October 22, 2026

Industrial News

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

20 ปี สทน. เดินหน้าสร้างเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ขยายศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ตั้งเป้ามูลค่าเศรษฐกิจโต 2,000 ลบ.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เดินหน้าสู่ปีที่ 20 ยกระดับบทบาทจากหน่วยงานด้านการวิจัยและบริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ สู่การพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิศวกรรมด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ลุยขยายศูนย์ฉายรังสีสู่ภูมิภาค เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและภาคเกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้น 2,000 ล้านบาทในปี 2569

 

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของภารกิจด้านนิวเคลียร์ในประเทศไทยย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2504 หลังมีการติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และจัดตั้งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติขึ้น เพื่อดูแลทั้งด้านการวิจัย พัฒนา กฎหมาย และการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ ก่อนจะมีการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญในปี 2549 โดยแยกภารกิจด้านการกำกับดูแลออกจากการใช้ประโยชน์ทางนิวเคลียร์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล จึงมีการจัดตั้ง สทน. เป็นองค์การมหาชน เพื่อรับผิดชอบด้านการใช้ประโยชน์และโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์

ปี 2569 นี้จึงถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของ สทน. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถาบันได้ขยายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม จากเดิมที่ภาพจำของประชาชนมักเชื่อมโยงเทคโนโลยีนิวเคลียร์กับโรงไฟฟ้าหรืออาวุธนิวเคลียร์ ทั้งที่ในความเป็นจริงเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและภาคเศรษฐกิจในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการแพทย์ที่มีการใช้สารเภสัชรังสีเพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค เช่น การรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยไอโอดีน-131 รวมถึงการตรวจติดตามลักษณะและการแพร่กระจายของมะเร็ง

ขณะที่ภาคการเกษตรและอาหารมีการนำเทคโนโลยีการฉายรังสีมาใช้เพื่อควบคุมเชื้อโรคและเพิ่มความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เช่น อาหาร สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ส่งออกต่าง ๆ นอกจากนี้ยังนำไปใช้ด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช การตรวจวิเคราะห์ในภาคอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการตรวจสอบและอนุรักษ์โบราณวัตถุ

อย่างไรก็ตาม ในภาคอุตสาหกรรม สทน. ให้บริการทั้งการทดสอบและวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ รวมถึงการลงพื้นที่ให้บริการ ด้วยเป้าหมายที่จะเปิดบริการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ให้แก่ภาคเอกชนมากขึ้น อาทิ การตรวจน้ำผึ้งเพื่อหาการปลอมปน และการตรวจน้ำมะพร้าวหรือน้ำผลไม้ก่อนส่งออก เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลทางห้องปฏิบัติการรองรับมาตรฐานของตลาดต่างประเทศ โดย สทน. พยายามทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้การตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์มีความคล่องตัวมากขึ้น

นอกจากงานบริการแล้ว สทน. ยังให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา โดยรับโจทย์จากภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐมาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ประเทศ เช่น การใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์วิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่น PM2.5 เพื่อช่วยระบุแหล่งกำเนิดของฝุ่น และสนับสนุนข้อมูลสำหรับการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า หนึ่งในทิศทางสำคัญของ สทน. คือการยกระดับขีดความสามารถด้านวิศวกรรม เพื่อให้สามารถออกแบบ พัฒนา และบำรุงรักษาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วยตนเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศ และลดการนำเข้าเทคโนโลยีในระยะยาว โดย สทน. ใช้แนวทางพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการเรียนรู้และทำ Reverse Engineering เพื่อให้สามารถสร้างหรือทดแทนเทคโนโลยีบางส่วนได้เมื่อมีความพร้อม

 

ปัจจุบัน สทน. อยู่ระหว่างพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ระบบแขนกลในการจัดการสารรังสีและบรรจุลงในแพ็กเกจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่บุคลากรต้องสัมผัสรังสีโดยตรง รวมถึงเพิ่มความแม่นยำในการปฏิบัติงาน โดยในอนาคตเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองอาจต่อยอดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์หรือการถ่ายทอดให้ภาคเอกชนได้

ยิ่งไปกว่านั้น สทน. ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนพัฒนาเครื่องเร่งอนุภาคต้นแบบ เพื่อเพิ่มขนาดกำลังการใช้งานจากระดับต้นแบบไปสู่ระดับที่สามารถรองรับภาคอุตสาหกรรมได้ โดยหนึ่งในแผนสำคัญคือการนำเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคที่พัฒนาขึ้นเองไปใช้ในโครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ซึ่งขณะนี้ สทน. มีศูนย์ฉายรังสีอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีเพียงแห่งเดียว ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ห่างไกลต้องขนส่งสินค้าเข้ามาใช้บริการ ซึ่งแผนงานในระยะต่อไปคือการผลักดันศูนย์ฉายรังสีในภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น ปัจจุบันแผนดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อรัฐบาล

“ความท้าทายสำคัญของการขยายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีเพียงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่คือ ‘ความกลัว’ ของประชาชน เนื่องจากภาพจำเกี่ยวกับนิวเคลียร์มักเชื่อมโยงกับอาวุธหรืออุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้า สทน. จึงต้องสร้างความเข้าใจผ่านการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงและให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการได้เห็นประโยชน์ด้วยตนเอง หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการอาหารพื้นถิ่นฉายรังสี ซึ่ง สทน. ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 โดยร่วมกับสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการในพื้นที่ ถ่ายทอดความรู้และนำผลิตภัณฑ์มาทดลองใช้เทคโนโลยีฉายรังสี จนผู้ประกอบการเกิดความมั่นใจและสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและยกระดับสินค้า ซึ่งถือเป็นการเพิ่มโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจด้วย” รศ.ดร.ธวัชชัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจากการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าแบบ Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกและในภูมิภาคอาเซียนกำลังเร่งพัฒนา โดยประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางดังกล่าว ดังนั้นการสร้างความรู้ความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อระบบกำกับดูแลความปลอดภัยจึงเป็นโจทย์สำคัญในอนาคต

สำหรับทิศทางใน 5–10 ปีข้างหน้า รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า สทน. ต้องการยกระดับจากการทำงานเบื้องหลัง ไปสู่การสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นตลอด Value Chain ไม่ใช่ดำเนินการเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยีนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันด้านอาหาร ด้านนวัตกรรม และกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น เพื่อผลักดันทั้งเทคโนโลยี การพัฒนาธุรกิจ และการขยายตลาด เพื่อให้สามารถขยายผลไปยังผู้ประกอบการจำนวนมากและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงขึ้น ขณะเดียวกัน งานวิศวกรรมจะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างธุรกิจใหม่ หาก สทน. สามารถพัฒนาเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์บางประเภทได้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ จะมีโอกาสถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนผลิตต่อ หรือพัฒนาไปสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งอาจสร้างมูลค่าสูงประเทศได้

ทั้งนี้ ในปี 2568  สทน. สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้ถึง 2.6 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ล้านบาทในปี 2569 หรือแตะระดับประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าการขยายงานบริการ การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ และการสร้างการรับรู้ต่อบทบาทของ สทน. จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ใช้บริการและขยายผลทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน สทน. จะมุ่งพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ปัจจุบันประเทศไทยถือว่ามีผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในระดับหนึ่ง ทั้งจาก สทน. สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ แต่ในอนาคตหากมีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือ SMR ก็จำเป็นต้องเตรียมกำลังคนเพิ่มเติมอีกมาก

“การพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการนำเข้า แต่ต้องค่อย ๆ สร้างขีดความสามารถของไทยให้สามารถพัฒนาและต่อยอดได้ด้วยตนเอง ซึ่งเทคโนโลยีคือสิ่งประเทศไทยต้องมีเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 20 ปี สทน. ยังยืนยันเป้าหมายในการทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้กับประเทศ ทั้งการให้บริการแก่โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และภาคเกษตร พร้อมเดินหน้าขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น โดยเชื่อว่าความสำเร็จตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทั้งในอดีตและปัจจุบัน และจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการยกระดับ สทน. ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวทิ้งท้าย

 

Tags:

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

PROUD คว้ารางวัลสูงสุดจาก Asia Pacific Property Awards 2026

ตอกย้ำผู้นำ Branded Residence ระดับลักชัวรี ตัวแทนไทยหนึ่งเดียวชิงชัยเวทีโลกปลายปีนี้

PROUD ประกาศความสำเร็จบนเวทีระดับนานาชาติ ส่งผลงานการพัฒนาโครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort กวาดรางวัลสูงสุดจากเวที Asia Pacific Property Awards 2026 สาขา Best Branded Residence Thailand และ Best Branded Residence Asia Pacific  ระดับ “5-Star Best” ภายในงานประกาศรางวัล “The Asia Pacific Property Awards & The Asia Pacific Hotel Awards 2026” ตอกย้ำเบอร์ 1 Branded Residence ไทย การันตีคุณภาพโครงการที่ผสานมาตรฐานโรงแรมลักชัวรีระดับเวิลด์คลาส พร้อมได้รับเลือกเป็นตัวแทน 1 ใน 3 ของเอเชียแปซิฟิก และเป็นโครงการจากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียว สาขา Branded Residence เตรียมเข้าชิงรางวัลระดับโลก ณ กรุงลอนดอน ปลายปีนี้ ถือเป็นที่สุดแห่งความภูมิใจของผู้ที่ได้ครอบครอง

 

นายภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD เปิดเผยว่า PROUD พร้อมส่งต่อคุณภาพและความภาคภูมิใจสู่ผู้ที่ได้ครอบครอง หลังประกาศความสำเร็จอีกขั้นบนเวทีอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ คว้ารางวัลในงานประกาศรางวัล The Asia Pacific Property Awards 2026 จากโครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort ภายในงาน “The Asia Pacific Property Awards & The Asia Pacific Hotel Awards 2026” โดยสามารถกวาดรางวัลสำคัญระดับประเทศ สาขา Best Branded Residence Thailand และรางวัลระดับภูมิภาค สาขา Best Branded Residence Asia Pacific  ซึ่งเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาคและเป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก จัดขึ้น ณ Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park เมื่อวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2026

นอกจากนี้ โครงการยังได้รับรางวัลระดับ “5-Star Best ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของแต่ละสาขาในภูมิภาค Asia Pacific ส่งผลให้ได้รับเกียรติสูงสุดในการเป็น 1 ใน 3 โครงการตัวแทนจากเอเชียแปซิฟิก และเป็น Branded Residence จากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลรอบสุดท้ายบนเวทีระดับโลก International Property Awards ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงปลายปีนี้

ความสำเร็จในครั้งนี้แสดงถึงศักยภาพของ PROUD บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยที่สามารถก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนแถวหน้าของโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ อีกทั้งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ระดับสากลพร้อมแนวคิดเพื่อชีวิตดีที่ยั่งยืน (ALL IS WELL) ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความโดดเด่นของโครงการในฐานะ World-Class Branded Residences ที่หลอมรวมความแข็งแกร่งของแบรนด์โรงแรมลักชัวรีระดับโลกอย่าง InterContinental เข้ากับประสบการณ์การอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบถ่ายทอดสู่การใช้ชีวิตจริง ซึ่งถือเป็นโครงการแห่งเดียวในโลกที่อยู่อาศัยสามารถเชื่อมต่อการใช้ชีวิตกับโรงแรมผ่าน บริการ สิ่งอำนวยความสะดวก และพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับ InterContinental Phuket Resort อย่างไร้รอยต่อ พร้อมสิทธิประโยชน์เหนือระดับจาก IHG One Rewards Diamond Elite และ PROUD Privileges ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับ High-net-worth ได้อย่างแท้จริง

โครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูงสุดบริเวณ หาดกมลา จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็น แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก (Global Destination) โดดเด่นด้วยงานออกแบบภายใต้แนวคิด “Live Beyond Boundaries in Paradise” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ไตรภูมิกถา” ผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นภูเก็ตแบบ Sino-European และ Peranakan เข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว อีกทั้ง ความเป็น Private Luxury Living ผ่านการพัฒนาแบบ Low-density Residence จำนวนเพียง 111 ยูนิต ในอาคาร Low-rise 2 อาคาร เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุด พร้อมนวัตกรรมเพื่อการพักผ่อน และความยั่งยืน  ภายใต้มาตรฐาน Fitwel ที่มุ่งเน้นสุขภาวะที่ดีและชีวิตที่ยืนยาวของผู้อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในระหว่างการรับรองเพิ่มเติมในไตรมาส 3 ปีนี้

ด้วยมาตรฐานการบริการระดับโลกของ InterContinental ผสานแนวคิดการอยู่อาศัยที่มอบทั้งความเป็นส่วนตัว ความสงบ และประสบการณ์พักผ่อนเหนือระดับ ทำให้ The Residences at InterContinental Phuket Resort ไม่ได้เป็นเพียงคอนโดมิเนียมลักชัวรี แต่เป็น Branded Residence ระดับโลกที่สะท้อนคุณค่าของการใช้ชีวิตอย่างมีระดับ เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อน เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศส่วนตัว หรือเก็บสะสมเป็นทรัพย์สินคุณภาพระยะยาว ที่ควรค่าแก่การครอบครองสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถนัดหมายเพื่อเข้าชมโครงการได้ที่สำนักงานขาย ณ InterContinental Phuket Resort และติดต่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร 02-035-0999 หรือเว็บไซต์ The Residences at InterContinental Phuket Resort

Tags:

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

CP LAND กางโรดแมป 3 ปี ปั้นแบรนด์โรงแรมใหม่ ‘bedZ’ 

 

บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกาศแผนยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจโรงแรมระยะ 3 ปี (2569-2571) เตรียมเปิดโรงแรมใหม่เพิ่ม 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการ ผสานการทำงานและการพักผ่อน เข้าด้วยกัน ภายใต้เทรนด์ “Bleisure” (Business + Leisure) ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก

คุณกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CP LAND กล่าวว่า “CP LAND วางกลยุทธ์การเติบโตโดยมุ่ง ‘จัดพอร์ตการลงทุนอย่างสมดุล (Balanced Portfolio)’ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯและหัวเมืองศักยภาพ ทั่วประเทศ โดยเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพที่ตอบโจทย์เทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่ ทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน และการพักผ่อนที่ผสานกันอย่างลงตัว ซึ่งแบรนด์ bedZ จะถ่ายทอดนิยามของการพักผ่อน

พร้อมกันนี้  ขอแนะนำผู้บริหารผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการ คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจโรงแรม เพื่อถ่ายทอดทิศทาง และแนวคิดของแบรนด์ bedZ อย่างเป็นทางการ

คุณเยี่ยม กล่าวเสริมถึงแนวคิดการพัฒนาโรงแรม bedZ มาจาก customer insight ที่นักเดินทางอยากได้ประสบการณ์พักผ่อนที่ดีด้วยราคาที่เข้าถึง ภายใต้สโลแกน “Comfy bedZ, Happy Guests” ที่เน้นประสบการณ์ของผู้เข้าพักเป็นหัวใจสำคัญ การนอนหลับที่ดี คือหัวใจของความสุข เน้นความสบายในการพัก (Comfort), เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ (Smart Stay) และการเชื่อมต่อกับวิถีชีวิตของเมือง (Local Experience) เพื่อให้ทุกการเข้าพักเป็นมากกว่าการนอน โดยเราจะมีการทยอยเปิดโรงแรม bedZ ตาม strategic location ที่ตอบโจทย์นักเดินทางทั้งเมืองหลักและเมืองรองในเร็วๆนี้   

bedZ ยังมุ่งสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับเสน่ห์ของย่านโดยรอบ ผ่านการแนะนำสถานที่ท้องถิ่น คาเฟ่ ร้านอาหาร และจุดหมายที่น่าสนใจ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้ใช้ชีวิตเหมือนคนพื้นที่ และค้นพบมิติใหม่ของการเดินทางในทุกครั้งที่เข้าพัก

 

เกี่ยวกับ บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน)

บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2531 ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้แนวคิด "Accessible Communities For Life - คุณภาพเพื่อทุกชีวิต" ประกอบด้วย 7 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจที่พักอาศัย บ้าน คอนโดมิเนียม 2. ธุรกิจอาคารสำนักงาน (ส่วนกลางและภูมิภาค) 3. ธุรกิจโรงแรม 4. ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม 5. ธุรกิจบริหารอาคาร 6. ธุรกิจพลังงาน 7. ศูนย์ประชุมไคซ์ – KICE ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ขอนแก่น  ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.CPLAND.co.th         

 

 

Tags:

Page Visitor

015888192
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
14140
29064
94341
402464
533438
15888192
Your IP: 216.73.217.1
2026-10-22 19:49
© 2024 Biz Focus Magazine All Rights Reserved.