1 ส่วนที่เหลือจะเป็นคนในยุคเจนเนอเรชั่น เอ็กซ์, เจนเนอเรชั่น วาย และเจนเนอเรชั่น ซี ซึ่งกลุ่มคนในแต่ละยุคมีความต้องการที่แตกต่างกัน ด้วยสาเหตุนี้เองหลายองค์กรในปัจจุบันจึงได้มีการเริ่มหาแนวทางในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ เพื่อที่ในอนาคตพนักงานจะสามารถทำงานได้จากทุกสถานที่ ทุกเวลา ผ่านทุกอุปกรณ์ โดยมีเทคโนโลยีที่เป็นตัวขับเคลื่อนอย่าง อินเตอร์เน็ตสำหรับทุกสรรพสิ่ง (IoT) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ เทคโนโลยีโลกเสมือน (AR/VR) ซึ่งไอดีซีคาดว่าภายในปี 2021 องค์กรในเอเชียแปซิฟิกจะมีการลงทุนในด้าน ICT มากถึง 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ

วิถีการทำงานในอนาคต

รายงานจากไอดีซีชี้ให้เห็นว่า  เทรนด์เทคโนโลยีที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงวิถีการทำงานของคนในปีหน้าและปีต่อๆไป ได้แก่ เทรนด์ออโตเมชั่น (automation), เทรนด์เซอร์วิสสำหรับทุกสิ่ง (XaaS), เทรนด์การสร้างและพัฒนาประสบการณ์การทำงานของพนักงานในองค์กร และเทรนด์การสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ที่แตกต่างไปจากธุรกิจหลักที่มีโดยสิ้นเชิง

จากรายงานของไอดีซีในหัวข้อ: การคาดการณ์เทรนด์การทำงานทั่วโลกปี 2019 (IDC FutureScape: Worldwide Future of Work 2019 Predictions) พบว่า องค์กรต่างๆกำลังหันมาลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพหรือในธุรกิจใหม่ ที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถส่งเสริมหรือสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจหลักได้ โดยรายงานระบุว่า ภายในปี 2023 ประมาณ 30% ของกลุ่มบริษัท Global 2000 จะมีรายได้อย่างน้อย 20% มาจากธุรกิจสตาร์ทอัพหรือในธุรกิจใหม่ที่ได้ลงทุนไว้ โดยผ่านโมเดลคลาวด์ซอสซิ่ง (Crowdsourcing) และการรวมข้อมูลแบบ อไจล์ (agile aggregation) เพื่อหาบุคลากรและธุรกิจที่มีศักยภาพ[1]

ภาวะขาดแคลนแรงงานที่เกิดขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้ระบบออโตเมชั่น และกึ่งออโตเมชั่นที่ช่วยจัดการระบบ IT workflow จะเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนช่วยเป็นอย่างมากในการลดความยุ่งยากและซับซ้อนของงาน ทั้งจะช่วยให้พนักงานสามารถนำเวลาไปใช้ในการทำงานอื่นได้ ซึ่งการนำเทคโนโลยีอัจฉริยะมาใช้ในองค์กรนั้น จะช่วยให้บริษัทต่างๆสามารถปรับตัวเข้าสู่ระบบการทำงานอันชาญฉลาดในอนาคตได้ดียิ่งขึ้น

แนวปฏิบัติแบบองค์รวมเพื่อการปฏิรูปที่ทำงาน

จากรายงานยังระบุว่า องค์กรต่างๆจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์แบบองค์รวมในการยกระดับเทคโนโลยีดิจิทัลของสามสิ่งสำคัญ ได้แก่ สถานที่ทำงาน(workplace) วัฒนธรรมองค์กร(workculture) และแรงงาน(workforce) เพื่อเปลี่ยนองค์กรให้เป็นองค์กรอัจฉริยะหรือ Intelligent Enterprises อย่างไรก็ตาม 60% ขององค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังประสบปัญหากับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในระดับองค์กร เพราะความท้าทายจากหลายด้าน เช่น ความตึงเครียดด้านการค้า, ความปลอดภัยของข้อมูลและการระบุตัวตน, การรักษาความเป็นส่วนตัว, อธิปไตยของข้อมูล, ภาษี และการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา เลอโนโวมองว่า เทคโนโลยีที่สามารถเข้าถึงและกระตุ้นให้ผู้ใช้งานสามารถดึงศักยภาพที่ตนเองมีอยู่มาใช้ได้อย่างเต็มที่ เป็นหัวใจสำคัญขององค์กรในการเปลี่ยนเข้าสู่ยุคดิจิทัล

คุณธเนศ อังคศิริสรรพ ผู้จัดการทั่วไป ประจำภูมิภาคอินโดจีน บริษัท เลอโนโว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า "การที่องค์กรจะสามารถให้บริการที่เหนือระดับแก่ลูกค้าและการสร้างคุณค่าในธุรกิจได้นั้น องค์กรจำเป็นต้องสร้างประสบการณ์การทำงานที่ดีให้แก่พนักงานก่อน ส่วนสำคัญของการสร้างองค์กรแห่งอนาคต คือการมีความเข้าใจว่าพนักงานแต่ละคนต้องการใช้งานดีไวซ์และโซลูชั่นที่ต่างกัน  การลงทุนในเทคโนโลยีเช่น Device-as-a-Service, AI และ AR กลายเป็นสิ่งสำคัญเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้งานที่ต้องการอุปกรณ์ที่คล่องตัว ปรับใช้งานได้ และให้การเชื่อมต่อผ่านเทคโนโลยีเสมือนได้ โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาประสบการณ์ของพนักงานได้โดยการสร้างสถานที่ทำงานที่ชาญฉลาด ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น"

"เทคโนโลยีในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเพื่อพัฒนาคุณภาพ ความร่วมมือ และประสิทธิภาพของการทำงานในวิธีการที่ต่างกัน อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีเป็นเพียงตัวเริ่ม การพัฒนาเพื่อเข้าสู่องค์กรแห่งอนาคตนั้นไม่ใช่แค่การใช้ระบบออโตเมชั่นหรือการอัพเกรดไดรฟ์ แต่มีอีกหลายปัจจัยที่องค์กรต้องนำมาพิจารณา อาทิ ความแตกต่างด้านอายุของพนักงาน, กระแสนิยมในการใช้ AI, การเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการ, วินัยในองค์กร, ความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย ดังนั้นองค์กรที่จะสามารถเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมยุค 4.0 ได้จริง จะต้องเป็นองค์กรที่มีการพัฒนาแบบองค์รวมโดยเน้นการสร้างประสบการณ์ ที่เหนือระดับแบบครบวงจรทั้งจากภายนอก ภายใน และส่วนกลาง นอกจากนี้องค์กรยังต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและความต้องการของลูกค้า” คุณประภัสสร​ เพชรแก้ว,​ นักวิเคราะห์​อาวุโส, ไอทีเซอร์วิส, ไอดีซี​ ไทยแลนด์​ กล่าว

สำหรับเลอโนโว องค์ประกอบสำคัญสู่การเป็นองค์กรแห่งอนาคตนั้นไม่ใช่แค่เพียงการนำเอาเทคโนโลยีใหม่มาปรับใช้ องค์กรที่เป็นอัจฉริยะควรมีวิธีหรือตัวช่วย ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้แก่พนักงานและสามารถช่วยควบคุมค่าใช้จ่ายได้ สิ่งที่เลอโนโวเห็นในปัจจุบันคือองค์กรยุคใหม่เริ่มหันมาใช้บริการอย่าง เซอร์วิสสำหรับทุกสิ่ง (XaaS) มากขึ้น เนื่องจากบริการดังกล่าวมีความยืดหยุ่น สามารถเลือกรับบริการที่เหมาะสมกับขนาดองค์กร อีกทั้งมีความคุ้มค่าต่อการลงทุน ซึ่งเป็นการเสริมประสิทธิภาพให้แก่องค์กรในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

“เลอโนโวตระหนักดีว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ของวิธีการทำงานในยุคดิจิทัลนั้นสร้างความกดดันให้แก่หลายองค์กร ตลอดปีที่ผ่านมา เลอโนโวมุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านการบริการมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมถึง 2 เท่าเพื่อช่วยแบ่งเบาความกดดันดังกล่าวขององค์กร จากสถิติ เราพบว่าองค์กรที่หันมาใช้บริการ Lenovo Premier Support ได้รับคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้ามากกว่าองค์กรทั่วไป ถึงเวลาแล้วที่องค์กรต้องหันมาพิจารณาใช้บริการจากองค์กรผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเป็นตัวช่วยในการพัฒนาองค์กรให้เข้าสู่ความเป็นอัจฉริยะอย่างแท้จริง” คุณธเนศกล่าวเสริม

สำหรับข้อมูลเชิงลึกและการคาดการณ์ของเทรนด์การทำงานในอนาคตเพิ่มเติม สามารถอ่านได้ในรายงาน Powering Intelligent Enterprise Transformation ของ IDC ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2018 เป็นต้นไป

 

เนื้อหาเพิ่มเติม

  1. ออโตเมชั่น: ในปี 2019 25% กลุ่มงานดูแลพัฒนาและปฏิบัติการณ์ด้าน IT ขององค์กรจะเป็นระบบออโต้  และจะทำให้การทำงานของ IT มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น 15% อีกทั้งจะส่งผลให้พนักงาน IT ต้องเพิ่มความสามารถของตนเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของพนักงานยุคดิจิทัล
  2. XaaS: ภายในปี 2020 กว่า 90% ขององค์กรใหญ่ๆจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการให้บริการทางด้านข้อมูล อาทิ ข้อมูลดิบที่เกี่ยวกับยอดขาย, วิธีการคำนวณ, ข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์, หรือคำแนะนำต่างๆ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึงเกือบ 50% (ข้อมูลจาก IDC FutureScape: Worldwide IT Industry 2018 Predictions)
  3. สร้างประสบการณ์การที่ดีในการทำงานให้แก่พนักงาน:  ภายในปี 2021 ความต้องการพนักงานที่มีศักยภาพสูงมาปฏิบัติงานจะมีความสำคัญจนทำให้  65% ขององค์กรในกลุ่ม Global 2000 จะแข่งขันกันดึงพนักงานเข้าบริษัทฯด้วยการสร้างที่ทำงานแบบ co-working และ แบบสามารถทำงานได้จากนอกสถานที่ได้ (remote-work) โดยเข้าถึงข้อมูลและปฏิบัติงานได้เหมือนอยู่ในที่ทำงาน
  4. แหล่งรายได้แห่งใหม่: ภายในปี 2023 ประมาณ 30% ของกลุ่มบริษัท Global 2000 จะมีรายได้อย่างน้อย 20% มาจากธุรกิจสตาร์ทอัพหรือในธุรกิจใหม่ที่ได้ลงทุนไว้ โดยผ่านโมเดลคลาวด์ซอสซิ่ง (Crowdsourcing) และการรวมข้อมูลแบบ อไจล์ (agile aggregation) เพื่อหาบุคลากรและธุรกิจที่มีศักยภาพ[2]

 

[1] IDC FutureScape: Worldwide Future of Work 2019 Predictions, Doc #EMEA44255218, October 2018

[2] IDC FutureScape: Worldwide Future of Work 2019 Predictions, Doc #EMEA44255218, October 2018

 

หัวเว่ยเปิดตัวแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับเมืองอัจฉริยะ

บาร์เซโลน่า สเปน - ในงาน Smart City Expo World Congress (SCEWC) 2018 หัวเว่ยเปิดตัว Digital Platform ที่ครบครันด้วยนวัตกรรมไอซีทีอันล้ำสมัย ทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ (IoT) บิ๊กดาต้า และคลาวด์ รองรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ยั่งยืนในด้านต่างๆ ทั่วโลก พร้อมจับมือพันธมิตรจากทั่วโลกจัดสาธิตโซลูชันต่างๆ บนแพลตฟอร์ม ทั้งในด้านการบริหารจัดการระดับเทศบาล ความปลอดภัยสาธารณะ และการปกป้องสิ่งแวดล้อม ตลอดจนระบบการขนส่งอัจฉริยะ รัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ สมาร์ทเอ็ดดูเคชั่น และการเกษตรเชิงอัจฉริยะ ที่ออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกในการกำกับดูแลเมือง ปรับปรุงบริการสาธารณะ และช่วยให้เกิดการนำนวัตกรรมออกใช้งาน พร้อมเผยตัวอย่างความสำเร็จที่ผ่านมา ในระหว่างงาน หัวเว่ยยังได้จัดงานประชุม Global Smart City Summit 2018 ภายใต้แนวคิด "Digital Platform Empowers Smart City+" เพื่อแนะนำ Digital Platform สำหรับเมืองอัจฉริยะนี้ โดยมีสมาคมด้านอุตสาหกรรมชั้นนำ อาทิ TM Forum และ EUROCITIES รวมถึงตัวแทนจากสิงคโปร์, เกลเซ่นเคียร์เช่น, ยันบู และญีซาน ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ในการพัฒนาเมืองอัจฉริยะร่วมกับผู้บริหารเมืองกว่า 400 คนจากทั่วโลก

สร้าง Digital Platform เพื่อเปิดใช้งานเมืองอัจฉริยะ

เทคโนโลยีดิจิทัลได้ฝังตัวแทรกอยู่ในแทบทุกมิติของเมืองในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารจัดการเมือง ชีวิตของพลเมือง ความปลอดภัยสาธารณะ และการพัฒนาด้านอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้ การแข่งขันพัฒนาเมืองอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจดิจิทัลที่กำลังขยายตัวจึงเกิดขึ้นทั่วโลก การพัฒนาเมืองอัจฉริยะได้ผ่านพ้นระยะที่หนึ่งไปแล้วนั่นคือ การยกเลิกการเก็บข้อมูลแบบ Data Silos ซึ่งยากต่อการนำไปใข้งาน ระยะที่สองที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านมือถือเพิ่มขึ้น และระยะที่สามที่มีการติดตั้งใช้งาน IoT เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวนมหาศาลของเมือง และในขณะนี้ก็อยู่ในระยะที่สี่ ที่เมืองต่างๆ มีการพัฒนาขีดความสามารถในการบริหารจัดการเมืองด้วยการทำเหมืองข้อมูล (Data Mining) ด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อให้เกิดการผสานรวมเทคโนโลยีดิจิทัลต่างๆ เข้ากับการบริหารจัดการเมือง เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน

มร. หม่า เยว่ รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ และประธานบริหาร ฝ่ายขายทั่วโลก กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย ขณะกล่าวปาฐกถา

มร. หม่า เยว่ รองประธานบริหาร กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ และประธานบริหาร ฝ่ายขายทั่วโลก กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย กล่าวว่า “การพัฒนาเมืองอัจฉริยะเป็นโครงการที่มีความซับซ้อนสูง ในฐานะที่เป็นผู้จัดหาผลิตภัณฑ์และโซลูชันไอซีทีชั้นนำของโลกที่มีทั้งระบบคลาวด์ โทรคมนาคมและดีไวซ์ ทำให้หัวเว่ยสามารถที่จะผสมผสานคลาวด์, IoT, วิดีโอ และ Edge Computing เข้าด้วยกันกับเทคโนโลยี AI ต่างๆ เชื่อมโยงระบบประสาททั้งหมดของเมือง ทั้ง 'สมอง' (ศูนย์บัญชาการ), 'ระบบประสาทส่วนกลาง' (เครือข่าย) และระบบประสาทส่วนปลาย (เซ็นเซอร์) และสร้างเป็น '+AI Digital Platform' ที่เปิดกว้าง และเร่งให้เกิดการทรานส์ฟอร์มเมืองสู่ดิจิทัล และเช่นเดียวกับระบบปฏิบัติการ แพลตฟอร์มนี้สามารถทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ต่างๆ ของเมือง สร้างเมืองดิจิทัลแฝดขึ้นมาและรองรับการใช้งานแอพพลิเคชั่นต่างๆ ของเมือง Digital Platform ของหัวเว่ยมีประสิทธิภาพสูงและเปิดกว้าง เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกิดการทำงานร่วมกันกับพันธมิตรในระบบนิเวศ มีการออกแบบในระดับสูงสุด การผสมผสาน การปฏิบัติการ แอพพลิเคชั่นบริการ และคุณสมบัติอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในอนาคต +AI Digital Platform ของหัวเว่ยจะวางรากฐานความเป็นอัจฉริยะให้กับเมืองต่างๆ มากขึ้น และส่งเสริมการพัฒนาเมืองที่ยั่งยืนทั่วโลก เรามุ่งหวังที่จะได้กำหนดมาตรฐานของเมืองอัจฉริยะร่วมกับลูกค้าและคู่ค้า"

ผู้นำทางความคิดจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและผู้บริหารเมืองจากทั่วโลก ยังเชื่อว่าการสร้างเมืองอัจฉริยะทั่วโลกคือสัญญาณของการเริ่มต้นยุคบนแพลตฟอร์ม

หัวเว่ยเปิดตัว Digital Platform สำหรับเมืองอัจฉริยะ ด้วยกลยุทธ์ "Platform + ระบบนิเวศ"

ในงานประชุม หัวเว่ยได้เปิดตัว Digital Platform สำหรับเมืองอัจฉริยะ โดยมี AI เป็นแกนหลักของแพลตฟอร์มซึ่งรวมเอาเทคโนโลยี IoT, บิ๊กดาต้า, ระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (Geographic Information System - GIS) วิดีโอคลาวด์ และทรัพยากรการสื่อสารแบบผสมผสาน แพลตฟอร์มนี้แสดงถึงการเปลี่ยนแปลงจากระบบสารสนเทศแบบดั้งเดิม และเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หัวเว่ยยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มมิดเดิลแวร์เพื่อจัดหาบริการต่างๆ ให้กับพันธมิตรด้านแอพพลิเคชันซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นการออกแบบมาเพื่อช่วยพันธมิตรด้านแอพพลิเคชันให้สามารถพัฒนาแอพพลิเคชันชั้นบนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อผลักดันให้เกิดการทรานสฟอร์มและสร้างสรรค์นวัตกรรมทางด้านการบริหารจัดการเมือง บริการต่างๆ ของเมือง และการพัฒนาอุตสาหกรรม

พิธีเปิดตัว Digital Platform สำหรับเมืองอัจฉริยะของหัวเว่ย

Digital Platform สำหรับเมืองอัจฉริยะของหัวเว่ย มีขีดความสามารถหลายอย่างที่ไม่เหมือนใคร ข้อแรกคือ หัวเว่ยเป็นผู้จัดจำหน่ายรายแรกของอุตสาหกรรมที่มีแพลตฟอร์มดิจิทัลเต็มรูปแบบ ครอบคลุมทั้งเทคโนโลยีคลาวด์ โทรคมนาคม และดีไวซ์ รวมไปถึงบริการแพลตฟอร์ม (Platform-as-a-service – PaaS) ข้อสองคือ Digital Platform สำหรับเมืองอัฉริยะมีองค์ประกอบและความสามารถที่ครอบคลุมในชั้น PaaS รวมถึง IoT, Big Data, GIS, วิดีโอคลาวด์, การสื่อสารแบบผนวกรวม, AI และความปลอดภัยของข้อมูล แพลตฟอร์มนี้ยังรวมถึงแพลตฟอร์มการเปิดใช้งานด้านอุตสาหกรรมที่จะบูรณาการเข้ากับคุณสมบัติเหล่านี้ ข้อได้เปรียบด้านความยั่งยืนของหัวเว่ยเป็นผลมาจากชิพที่พัฒนาขึ้นเอง อัลกอริธึม และการออกแบบสถาปัตยกรรม โดยมีนวัตกรรมด้านเทคนิคที่ขับเคลื่อนตามความต้องการของลูกค้า ตลอดจนการลงทุนด้าน R&D อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบัน โซลูชันเมืองอัจฉริยะหรือสมาร์ทซิตี้ของหัวเว่ยได้รับการติดตั้งใช้งานในกว่า 160 เมืองใน 40 กว่าประเทศ อาทิ เมืองดุยส์บวร์ก ประเทศเยอรมนี และเมืองซาร์ดิเนีย ประเทศอิตาลี โซลูชันนี้ช่วยอำนวยความสะดวกในการพัฒนาธุรกิจสตาร์ทอัพ ทำให้สภาพแวดล้อมการลงทุนของเมืองและชีวิตของประชาชนดีขึ้น ในเมืองรัสเตนเบิร์ก แอฟริกาใต้และเซอร์เบีย เทคโนโลยีดิจิทัลยังคงช่วยขยายขีดความสามารถในการพัฒนาเมืองต่อไป ขณะเดียวกันในหมู่เกาะตามแนวภูเขาไฟในแอตแลนติกเหนือ และเขตอุตสาหกรรมใหม่ปินไห่ในเมืองเทียนจิน เทคโนโลยี AI ก็ได้ช่วยให้เมืองมีความเข้าใจความต้องการของประชากรมากขึ้นเพื่อปรับปรุงบริการต่างๆ ของเมืองให้ดียิ่งขึ้น

หัวเว่ยทำงานร่วมกับเมืองต่างๆ ทั่วโลกเพื่อสำรวจการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลบน Digital Platform ที่ผนวกโซลูชันจากพันธมิตรในระบบนิเวศและการสนับสนุนแบบบูรณาการจากผู้มีส่วนร่วมทั้งหมด ในอนาคต Digital Platform ของหัวเว่ย ที่พรั่งพร้อมด้วยเทคโนโลยี AI ล่าสุด จะกลายเป็นรากฐานของเมืองอัจฉริยะอีกหลายแห่ง และนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปสู่ทุกคน ทุกบ้าน และทุกองค์กร เพื่อการสร้างโลกอัจฉริยะที่เชื่อมโยงถึงกันอย่างเต็มรูปแบบ

 

พานาโซนิค เกาะกระแส สมาร์ท ซิตี้ ส่งเทคโนโลยีกล้องวงจรปิดใหม่ล่าสุด ลุยตลาด 

บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติเข้าร่วมงาน เปิดตัวเทคโนโลยี เฟสโปร ระบบกล้องวงจรปิดตรวจสอบใบหน้าใหม่ล่าสุด ของ พานาโซนิค ในฐานะที่ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ติดตั้งกล้องวงจรปิดระบบตรวจจับใบหน้า เวอร์ชั่นเดิมมากที่สุดถึง 110 ตัว เพื่อเตรียมความพร้อมในการอัพเกรดเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด โดยมี มร. ฮิเดคาสึ อิโตะ กรรมการผู้จัดการ ( ที่ 2 จากขวา ) บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ ( ประเทศไทย ) จำกัด และ นายวรฉัตร เสนีวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ ( ที่ 6 จากขวา ) บริษัท ซันโย เอส. เอ็ม. ไอ. (ประเทศไทย ) จำกัด ให้การต้อนรับ เมื่อเร็วๆนี้  

พานาโซนิค ขานรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล ส่งเทคโนโลยี เฟสโปร ระบบกล้องวงจรปิดตรวจสอบใบหน้าใหม่ล่าสุด โดยใช้วิธีประมวลผลแบบเดียวกับสนามบินนาริตะ ประเทศญี่ปุ่นใช้ จับกระแส สมาร์ท ซิตี้ สร้างความปลอดภัยให้กับสังคม  พร้อมเตรียมนำเสนอเพื่ออัพเกรดระบบตรวจจับใบหน้าเดิม ที่ได้ติดตั้งใช้งานไปแล้วในศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

มร. ฮิเดคาสึ อิโตะ  กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ ( ประเทศไทย ) จำกัด เปิดเผยในงานเปิดตัวสินค้าใหม่ เฟสโปร และฉลองครบรอบ 100 ปี พานาโซนิค ในประเทศไทย ว่า เทรนด์สินค้าใหม่ด้านกล้องวงจรปิดของบริษัท สำหรับรองรับนโยบาย ไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลไทยนั้น จะเน้นไปที่การนำปัญญาประดิษฐ์ของคอมพิวเตอร์  ( AI ) เข้ามาช่วยในการทำให้กล้องวงจรปิด สามารถเชื่อมต่อ และเข้าถึงฐานข้อมูลที่สำคัญในระบบของเซิร์ฟเวอร์ แบบ Deep Leaning ซึ่งเทคโนโลยีใหม่นี้ จะสามารถช่วยให้ผู้ใช้งาน ตรวจจับใบหน้าของบุคคลผู้ต้องสงสัย ผู้ที่เคยก่อเหตุ หรือผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะเป็นคนร้ายแม้จะทำการปกปิด ซ่อนเร้น หรืออำพรางใบหน้า หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของใบหน้าที่เป็นไปตามวัย กับระบบของฐานข้อมูลของเซิร์ฟเวอร์ได้แม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังครอบคลุมไปถึง การพลัดหลงของเด็ก ผู้สูงอายุ โดยระบบซอฟต์แวร์ ของเซิร์ฟเวอร์ สามารถที่จะเรียนรู้ เพื่อจดจำใบหน้า และติดตามคนร้าย หรือ คนหายได้ทันท่วงที ็นผรย แมจทกรกรกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก คือ กลุ่มรักษาความปลอดภัยที่มีพื้นที่กว้าง หรือ พื้นที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า ตลาด สนามบิน  แหล่งชุมชนต่างๆ เป็นต้น  ทั้งนี้ในกลุ่มลูกค้าสำคัญที่เลือกใช้เทคโนโลยี กล้องวงจรปิดของ พานาโซนิค อย่างศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ที่ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดจำนวน 280 ตัว โดยเป็นระบบเทคโนโลยีแบบตรวจจับใบหน้า จำนวน 110 ตัว แต่เป็นรุ่นก่อนที่ พานาโซนิคจะพัฒนาใช้ Deep Learning ซึ่งการเปิดตัวสินค้าใหม่ล่าสุดของ พานาโซนิค ในครั้งนี้คาดว่าจะสร้างความสนใจให้มีการพิจารณาระบบกล้องวงจรปิดแบบใหม่ เพื่อเป็นการเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าผู้มาใช้บริการในศูนย์การค้าได้รับความปลอดภัยมากขึ้น

ด้าน นายวรฉัตร เสนีวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซันโย เอส. เอ็ม. ไอ. (ประเทศไทย )  จำกัด ในฐานะผู้วางระบบให้กับ ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เทคโนโลยีนี้ถือเป็นสิ่งใหม่ล่าสุด มาพร้อมซอฟแวร์เซิร์ฟเวอร์จดจำใบหน้า  โดยเซิร์ฟเวอร์ 1 เครื่อง ต่อกล้องได้มากถึง 20 ตัว และเชื่อมต่อกันได้มากสุด 100 เครื่อง ทำให้รองรับการขยายกล้องได้มากสุดถึง 2,000 ตัว ภายใต้ระบบเดียวกัน  นอกจากความสามารถด้านการตรวจจับใบหน้าแล้ว การนับคนเข้ามาใช้บริการ ข้อมูลด้านสถิติ ข้อมูลด้านเพศ ตลอดจน อายุ เพื่อใช้เป็นสถิติในการต่อยอดทำการตลาดได้  ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ถือเป็นเจ้าแรกที่ติดตั้งระบบตรวจจับใบหน้า ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทย โดยมีกล้องที่สามารถตรวจสอบได้ทั้งหมด 110 ตัว สำหรับการสร้างความมั่นใจ และดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับลูกค้า ซึ่งหลังจากการเปิดตัว เทคโนโลยี เฟสโปร อย่างเป็นทางการในประเทศไทยแล้ว ในฐานะผู้เชี่ยวชาญการติดตั้งระบบกล้องวงจรปิด และเป็นผู้วางระบบให้กับทางศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ นั้น ทางบริษัทจะนำเสนอระบบให้กับห้างสรรพสินค้าชั้นนำอื่นๆ ในประเทศไทยต่อไป

ดร.วัชระ ฉัตรวิริยะ นายกสมาคมสมองกลฝังตัวไทย  ( TESA )  กล่าวถึงเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ ในกล้องวงจรปิดว่า  Deep Learning เป็นเทคโนโลยีที่จะเร่งให้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของคอมพิวเตอร์ สามารถทำงานแบบเดียวกับของมนุษย์  เช่น การฟัง การมอง การระบุความเหมือน และแตกต่างของภาพวัตถุ หรือเสียง ให้ใช้งานได้จริง  จากเดิมที่คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี กลายเป็นภายในสองสามปีข้างหน้านี้  การใช้ประโยชน์ในกล้องวงจรปิด Deep learning จะทำให้กล้องวงจรปิด และระบบวิเคราะห์ภาพ เปลี่ยนไปจากแค่อุปกรณ์บันทึกภาพเหตุการณ์ เป็นอุปกรณ์ที่จะช่วยทำงานในทุกด้าน ตั้งแต่การระบุตัวตนของบุคคลในภาพ การเชื่อมโยงกับประวัติ และความสนใจสินค้า การตรวจจับ และตรวจสอบคุณสมบัติ เช่น จำนวนหรือความเร็วรถยนต์  หรือการรับรู้สภาพแวดล้อม เช่น ระดับน้ำ การตรวจจับการเกิดภัยหรืออันตราย รวมถึงการรักษาความปลอดภัย จะช่วยให้เกิดการรักษาความปลอดภัยโดยการวิเคราะห์ภาพ ตั้งแต่การระบุตัวตน การตรวจสอบกับบัญชี บุคคลที่ได้รับอนุญาต การวิเคราะห์พฤติกรรม หรือวัตถุที่น่าสงสัย การวิเคราะห์อารมณ์ และการกระทำของบุคคล เป็นต้น

เทคโนโลยี เฟสโปร แม้จะปลอมตัว ก็สามารถตรวจจับใบหน้าได้

 

เทคโนโลยี เฟสโปร แม้จะใส่หมวกหรือใส่แว่นก็สามารถตรวจจับใบหน้าได้

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ปูทางปฏิวัติวงการค้าปลีกอุปกรณ์ไฟฟ้ายุค 4.0 เปิดตัวแอปพลิเคชั่นสำหรับร้านไฟฟ้า

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นในการจัดการพลังงานและระบบออโตเมชั่น เดินหน้าต่อยอดสร้างประสบการณ์ดิจิทัลให้คู่ค้า เปิดตัวแอปพลิเคชั่น mySchneider Retailer สำหรับร้านไฟฟ้า ที่จำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้าของชไนเดอร์ อิเล็คทริค  ช่วยให้ร้านค้าสามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับช่างไฟที่มีแอปพลิเคชั่น mySchneider Electrician ได้ง่ายขึ้น ซึ่งแอพพลิเคชั่นสำหรับช่างไฟนั้น ทางชไนเดอร์ได้เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีมาเป็นระยะเวลากว่า 3 เดือนแล้วและมียอดผู้ดาวน์โหลดใช้งานกว่า 10,000 คน หนุนการทำธุรกิจยุคดิจิทัล ให้ทั้งความสะดวก เรื่องการบริหารจัดการสต๊อกสินค้า การศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ รวมถึงการเข้าร่วมกับกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ จากชไนเดอร์ อิเล็คทริคได้อย่างรวดเร็ว

นายกุศล กุศลส่ง รองประธานฝ่ายธุรกิจค้าปลีก ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย “ปัจจุบันเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการนำมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการใช้ชีวิตมากมาย การนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นประโยชน์ ช่วยให้คู่ค้าของชไนเดอร์ อิเล็คทริค สามารถทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น เราได้มีการวิจัยและพัฒนาเครื่องมือในการช่วยให้คู่ค้าของเราสามารถได้รับประโยชน์จากยุค 4.0 อย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่ 3 ได้ทำการเปิดตัว mySchneider Electrician หรือแอปสำหรับช่างไฟ4.0 ซึ่งได้มีการดาวน์โหลดจากช่างไฟเป็นจำนวนมาก และในวันนี้เราได้เปิดตัว mySchneider Retailer หรือแอปร้านไฟฟ้าชไนเดอร์  ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่นสำหรับร้านค้าปลีกอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ขายผลิตภัณฑ์ของชไนเดอร์ อิเล็คทริค เพื่อยกระดับการขายที่ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น ด้วยเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่แอปพลิเคชั่นของเรามีให้ ทั้งเรื่องการบริหารจัดการสต๊อกสินค้า การรับรายการใบคำสั่งซื้อจากช่างไฟในพื้นที่ การแจ้งเตือนต่างๆ และยังมีข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่เข้าใจง่าย เช่น เซอร์กิตเบรกเกอร์ ตัวกันดูด ตู้ไฟ สวิตซ์ไฟ รุ่นต่างๆ นับเป็นการยกระดับการค้าปลีกด้านอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างชัดเจนรายแรกของประเทศไทย”

การบริหารจัดการสต๊อกสินค้า นับเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับร้านค้า ซึ่งจะมีผลในการบริหารจัดการพื้นที่ในการเก็บสินค้าด้วย เพราะผลิตภัณฑ์ย่อมมีขนาดที่ต่างกัน mySchneider Retailer จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยของร้านค้าในการบริหารจัดการสต็อก ร้านค้าจะสามารถเห็นยอดขายผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดได้อย่างชัดเจนในแต่ละช่วงเวลา เมื่อมีการซื้อขายกับช่างไฟ สามารถตัดจำนวนผลิตภัณฑ์ในสต๊อกได้แบบเรียลไทม์ ทำให้สามารถวางแผนการจัดการสต๊อกและการสั่งซื้อผลิตภัณฑ์จากตัวแทนจำหน่ายของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ได้อย่างดีที่สุด ช่วยลดปัญหา overstock ซึ่งสิ้นเปลืองทั้งพื้นที่เละเงินทุนได้อย่างชัดเจน

นายกุศล กล่าวเพิ่มเติมว่า “แอปพลิเคชั่น mySchneider Retailer นับเป็นความมุ่งมั่นของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ในการสร้างประสบการณ์การขายยุคใหม่ผ่านแอปพลิเคชั่น เพราะเราเชื่อว่าความต้องการของช่างไฟและผู้บริโภคในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน ดังนั้นการใช้แอปตัวนี้จะช่วยให้ร้านค้าปลีกสามารถเห็นเทรนด์และความต้องการในพื้นที่นั้นๆ ได้อย่างชัดเจน ซึ่งอาจมีเหตุปัจจัยในพื้นที่ชุมชน เช่น รูปแบบของที่พักอาศัย ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ล้วนเป็นข้อกำหนดในการวางแผนในการขายผลิตภัณฑ์ทั้งสิ้น หากสต็อกสินค้าไม่พอยังสามารถติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายของตนเองได้ในทันทีผ่านแอปพลิเคชั่นดังกล่าว นอกจากนี้ แอปพลิเคชั่น mySchneider Retailer ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ความสะดวกกับร้านค้าในการรับสิทธิพิเศษ เช่นการสะสมแต้มจากยอดขายเพื่อแลกรับของรางวัล และรับทราบเกี่ยวกับโปรโมชั่นที่ชั่นรายเดือนที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริคมอบให้”

แอปพลิเคชั่น mySchneider Retailer นับเป็นเทคโนโลยีที่ร้านค้าปลีกอุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็นต้องมีในยุคดิจิทัลนี้ เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ พร้อมให้ดาวน์โหลดแล้วที่เพลย์สโตร์ สำหรับระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เท่านั้น

โอกาสสุดท้าย! ที่สตาร์ทอัพต้องไม่พลาด!

โค้งสุดท้ายแล้วกับโอกาสยกระดับธุรกิจสตาร์ทอัพสู่สากล ในโครงการ HUAWEI CLOUD Thailand Startup Acceleration Program สนับสนุนโดยหัวเว่ย ประเทศไทย และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเฟ้นหา ส่งเสริมและผลักดันสุดยอดสตาร์ทอัพไทยให้ก้าวสู่ความสำเร็จ พร้อมสานฝันไทยแลนด์ 4.0 หมดเขตภายในวันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน 2561 นี้ ผู้สนใจสามารถสมัครได้ทาง https://www.startupthailand.org/global-acceleration/ หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) โทร. 02-017 5555 ต่อ 564

Page 1 of 6