Super User

Super User

Selfies labore, leggings cupidatat sunt taxidermy umami fanny pack typewriter hoodie art party voluptate. Listicle meditation paleo, drinking vinegar sint direct trade.

อนันดาฯ แต่งตั้ง ซีไอเอ็มบี ตัวแทนจำหน่ายหุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุน เปิดจอง 20-25 ก.ย.นี้

นายชานนท์ เรืองกฤตยา (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) แต่งตั้ง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) โดย นายกิตติพันธ์ อนุตรโสตถิ (ที่ 2 จากขวา) กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เป็นผู้จัดการการจำหน่ายหุ้นกู้ประเภทด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (HYBRID BOND) ชุดที่ 1 โดยเตรียมออกและเสนอขายหุ้นกู้ ในระหว่างวันที่ 20-25 กันยายน นี้ จุดเด่นของหุ้นกู้ประเภทนี้ อยู่ที่ผลตอบแทนที่จูงใจนักลงทุน โดยอัตราดอกเบี้ยปีที่ 1-5 อยู่ที่ 8.50%  ทั้งนี้เตรียมจำหน่ายให้กับผู้ลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่ที่เป็นกลุ่ม High Net Worth ซึ่งคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเหมือนที่ผ่านมา

ใหม่ล่าสุด! คาร์ซีท อะปริก้า รุ่น Fladea Grow ISOFIX
ระบบตัวล็อค Isofix เพื่อความปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานสากล

“เบบี้ กิ๊ฟ” (Baby Gift) หนึ่งในผู้นำตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กระดับพรีเมี่ยม ตอกย้ำแนวคิด “เพราะเด็กทารกพูดไม่ได้” (Listen to baby’s voice) แนะนำคาร์ซีทจากแบรนด์ อะปริก้า (Aprica) รุ่นใหม่ล่าสุด Fladea Grow ISOFIX” ตอบโจทย์คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่ต้องการเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกน้อย ด้วยคาร์ซีทรุ่นพิเศษที่ผ่านการออกแบบและวิจัยจากผู้เชี่ยวชาญและกุมารแพทย์จากประเทศญี่ปุ่น ติดตั้งง่าย และปลอดภัยมากขึ้นด้วย ระบบ ISOFIX ที่ตัวล็อคเชื่อมเป็นชิ้นเดียวกับคาร์ซีท เพิ่มปลอดภัยสูงสุดตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังสามารถรองรับทุกช่วงของพัฒนาการเด็กเหมาะสำหรับเด็กแรกเกิด จนถึง 4 ปี หรือน้ำหนัก 2.5 – 18 กิโลกรัม แบบแรกคือ การปรับนอนราบช่วยให้ทารกหลับได้อย่างสบาย แบบที่สอง คือ การปรับพนักพิงให้หันหน้าเข้าเบาะ (Rear Facing) และแบบสุดท้าย คือ การปรับพนักพิงนั่งและหันหน้าออก (Front Facing) ลดความเมื่อยล้าที่ช่วงน่องได้เป็นอย่างดี มอบความปลอดภัยและความสบายตลอดการเดินทางของลูกน้อย

คาร์ซีท อะปริก้า รุ่น Fladea Grow ISOFIX ราคา  42,900  บาท จำหน่ายและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  ร้าน เบบี้ กิ๊ฟ ทั้ง 12 สาขาทั่วประเทศ หรือ Call Center โทร. 086-3817175 หรือ www.apricathailand.com, Facebook: apricathailand หรือ Instagram: apricathailand

บียอน เจน 17 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด

บริษัท พี.ที.อี. อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนคุณภาพแบรนด์คนไทย ในราคาจับต้องได้ แนะนำสมาร์ทโฟนอัจฉริยะ แบรนด์บียอน เจน 17 (Beyond GEN 17) ปลดล็อคด้วยระบบสแกนใบหน้า ในขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้ว ระบบ QHD ความละเอียดหน้าจอ 960x480 กล้องหน้าละเอียด 5.0 MP กล้องหลัง 8.0 MP รองรับ 2 ซิม RAM 1 GB / ROM 16 GB ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 6.0 ความจุแบตเตอรี่ 2,300 mAh ในราคาเพียง 2,490 บาท พิเศษ!! รับฟรีซิม AIS สุดคุ้มเล่นเน็ตไม่อั้นทั้งวันเพียงแค่ 17 บาทยันเที่ยงคืน เร็วสุด 512 kbps ไม่ลดสปีด พบกับสมาร์ทโฟนคุณภาพคุ้มราคาได้ตามร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 061-919-4141, 094-491-4463, www.beyond-phone.com, https://www.facebook.com/BeyondPhone, Line ID : jub5121, 0944914463

ไบเทครุกหนักปลายปี จัดทัพงานการประชุมระดับอาเซียนและนานาชาติ
ส่งเสริมอุตสาหกรรม MICE ในประเทศไทย

ไบเทค (BITEC) ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมชั้นนำแห่งแรกในประเทศไทย ที่ได้รับการยอมรับด้านคุณภาพของการให้บริการและศักยภาพของสถานที่จัดงานให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากล และเป็นศูนย์กลางการจัดงานสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มุ่งมั่นพัฒนาสู่ศูนย์ประชุมระดับโลก โดยปลายปีนี้ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคได้รวบรวมงานนิทรรศการและการประชุมมากมาย เพื่อสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) ที่มีนโยบายส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางของการจัดประชุม สัมมนา และงานแสดงสินค้า พร้อมกำหนดเป้าหมายการจัดงาน MICE และนักเดินทางกลุ่มไมซ์ทั้งหมด 30.1 ล้านคน โดยคาดการณ์มูลค่าทางเศรษฐกิจสร้างรายได้ 174,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดต่างประเทศ 1.19 ล้านคน สร้างรายได้ 1.12 แสนล้านบาท ส่วนตลาดในประเทศมีจำนวน 29 ล้านคน สร้างรายได้ 6.2 หมื่นล้านบาท

ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ไบเทคและโซนใหม่ล่าสุด ภิรัช คอนเวนชั่น เซนเตอร์ ได้มีโอกาสรองรับอีเวนท์ระดับโลกชั้นนำมากมายกว่า 115 งานจากหลากหลายภาคอุตสาหกรรม อาทิ งาน Taiwan Expo 2018 ครั้งแรกในประเทศไทย งาน Pro Pak Asia 2018 งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีด้านกระบวนการผลิต การแปรรูป และบรรจุภัณฑ์ และ งาน ASEANbeauty 2018 งานจัดแสดงสินค้าความงามและสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน นอกจากนี้ในเดือนต่อๆ ไป ไบเทคยังได้รับเลือกให้เป็นสถานที่การจัดงานระดับอาเซียนและนานาชาติอีกมากมาย ได้แก่ งาน World Sugar Expo & Conference 2018 ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 5 ณ ไบเทค บางนา งาน COSMEX 2018 งานแสดงเทคโนโลยีด้านการผลิต การบรรจุภัณฑ์ และบริการด้าน ODM/OEM เพื่ออุตสาหกรรมเครื่องสำอางงานเดียวในอาเซียน ที่จะจัดขึ้นพร้อมกับงาน in-cosmetics Asia 2018 รวมถึงงาน METALEX 2018 งานแสดงเครื่องจักรกลและเทคโนโลยีโลหะการที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน เป็นต้น

คุณปนิษฐา บุรี กรรมการผู้จัดการ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค เปิดเผยว่า “ในปีนี้ ไบเทคมุ่งเน้นการพัฒนา เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งในด้านของการจัดสรรพื้นที่ การจัดโซนฟังก์ชั่น และงานบริการต่างๆ ให้มีความครอบคลุม เพื่อให้เป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมในการจัดเวิลด์คองเกรส งานนิทรรศการ การประชุมระดับประเทศและนานาชาติ รวมถึงอีเวนท์ไลฟ์สไตล์และงานเลี้ยงสังสรรค์ โดยอาศัยความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมด้วยการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นแรงผลักดันในการส่งเสริมศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรม MICE และให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของงานจัดแสดงสินค้าในภูมิภาคอาเซียนอย่างแท้จริง”

บรรยากาศงาน Pro Pak Asia 2018 ที่ผ่านมา ที่ได้รับความสนใจจากผู้จัดแสดงงานและผู้ร่วมงานจากนานาชาติ

ปัจจุบัน ไบเทคมีพื้นที่การใช้งานกว่า 70,000 ตารางเมตร ซึ่งแบ่งออกเป็นโซนฟังก์ชั่นต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ความต้องการที่หลากหลายและดึงดูดผู้นำในอุตสาหกรรมทั้งในไทยและต่างประเทศ นอกจากนี้ ไบเทคยังได้ลงทุนจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของพื้นที่ พร้อมนำเสนอพื้นที่ที่มีขนาดกว้าง โอ่โถง มีคุณภาพ รวมถึงการบริการอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ผู้จัดงานได้รับความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความมั่นใจแก่ผู้จัดงาน รวมถึงผู้ใช้บริการทั้งในและต่างประเทศ ไบเทคยังได้รับรางวัลการันตีด้วยตราสัญลักษณ์มาตรฐานสถานที่จัดงานในประเทศไทย (Thailand Mice Venue Standard) ประเภทสถานที่จัดงานแสดงสินค้า (Exhibition Venue) และประเภทห้องประชุม (Meeting Room) ประจำปี 2561 จากทีเส็บอีกด้วย

ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค หรือ Bangkok International Trade & Exhibition Centre: BITEC ตั้งอยู่ ณ เลขที่ 88 ถนนบางนา-ตราด กิโลเมตรที่ 1 เขตบางนา กรุงเทพมหานคร โดยครอบคลุมทุกสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อต่อการจัดคอนเสิร์ตหรือไลฟ์สไตล์อีเว้นท์ อีกทั้งมีทำเลที่ตั้งให้ทั้งผู้จัดงานและผู้เข้าร่วมเดินทางได้สะดวก ห่างจากสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิเพียง 14 กิโลเมตร สามารถเดินทางด้วยรถยนต์ รถตู้ และมีประตูทางเข้าถึง 3 ทิศ สำหรับทางเข้าที่ 1 และ 2 เชื่อมกับถนนบางนา-ตราด และทางเข้าที่ 3 เชื่อมกับถนนสุขุมวิท หรือจากรถไฟฟ้า BTS สามารถลงที่สถานีบางนา ทางออก 1 และเดินเข้าสู่ไบเทคได้อย่างสะดวกง่ายดาย

บีโอไอรับคณะกวางตุ้ง

นางสาวพรรณี เช็งสุทธา ที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้การต้อนรับ นางตู้ เยว่ รองผู้อำนวยการกองการพิธี และคณะจากมณฑลกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมข้าราชการจากสถานกงสุลใหญ่ของไทย นครกวางโจว โดยได้บรรยายเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ การลงทุน การบริการและอำนวยความสะดวกของบีโอไอ รวมทั้งโอกาสการลงทุนในพื้นที่ อีอีซี ณ ศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน ชั้น 18 จามจุรีสแควร์ 

CRRC เผยโฉมรถไฟน้ำหนักเบารุ่นใหม่ล่าสุด พร้อมนวัตกรรมประหยัดพลังงานขั้นสูง ที่งาน InnoTrans 2018

China Railway Rolling Stock Corporation หรือ CRRC ผู้ผลิตขบวนรถไฟรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เปิดตัวรถไฟใต้ดินที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์คันล่าสุด "CETROVO" ให้เหล่าผู้นำอุตสาหกรรม ผู้สนใจระบบรถราง และสื่อมวลชนได้รับชมที่กรุงเบอร์ลิน ในวันนี้ โดยรถไฟขบวนใหม่นี้มีน้ำหนักเบากว่ารถไฟใต้ดินแบบดั้งเดิมที่ทำจากอะลูมิเนียมหรือเหล็กถึง 13% ทำให้รถไฟรุ่นใหม่นี้กลายเป็นรถไฟที่มีน้ำหนักเบาที่สุดและประหยัดพลังงานมากที่สุดของบริษัทและของจีน ขณะเดียวกัน รถไฟคันนี้ยังมีจุดเด่นอยู่ที่เทคโนโลยีแห่งอนาคต ด้วยการออกแบบ "อัจฉริยะ" อาทิ "หน้าต่างมหัศจรรย์" และ กระจกที่เป็นระบบจอสัมผัส เหมาะสำหรับผู้โดยสารและนักเดินทางในยุคดิจิทัล

Sun Yongcai ประธาน CRRC กล่าวว่า "อุปกรณ์ขนส่งทางรางนับเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ การนำวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์มาใช้ทำให้รถไฟมีน้ำหนักเบากว่าเดิม และช่วยประหยัดพลังงานได้มากยิ่งขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น ปัจจุบันยังมีการนำบริการอัจฉริยะต่าง ๆ มาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการบำรุงรักษา การดำเนินการ และประสบการณ์ของผู้โดยสาร CRRC จะเดินหน้าลงทุนในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ และนำวัสุดคาร์บอนไฟเบอร์มาใช้กับรถไฟแม็กเลฟที่มีความเร็วสูงสุด 600 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตลอดรถรางไฟฟ้า (EMU) ความเร็วสูง และรถไฟใต้ดิน"

CETROVO มุ่งมั่นที่จะมอบ "บริการอัจฉริยะ" ที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย รวมทั้งคุณสมบัติทางเทคนิคขั้นสูงมากมาก อาทิ หน้าต่างรถที่สามารถเปลี่ยนเป็นหน้าจอสัมผัส ผู้โดยสารสามารถรับชมข่าวสาร ท่องเว็บไซต์ ซื้อตั๋วโดยสาร ชมวิดีโอและรายการสดผ่าน "หน่าต่างอัจฉริยะ" ของ CETROVO รถไฟใต้ดินรุ่นใหม่ยังติดตั้งกระจกที่เป็นหน้าจอสัมผัสและเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ ที่นั่งทำความสะอาดด้วยตัวเอง เทคโนโลยีลดเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือนขั้นสูง ระบบช่วยฟังแบบบูรณาการ ตลอดจนระบบแสงสว่างและปรับอากาศที่ "ตอบสนอง" ต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เพื่อให้การเดินทางมีความสนุกสนานเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้น

Ding Sansan รองหัวหน้าวิศวกรของ CRRC Sifang กล่าวถึงรถไฟรุ่นใหม่ว่า "การผลิตที่มีน้ำหนักเบาเป็นแนวคิดในการสร้างรถไฟใต้ดินเพื่อให้ประหยัดพลังงานได้ดีขึ้น โดยใช้คาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งเป็นวัสดุที่ทันสมัยที่สุดในขณะนี้ และ CETROVO นำเอาเทคโนโลยีนี้มาใช้ได้อย่างงดงาม โดยตู้โดยสาร โครงโบกี้ ห้องคนขับ ทั้งหมดล้วนทำจากวัสดุผสมคาร์บอนไฟเบอร์ ทำให้ได้รถไฟที่มีน้ำหนักเบากว่าเดิม และมีพื้นที่สำหรับฟีเจอร์ใหม่ ๆ มากขึ้น"

คุณสมบัติของรถไฟที่เพิ่มเข้ามาใหม่ประกอบไปด้วย :

  • ระบบขับเคลื่อนประหยัดพลังงานแบบใหม่ ทำให้ประหยัดพลังงานมากกว่ารถไฟใต้ดินแบบเดิมถึง 15%
  • มีเซ็นเซอร์กว่า 1,100 จุด เพื่อตรวจสอบรถไฟได้แบบเรียลไทม์ จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา
  • เทคโนโลยีขับตรง (direct drive) ด้วยมอเตอร์ซิงโครนัสชนิดแม่เหล็กถาวร
  • คอนเวอร์เตอร์ซิลิคอนคาร์ไบด์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขับเคลื่อน
  • ระบบเรเดียลแบบแอคทีฟบนโบกี้ที่สามารถควบคุมชุดล้อเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยวโดยใช้องศาแคบ
  • แบตเตอรี่ภายในที่สามารถให้แรงขับได้ถึง 15 กม.
  • ส่วนประกอบยืดหยุ่นได้ 2+N ที่เหมาะสำหรับตู้โดยสารมากถึง 12 ตู้
  • ลดการสึกหรอของล้อลงได้อย่างมาก

เชิญพบกับ CRRC ที่งาน InnoTrans กรุงเบอร์ลินได้ที่ Hall 2.2 / 310 และรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.crrcgc.cc/

เกี่ยวกับ CRRC

ด้วยเป้าหมายที่จะ "สร้างบริษัทที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล" ส่งผลให้ปัจจุบัน CRRC ได้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในบริษัทอุปกรณ์การขนส่งทางรางที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมียอดขายในปี 2560 อยู่ที่ 3.1538 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ CRRC มีบริษัทสาขา 83 แห่ง ใน 26 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก มีศูนย์วิจัยและพัฒนาในต่างประเทศ 13 แห่ง รวมทั้งมีฐานการผลิตท้องถิ่นในสหรัฐ อินเดีย มาเลเซีย แอฟริกาใต้ และประเทศอื่น ๆ โดยผลิตภัณฑ์ของบริษัทมีการใช้งานอยู่ใน 104 ประเทศและภูมิภาค ครอบคลุม 6 ทวีป

ชบาฯ ส่งเสริมสุขภาพงานวิ่งมาราธอน

บริษัท ชบาบางกอก จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายน้ำผลไม้พร้อมดื่มตราชบา (CHABAA) เปิดใจให้ลิ้นลองความหลากหลายของน้ำผลไม้ 100% นำทีมเข้าร่วมงานวิ่งมาราธอน “Amarin Run For Wildlife” คืนเมฆให้ท้องฟ้า คืนผืนป่าให้สัตว์ แจกน้ำมะพร้าวแท้ 100% ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 5,000 คน เพื่อส่งเสริมสุขภาพและรณรงค์ให้คนไทยหันมาออกกำลังกาย ซึ่งจัดโดยบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด ณ พุทธมณฑล สาย 4 นครปฐม

CPI รับมอบเกียรติบัตรสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่น เป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน

บริษัทชุมพรอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มลีลา โดย นายสมชาย จันทรมณี ผู้อำนวยการโรงงาน เป็นตัวแทนเข้ารับมอบเกียรติบัตรสถานประกอบกิจการต้นแบบดีเด่น ด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ประจำปี 2561 ระดับประเทศ ปีที่ 7 ติดต่อกัน (ระดับเพชร) โดยมี นายทศพล กฤตวงศ์วิมาน รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้เกียรติมอบรางวัล ณ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (ตลิ่งชัน) เมื่อเร็วๆนี้

ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ตอกย้ำผู้นำธุรกิจ
นำสุดยอดโซลูชั่นและนวัตกรรมรองรับการเติบโตธุรกิจยุคดิจิทัล

  • ดีเอชแอล ซัพพลายเชน สานต่อการเติบโตทางธุรกิจในอัตราเลข 2 หลัก เมื่อปีที่ผ่านมา ด้วยการขยายบริการเพื่อรองรับการพลิกผันของธุรกิจในยุคดิจิทัล และความคาดหวังของผู้บริโภคในเมืองไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
  • ดีเอชแอลเล็งเห็นโอกาสการเติบโตในประเทศไทยและวางแผนลงทุนเพิ่มทั้งในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงคลังสินค้าและสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน

ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ผู้ให้บริการลอจิสติกส์ชั้นนำระดับโลก เตรียมสานต่อการเติบโตทางธุรกิจซึ่งเติบโตด้วยตัวเลข 2 หลัก ในปี 2017 เดินหน้าขยายธุรกิจในเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปรับเปลี่ยนทิศทางการดำเนินงานเพื่อรองรับการพลิกผันของธุรกิจในยุคดิจิทัล และความคาดหวังของผู้บริโภคในเมืองไทยที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยในปีที่ผ่านมา ดีเอชแอลได้ประกาศการลงทุนถึง 2.7 พันล้านบาทภายในปี ค.ศ. 2020 เพื่อการดำเนินงานแบบครบวงจร (end-to-end operations) ในกลุ่มตลาดประเทศไทย (ไทย เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมาร์) เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของการเติบโตทางธุรกิจในภูมิภาค เนื่องจากดีเอชแอลเล็งเห็นถึงโอกาสการเติบโตอีกมากมายในประเทศไทย

ดีเอชแอลพัฒนาการดำเนินงานและบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ที่กำลังพลิกผันอย่างรวดเร็ว และเพื่อให้ลูกค้าของบริษัทยังคงความได้เปรียบทางการแข่งขันในโลกธุรกิจ ผ่านการใช้โซลูชั่นและกระบวนการทำงานที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ทั้งในส่วนการดำเนินงานคลังสินค้าและการขนส่ง โดยมีการใช้นวัตกรรม ดังนี้

  • Ring Scanner เครื่องสแกนระบบบลูทูธแบบสวมนิ้ว ช่วยให้สแกนบาร์โค้ดได้อย่างรวดเร็วโดยที่พนักงานยังมีมือว่างสำหรับทำงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ในเวลาเดียวกัน
  • Vision Picking เทคโนโลยีแว่นอัจฉริยะคุณภาพสูง แสดงข้อมูลที่ชัดเจนในการสร้างภาพเสมือนจริง (Augmented reality) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในคลังสินค้า
  • Collaborative Robots โรบอทที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างปลอดภัย เพื่อรองรับงานที่ซับซ้อนและต้องทำซ้ำๆ กันตลอดเวลา
  • DHL Transport Management Center ศูนย์บริหารการขนส่งดีเอชแอลที่เชื่อมต่อกับระบบเทเลมาติกส์ที่ติดตั้งบนรถขนส่ง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารกลุ่มยานยนต์ขนส่ง การตรวจสอบสถานะ และการพัฒนาทักษะของพนักงานขับรถ รวมถึงเพิ่มการตรวจสอบสถานะและความปลอดภัยของตัวสินค้า
  • DHL Connected View ระบบการทำงานผ่านเว็บไซต์ที่ให้ข้อมูลการขนส่งแบบเรียลไทม์และสามารถเรียกดูได้ทุกที่ทุกเวลา
  • EPOD (Electric Proof of Delivery) การยืนยันการส่งมอบสินค้าแบบอิเล็กทรอนิกส์เพื่อช่วยให้ลูกค้าประหยัดเวลาและลดการใช้กระดาษ

ดีเอชแอลยังทำงานร่วมกับลูกค้าอย่างใกล้ชิดเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงานในซัพพลายเชนอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการวางกลยุทธ์และแผนการลงทุนที่เหมาะสมในด้านเทคโนโลยี เพื่อการปรับเปลี่ยนการทำงานซัพพลายเชนไปสู่ระบบดิจิทัล

ปัจจุบัน ดีเอชแอลได้นำเสนอ Resilience360 ซึ่งเป็นระบบแพลตฟอร์มการบริหารความเสี่ยงในซัพพลายเชนที่ทำงานบนคลาวด์ ช่วยให้ลูกค้าสามารถประเมินจุดที่จะเกิดความเสี่ยงเพื่อวางแผนการรับมือได้ล่วงหน้า ในขณะเดียวกันได้นำเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง (IoT) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและแพร่หลายในทุกแห่งแม้แต่ในระดับบ้านพักอาศัย โดยดีเอชแอลได้นำมาใช้ในสถานที่ปฏิบัติงานเพื่อแสดง “แผนที่ความร้อน (Heat maps)” ซึ่งจะแสดงกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดในคลังสินค้า สำหรับใช้ในการพัฒนาการใช้งานทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงเพิ่มความปลอดภัยในการทำงาน

มีการบริการและรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองเทรนและความต้องการใหม่ ๆ ของผู้บริโภค อาทิ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซและการดำเนินงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้พลังงานทดแทน การชำระเงินผ่านระบบออนไลน์ บริการแบบหลายช่องทาง (Omni-Channel) ระบบเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing economy) และอื่น ๆ อีกมากมาย และเพื่อตอบสนองต่อเทรนดังกล่าว ดีเอชแอลได้ผสมผสานนำระบบ และโซลูชั่นการให้บริการที่ดีทีสุด รวมถึงพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญผสานการทำงานร่วมกันเพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของลูกค้า ไปพร้อมกับการรักษามาตรฐานระดับสูงของดีเอชแอล ทั้งในด้านความเชื่อมั่นของการให้บริการและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานการวิจัยของดีเอชแอลเมื่อเร็ว ๆ นี้[1] เรื่องการปรับเปลี่ยนสู่ระบบดิจิทัลในซัพพลายเชน พบว่าบริษัทส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอน “การพัฒนา” เพื่อเริ่มใช้เทคโนโลยีการปรับเปลี่ยนการทำงานซัพพลายเชนไปสู่ระบบดิจิทัล และมีบริษัท 60% วางใจให้ผู้บริการด้านลอจิสติกส์ (3PL) ลงทุนด้านเทคโนโลยีมากกว่าการลงทุนเองภายในองค์กร

มร.เควิน เบอร์เรล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีเอชแอล ซัพพลายเชน กลุ่มธุรกิจประเทศไทย กล่าวว่า     

“ดีเอชแอล เป็นผู้นำในนวัตกรรมการบริหารจัดการคลังสินค้าและการขนส่ง และตอกย้ำความพร้อมเพื่อนำเสนอบริการที่ดีที่สุดแก่ลูกค้า ผ่านการลงทุนด้านเทคโนโลยีและโซลูชั่นอย่างต่อเนื่อง  ด้วยการใช้นวัตกรรมในทุก ๆ ขั้นตอนตลอดทั้งซัพพลายเชน ซึ่งครอบคลุมถึงกระบวนการทำงาน ทีมงาน คลังสินค้า และอุปกรณ์ติดตั้งในรถขนส่งและระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้เรามั่นใจว่า จะสามารถรักษาชื่อเสียงในฐานะผู้นำที่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ด้านลอจิสติกส์โซลูชั่น นอกจากนี้ดีเอชแอล ซัพพลายเชน จะยังคงเสริมสร้างความแข็งแกร่งและสนับสนุนธุรกิจในตลาดต่าง ๆ ที่เราเป็นผู้นำอยู่ ทั้งไทยและเวียดนาม และจะลงทุนเพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่ดีที่สุดแก่ธุรกิจในประเทศอื่น ๆ อาทิ เมียนมาร์และกัมพูชา”

ดีเอชแอล ซัพพลายเชน นำเสนอบริการที่ครอบคลุมกลุ่มลูกค้าในหลากหลายธุรกิจ ซึ่งรวมถึงรถยนต์ ค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภค เทคโนโลยี อุตสาหการ วิทยาศาสตร์ชีวภาพและการดูแลสุขภาพ พลังงาน และเคมีภัณฑ์

ดีเอชแอล ซัพพลายเชนประเทศไทยมีพนักงานกว่า 12,000 คนในสถานที่ปฏิบัติงาน 70 แห่ง โดยมีคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้ารวมพื้นที่กว่า 650,000 ตารางเมตร และรถขนส่งกว่า 4,000 คัน

 

[1] ‘Digitalization and the supply chain: Where are we and what’s next?’

____________________

DHL Supply Chain’s evolving expertise deliver ahead-of-the-curve solutions in the era of digital disruption

  • DHL Supply Chain building on last year’s double-digit growth by expanding its Thailand business built on digital disruption and anticipated changes in consumer expectations
  • The company foresees further growth opportunities in Thailand and plans to invest more deeply in innovation & technology and facility & infrastructure

DHL Supply Chain, the global leader in contract logistics solutions, is building on impressive double-digit growth in 2017 and expanding its Thailand business, with a reorientation focused around digital disruption and anticipated changes in consumer expectations. Last year, DHL announced that it would invest THB2.7 billion  by 2020 into its end-to-end operations in the Thailand Cluster markets (Thailand, Vietnam, Cambodia and Myanmar) in an effort to continue strengthening its growing regional footprint as DHL Supply Chain foresees further growth opportunities in Thailand.

To react to the fast-changing disruptive environment and to keep our customers ahead of the competition, DHL has continually evolved its operations and services by adopting innovation-driven solutions and processes in both warehouse and transport operations. They include innovations such as:

  • Ring Scanner, a lightweight Bluetooth-enabled wearable scanner which allows quick barcode scanning while letting the staff keep both hands free for related tasks.
  • Vision Picking, which brings augmented reality into warehouse operations using smart glasses that enable a portable, high quality viewing experience.
  • Collaborative Robots which work safely alongside people to support on complex and repetitive tasks.
  • DHL Transport Management Center, a transportation management system linked to vehicle telematics that enhance fleet management, monitor and improve drivers’ performance, and improve visibility and security of goods
  • DHL Connected View, a web-enabled system providing near real-time shipment data visibility that is accessible anytime, anywhere.
  • EPOD (Electric Proof of Delivery), which DHL implemented to offer customers an electronic form of POD administration, helping customers to save time and reduce their carbon footprint.

The company collaborates with customers to proactively improve efficiency within the supply chain, develop appropriate strategies and invest in supply chain digitalization technologies.

DHL already offers a cloud-based supply chain risk management platform, Resilience360, that allows customers to assess critical hot spots in their supply chains. Likewise, IoT-based tech, which has proliferated and become ubiquitous even at the home-use level, has been deployed in operational environments to display “heat maps” showing areas of warehouse activity to improve asset utilization and safety.

New services and business models have emerged to correspond to new trends and demands, such as for e-commerce and its associated or required services, as well as green energy, online payments, omni-channel services, the sharing economy and more. In response, DHL has put together the most optimized combination of systems, carrier solutions and resources to meet customer-specific needs while maintaining high levels of service reliability and cost efficiency.

DHL’s recent research report[1] on digitalization in the supply chain found that that most companies are only in the “development” stage of implementing supply chain digitalization technologies, and 60 percent of companies prefer to leverage their third-party logistics service provider’s (3PL) investment in physical technologies versus investing in-house.

Kevin Burrell, CEO, DHL Supply Chain Thailand Cluster, said: “DHL is staying ahead in expertise and innovation, and positioning ourselves to be ready to serve customers by continually investing in technology and solutions for the always-on era. By applying innovation at every step in the end-to-end chain, including our processes, staff, warehouse and vehicle-based devices and IT systems, we can ensure we protect our reputation as the experienced leader in logistics solutions. DHL Supply Chain will continue to consolidate and support markets in which we lead, namely Thailand and Vietnam, and is committed to investing to provide industry-leading solutions in countries such as Myanmar and Cambodia”.

DHL Supply Chain offers a wide range of services for customers across various business sectors including Automotive, Retail, Consumer, Technology, Industrial, Life Science and Healthcare, the Energy sector and the Chemicals industry. In Thailand, DHL employs 12,000 people across 70 locations, with a combined warehousing and distribution space of 650,000 sqm and a fleet of 4,000 vehicles.

 

[1] ‘Digitalization and the supply chain: Where are we and what’s next?’

ชุดโต๊ะเก้าอี้ไลฟ์สไตล์ อีโค เซต

บุญถาวร ไลฟ์สไตล์ เฟอร์นิเจอร์ ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ชั้นนำจากทั่วทุกมุมโลกแนะนำชุดโต๊ะทานอาหารพร้อมเก้าอี้ “เซต ไดนิ้ง บี (Set Dining B)” สไตล์มินิมอล แลดูเรียบง่ายและอบอุ่นเหมาะสำหรับทุกครอบครัว ประกอบด้วยโต๊ะทานอาหาร CHARA ขนาด 4-6 ที่นั่ง ท็อปปิดผิวด้วยวีเนียร์โอ๊ค ขาโต๊ะทำจากไม้โอ๊คแท้ ขนาด 16x90x75 ซม. ราคา14,790บาท/ตัว และเก้าอี้ AIKA หุ้มด้วยผ้าสีฟ้าอ่อน ขนาด 55x53x82 ซม. จำนวน 4 ตัว ในราคา 3,520 บาท/ตัว พิเศษ !! ราคายกเซตเพียง 21,000 บาท จาก 28,870 บาท หรือซื้อแยกชิ้นได้ในราคาปกติ เชิญชวนแต่งบ้านกับโปรโมชั่นพิเศษ “ไลฟ์สไตล์ อีโค เซต 2018” (LIFESTYLE ECO SET 2018) ซื้อเป็นเซตรับส่วนลดสูงสุดถึง 50% ตั้งแต่วันนี้ – 31 ตุลาคมนี้ที่บุญถาวร ไลฟ์สไตล์ เฟอร์นิเจอร์ทุกสาขาทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Contact Center 0-2657-1111 หรือช้อปออนไลน์ที่ www.boonthavorn.com/furniture-lifestyle

Page 1 of 24