
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
20 ปี สทน. เดินหน้าสร้างเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ขยายศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ตั้งเป้ามูลค่าเศรษฐกิจโต 2,000 ลบ.
สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เดินหน้าสู่ปีที่ 20 ยกระดับบทบาทจากหน่วยงานด้านการวิจัยและบริการเทคโนโลยีนิวเคลียร์ สู่การพัฒนาเทคโนโลยีและงานวิศวกรรมด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ลุยขยายศูนย์ฉายรังสีสู่ภูมิภาค เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการและภาคเกษตรเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น ตั้งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมเพิ่มขึ้น 2,000 ล้านบาทในปี 2569

รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของภารกิจด้านนิวเคลียร์ในประเทศไทยย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2504 หลังมีการติดตั้งเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์และจัดตั้งสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติขึ้น เพื่อดูแลทั้งด้านการวิจัย พัฒนา กฎหมาย และการกำกับดูแลความปลอดภัยด้านนิวเคลียร์ ก่อนจะมีการปรับโครงสร้างครั้งสำคัญในปี 2549 โดยแยกภารกิจด้านการกำกับดูแลออกจากการใช้ประโยชน์ทางนิวเคลียร์ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและธรรมาภิบาล จึงมีการจัดตั้ง สทน. เป็นองค์การมหาชน เพื่อรับผิดชอบด้านการใช้ประโยชน์และโครงสร้างพื้นฐานทางนิวเคลียร์
ปี 2569 นี้จึงถือเป็นวาระครบรอบ 20 ปีของ สทน. ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา สถาบันได้ขยายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปสู่หลากหลายอุตสาหกรรม จากเดิมที่ภาพจำของประชาชนมักเชื่อมโยงเทคโนโลยีนิวเคลียร์กับโรงไฟฟ้าหรืออาวุธนิวเคลียร์ ทั้งที่ในความเป็นจริงเทคโนโลยีดังกล่าวถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและภาคเศรษฐกิจในหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการแพทย์ที่มีการใช้สารเภสัชรังสีเพื่อการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรค เช่น การรักษามะเร็งต่อมไทรอยด์ด้วยไอโอดีน-131 รวมถึงการตรวจติดตามลักษณะและการแพร่กระจายของมะเร็ง
ขณะที่ภาคการเกษตรและอาหารมีการนำเทคโนโลยีการฉายรังสีมาใช้เพื่อควบคุมเชื้อโรคและเพิ่มความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ เช่น อาหาร สมุนไพร และผลิตภัณฑ์ส่งออกต่าง ๆ นอกจากนี้ยังนำไปใช้ด้านการปรับปรุงพันธุ์พืช การตรวจวิเคราะห์ในภาคอุตสาหกรรม สิ่งแวดล้อม ตลอดจนการตรวจสอบและอนุรักษ์โบราณวัตถุ
อย่างไรก็ตาม ในภาคอุตสาหกรรม สทน. ให้บริการทั้งการทดสอบและวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ รวมถึงการลงพื้นที่ให้บริการ ด้วยเป้าหมายที่จะเปิดบริการตรวจวิเคราะห์ผลิตภัณฑ์ให้แก่ภาคเอกชนมากขึ้น อาทิ การตรวจน้ำผึ้งเพื่อหาการปลอมปน และการตรวจน้ำมะพร้าวหรือน้ำผลไม้ก่อนส่งออก เพื่อให้ผู้ประกอบการมีข้อมูลทางห้องปฏิบัติการรองรับมาตรฐานของตลาดต่างประเทศ โดย สทน. พยายามทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อให้การตรวจสอบและรับรองผลิตภัณฑ์มีความคล่องตัวมากขึ้น
นอกจากงานบริการแล้ว สทน. ยังให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา โดยรับโจทย์จากภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐมาพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อตอบโจทย์ประเทศ เช่น การใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์วิเคราะห์องค์ประกอบของฝุ่น PM2.5 เพื่อช่วยระบุแหล่งกำเนิดของฝุ่น และสนับสนุนข้อมูลสำหรับการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เป็นต้น
รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า หนึ่งในทิศทางสำคัญของ สทน. คือการยกระดับขีดความสามารถด้านวิศวกรรม เพื่อให้สามารถออกแบบ พัฒนา และบำรุงรักษาเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วยตนเอง เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศ และลดการนำเข้าเทคโนโลยีในระยะยาว โดย สทน. ใช้แนวทางพัฒนาเทคโนโลยีควบคู่กับการเรียนรู้และทำ Reverse Engineering เพื่อให้สามารถสร้างหรือทดแทนเทคโนโลยีบางส่วนได้เมื่อมีความพร้อม

ปัจจุบัน สทน. อยู่ระหว่างพัฒนาอุปกรณ์ที่ใช้ระบบแขนกลในการจัดการสารรังสีและบรรจุลงในแพ็กเกจ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงที่บุคลากรต้องสัมผัสรังสีโดยตรง รวมถึงเพิ่มความแม่นยำในการปฏิบัติงาน โดยในอนาคตเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเองอาจต่อยอดไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์หรือการถ่ายทอดให้ภาคเอกชนได้
ยิ่งไปกว่านั้น สทน. ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนพัฒนาเครื่องเร่งอนุภาคต้นแบบ เพื่อเพิ่มขนาดกำลังการใช้งานจากระดับต้นแบบไปสู่ระดับที่สามารถรองรับภาคอุตสาหกรรมได้ โดยหนึ่งในแผนสำคัญคือการนำเทคโนโลยีเครื่องเร่งอนุภาคที่พัฒนาขึ้นเองไปใช้ในโครงการศูนย์ฉายรังสีภูมิภาค ซึ่งขณะนี้ สทน. มีศูนย์ฉายรังสีอยู่ที่จังหวัดปทุมธานีเพียงแห่งเดียว ทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ห่างไกลต้องขนส่งสินค้าเข้ามาใช้บริการ ซึ่งแผนงานในระยะต่อไปคือการผลักดันศูนย์ฉายรังสีในภูมิภาคต่าง ๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออก เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงบริการได้สะดวกขึ้น ปัจจุบันแผนดังกล่าวอยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อเสนอต่อรัฐบาล
“ความท้าทายสำคัญของการขยายการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไม่ได้มีเพียงข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี แต่คือ ‘ความกลัว’ ของประชาชน เนื่องจากภาพจำเกี่ยวกับนิวเคลียร์มักเชื่อมโยงกับอาวุธหรืออุบัติเหตุจากโรงไฟฟ้า สทน. จึงต้องสร้างความเข้าใจผ่านการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงและให้ประชาชนหรือผู้ประกอบการได้เห็นประโยชน์ด้วยตนเอง หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการอาหารพื้นถิ่นฉายรังสี ซึ่ง สทน. ดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 โดยร่วมกับสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการในพื้นที่ ถ่ายทอดความรู้และนำผลิตภัณฑ์มาทดลองใช้เทคโนโลยีฉายรังสี จนผู้ประกอบการเกิดความมั่นใจและสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและยกระดับสินค้า ซึ่งถือเป็นการเพิ่มโอกาสการแข่งขันทางธุรกิจด้วย” รศ.ดร.ธวัชชัยกล่าว
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายจากการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าแบบ Small Modular Reactor (SMR) ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกและในภูมิภาคอาเซียนกำลังเร่งพัฒนา โดยประเทศไทยยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางดังกล่าว ดังนั้นการสร้างความรู้ความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อระบบกำกับดูแลความปลอดภัยจึงเป็นโจทย์สำคัญในอนาคต
สำหรับทิศทางใน 5–10 ปีข้างหน้า รศ.ดร.ธวัชชัย กล่าวว่า สทน. ต้องการยกระดับจากการทำงานเบื้องหลัง ไปสู่การสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้างขึ้น โดยเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นตลอด Value Chain ไม่ใช่ดำเนินการเฉพาะในส่วนของเทคโนโลยีนิวเคลียร์เท่านั้น แต่ต้องเชื่อมโยงกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันด้านอาหาร ด้านนวัตกรรม และกระทรวงพาณิชย์ เป็นต้น เพื่อผลักดันทั้งเทคโนโลยี การพัฒนาธุรกิจ และการขยายตลาด เพื่อให้สามารถขยายผลไปยังผู้ประกอบการจำนวนมากและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงขึ้น ขณะเดียวกัน งานวิศวกรรมจะเป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างธุรกิจใหม่ หาก สทน. สามารถพัฒนาเทคโนโลยีหรืออุปกรณ์บางประเภทได้สำเร็จและมีประสิทธิภาพ จะมีโอกาสถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ภาคเอกชนผลิตต่อ หรือพัฒนาไปสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งอาจสร้างมูลค่าสูงประเทศได้
ทั้งนี้ ในปี 2568 สทน. สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสังคมได้ถึง 2.6 หมื่นล้านบาท และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นอีก 2,000 ล้านบาทในปี 2569 หรือแตะระดับประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท โดยมองว่าการขยายงานบริการ การใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ และการสร้างการรับรู้ต่อบทบาทของ สทน. จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ใช้บริการและขยายผลทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน สทน. จะมุ่งพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวของเทคโนโลยีนิวเคลียร์ ปัจจุบันประเทศไทยถือว่ามีผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในระดับหนึ่ง ทั้งจาก สทน. สถาบันการศึกษา และหน่วยงานวิจัยต่าง ๆ แต่ในอนาคตหากมีการพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรือ SMR ก็จำเป็นต้องเตรียมกำลังคนเพิ่มเติมอีกมาก
“การพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ของประเทศไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการนำเข้า แต่ต้องค่อย ๆ สร้างขีดความสามารถของไทยให้สามารถพัฒนาและต่อยอดได้ด้วยตนเอง ซึ่งเทคโนโลยีคือสิ่งประเทศไทยต้องมีเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน ทั้งนี้ ในโอกาสครบรอบ 20 ปี สทน. ยังยืนยันเป้าหมายในการทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ให้กับประเทศ ทั้งการให้บริการแก่โรงพยาบาล ภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการ และภาคเกษตร พร้อมเดินหน้าขยายการเข้าถึงเทคโนโลยีไปสู่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น โดยเชื่อว่าความสำเร็จตลอด 20 ปีที่ผ่านมาเกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทั้งในอดีตและปัจจุบัน และจะเป็นฐานสำคัญสำหรับการยกระดับ สทน. ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า” ผู้อำนวยการ สทน. กล่าวทิ้งท้าย
TCRSS โชว์ผลงานเด่น
คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุดสถานประกอบการดีเด่น

TCRSS รับรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2569 ระดับประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ด้วยการวางระบบดูแลพนักงานอย่างต่อเนื่อง โดยปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การจัดสวัสดิการ การสื่อสารระหว่างบริษัทกับพนักงาน เปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม ตอกย้ำความมุ่งมั่นการให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต สวัสดิการ และแรงงานสัมพันธ์อย่างจริงจัง บวกเสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือขององค์กรให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมเป็นแรงผลักดันให้รักษาและพัฒนามาตรฐานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
คุณมนินทร์ อินพรหม หัวหน้าสายงานบริหารทั่วไป บริษัท เหล็กแผ่นรีดเย็นไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TCRSS กล่าวว่า บริษัทได้รับรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่น ด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2569 ระดับประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 โดยเข้ารับรางวัลเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ในงาน Thailand Labour Management Excellence Award 2026 จัดโดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลด้านแรงงานสัมพันธ์ สวัสดิการและการคุ้มครองแรงงาน
สำหรับขั้นตอนการดำเนินการที่ส่งผลให้บริษัทได้รับดังกล่าว โดยสิ่งสำคัญของบริษัทไม่ใช่การทำงานเพื่อให้ได้รางวัล แต่เป็นการวางระบบดูแลพนักงานอย่างต่อเนื่อง บริษัทให้ความสำคัญทั้งเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงาน การจัดสวัสดิการ การสื่อสารระหว่างบริษัทกับพนักงาน รวมถึง การเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมและเสนอความคิดเห็นผ่านช่องทางต่าง ๆ
ขณะเดียวกัน อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือ การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายบริหาร ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ผู้บังคับบัญชา และตัวแทนพนักงาน หรือ คณะกรรมการสวัสดิการ โดยมีการรับฟังปัญหา นำข้อเสนอไปพิจารณา และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เมื่อมีการสมัครเข้ารับการพิจารณารางวัล บริษัทจึงนำระบบและผลงานที่ปฏิบัติอยู่จริงมาแสดงต่อคณะกรรมการพิจารณารางวัล
“เรามีความมั่นใจว่าเรามีการปฏิบัติในการดูแลพนักงานเป็นปกติอย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งเราได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องก่อนที่จะมีโครงการสมัครเข้ารับการพิจารณารางวัลดังกล่าวเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา เราอยากเสนอต่อภาครัฐให้เห็นว่าเราเป็นตัวอย่างที่ดีในการดูแลพนักงาน เพื่อที่จะให้บริษัทอื่น ๆ ที่มีความตั้งใจเช่นเดียวกันกับเรามีกำลัง และมีแรงผลักดันที่จะทำให้สวัสดิการของพนักงานมีการปรับปรุงได้เป็นอย่างดียิ่ง ๆ ขึ้นเป็นลำดับ” คุณมนินทร์กล่าว

ทั้งนี้ การได้รับจากการรับรางวัลสถานประกอบกิจการดีเด่นด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ประจำปี 2569 ระดับประเทศ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 โดยประโยชน์ที่สำคัญที่สุด คือ เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับพนักงานว่าบริษัทให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิต สวัสดิการ และแรงงานสัมพันธ์อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน สร้างความภาคภูมิใจให้กับพนักงานทุกคน เพราะรางวัลนี้ไม่ได้เกิดจากบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกฝ่าย
พร้อมกันนี้ ในมุมขององค์กร รางวัลดังกล่าวยังช่วยเสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้ทั้งกับพนักงาน คู่ค้า ผู้สมัครงาน หน่วยงานภาครัฐ และผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึง ยังเป็นแรงผลักดันให้บริษัทต้องรักษาและพัฒนามาตรฐานให้ดียิ่งขึ้นต่อไป
คุณมนินทร์กล่าวต่อถึงจุดประสงค์ของการนำบริษัทเข้าสู่รางวัลดังกล่าวว่า เป้าหมายหลักของบริษัทไม่ใช่เพียงแค่การได้รับรางวัล แต่ต้องการใช้มาตรฐานของรางวัลเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในการประเมินและพัฒนาระบบแรงงานสัมพันธ์ รวมถึง สวัสดิการของบริษัท ทำให้บริษัทเห็นว่าสิ่งที่ดำเนินการอยู่มีจุดแข็งด้านใด และมีเรื่องใดที่ควรพัฒนาต่อไป ขณะเดียวกัน เมื่อบริษัทสามารถรักษารางวัลได้ต่อเนื่องถึงปีที่ 20 เป็นสิ่งที่สะท้อนว่าการดูแลพนักงานไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางการบริหารองค์กรของบริษัท
ทั้งนี้ รางวัลดังกล่าวครอบคลุมการดำเนินงานของบริษัททั้งด้านแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการแรงงาน ตั้งแต่ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง การสื่อสารภายในองค์กร การเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วม การรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ตลอดจน การจัดสวัสดิการและการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงาน
โดยบริษัทมองเรื่องเหล่านี้เชื่อมโยงกันทั้งหมด เพราะถ้าพนักงานมีช่องทางสื่อสารที่ดี ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม และรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมกับองค์กร จะช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่ดีและนำไปสู่ประสิทธิภาพในการทำงานในระยะยาว
“พนักงานถือเป็นหัวใจและเป็นกำลังสำคัญของทุกองค์กร หากทุกองค์กรดูแลพนักงานได้อย่างมีความสุข จะทำให้พนักงานมีขวัญ มีกำลังใจ มีพลังที่จะขับเคลื่อนให้แต่ละองค์กรประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้น ถ้าทุกองค์กรให้ความสำคัญในเรื่องแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการต่าง ๆ จะทำให้พนักงานมีความรัก มีแรงในการผลักดันองค์กรเติบโต พร้อมก้าวไปด้วยกัน รวมถึง มีแรงในการสร้างสรรค์ในสิ่งดี ๆ ให้แก่องค์กรอีกด้วย” คุณมนินทร์กล่าว
ปัจจุบันหลายองค์กรได้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Robot (เครื่องจักรอัตโนมัติที่ถูกออกแบบให้ทำงานแทนมนุษย์) เข้ามาประยุต์ใช้ในการทำงาน แต่จริงๆ แล้วเบื้องหลังที่ประสบความสำเร็จของทุกองค์กร ในมุมมองของตนคิดว่ามาจากพนักงาน โดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Robot (เครื่องจักรอัตโนมัติที่ถูกออกแบบให้ทำงานแทนมนุษย์) จะเป็นตัวช่วยที่เข้ามาเสริมให้ประสิทธิภาพในการดำเนินงานดียิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่ตัวหลัก ซึ่งพนักงานยังคงเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนองค์กรอย่างแท้จริง
ขณะที่ ข้อเสนอแนะที่อยากฝากถึงภาครัฐให้เข้ามาส่งเสริม คุณมนินทร์กล่าวว่าอยากให้ภาครัฐยังคงสนับสนุนกิจกรรมลักษณะนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นทั้งการยกย่ององค์กรที่ดำเนินการได้ดี และเป็นแรงกระตุ้นให้สถานประกอบการอื่นเห็นความสำคัญของแรงงานสัมพันธ์และสวัสดิการ
SIS ครึ่งปีแรกกำไรพุ่ง 33.7% แตะ 525 ล้านบาท Q2 ทำนิวไฮ รับกระแสโซลาร์–คลาวด์โต
SIS เผยผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 มีรายได้รวม 15,701 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.82% และกำไรสุทธิ 525.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.71% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ไตรมาส 2 มีกำไรสุทธิสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท รับอานิสงส์ความต้องการเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานสะอาดที่ยอดขายไตรมาส 2 เติบโต 3.8 เท่า พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจคลาวด์ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ และ AI มุ่งสร้างการเติบโตควบคู่ผลตอบแทนผู้ถือหุ้น

คุณสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SIS เปิดเผยผลการดำเนินงานครึ่งแรกปี 2569 โดยมีรายได้รวม 15,701.49 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.82% จาก 14,297.14 ล้านบาทในช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรสุทธิ 525.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.71% จาก 393.07 ล้านบาท สะท้อนการเติบโตของผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก โดยเฉพาะไตรมาส 2 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 267.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน นับเป็นสถิติกำไรสุทธิสูงสุดตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินธุรกิจมา
การเติบโตดังกล่าวสอดคล้องกับความต้องการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากการที่เทคโนโลยีกลายเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตและการทำธุรกิจ ตลอดจนการเกิดขึ้นของเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างโอกาสทางธุรกิจ หากพิจารณาการเติบโตของสินค้าในแต่ละกลุ่ม ธุรกิจพลังงานสะอาดเป็นกลุ่มที่เติบโตโดดเด่นที่สุดในช่วงที่ผ่านมา โดยยอดขายในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 3.8 เท่าเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยสนับสนุนมาจากความคุ้มค่าในการลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์รูฟท็อป ความต้องการลดค่าไฟฟ้า ตลอดจนการรับรู้ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ ทำให้ตลาดขยายตัวอย่างชัดเจน โดยลูกค้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นกลุ่มที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวที่มีพื้นที่หลังคาเพียงพอสำหรับติดตั้งแผงโซลาร์
สำหรับแนวโน้มธุรกิจพลังงานสะอาดในช่วงครึ่งหลังของปี คุณสมชัยเผยว่ายังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่อง เนื่องจากตลาดยังห่างไกลจากจุดอิ่มตัว โดยผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่ได้ติดตั้งระบบโซลาร์ แม้การลงทุนจะช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดสำคัญยังอยู่ที่เงินลงทุนเริ่มต้น โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการติดตั้งระบบแบตเตอรี่เพื่อเก็บพลังงานไว้ใช้ในช่วงกลางคืน ซึ่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและใช้เวลาคืนทุนนานกว่าระบบที่ใช้ไฟฟ้าในช่วงกลางวัน แต่มั่นใจว่าแนวโน้มราคาแบตเตอรี่ที่ลดลงจะมีส่วนช่วยให้การลงทุนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น
นอกจากพลังงานสะอาดแล้ว ธุรกิจคลาวด์ยังเป็นอีกกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จากการที่องค์กรสามารถใช้บริการโครงสร้างพื้นฐานและซอฟต์แวร์ผ่านผู้ให้บริการภายนอก แทนการลงทุนติดตั้งและดูแลเซิร์ฟเวอร์ด้วยตนเอง ช่วยลดภาระด้านเงินลงทุนและการบริหารจัดการ โดยเฉพาะบริษัทที่เพิ่งเริ่มดำเนินธุรกิจหรือองค์กรที่ต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้เทคโนโลยี
ขณะเดียวกัน กลุ่มสินค้าเทคโนโลยีสำหรับองค์กรที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยบริการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญยังเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญของ SIS อาทิ ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การสำรองข้อมูล เซิร์ฟเวอร์และระบบจัดเก็บข้อมูล รวมถึงอุปกรณ์ภาพและเสียงสำหรับการประชุมและจอ LED ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นตามรูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะการประชุมทางไกลและการทำงานแบบผสมผสานระหว่างสำนักงานกับที่พักอาศัย
คุณสมชัย กล่าวว่า สินค้าของบริษัทสามารถแบ่งตามพัฒนาการของตลาดได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสินค้าที่ทำตลาดมานานและเริ่มอิ่มตัว ซึ่งมีโอกาสเติบโตด้านจำนวนจำกัดและแข่งขันด้านราคาได้สูง กลุ่มสินค้าที่ตลาดเริ่มยอมรับและยังเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งมีทั้งขนาดตลาดและโอกาสทางธุรกิจ ขณะที่อีกกลุ่มเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น เช่น แขนกลหุ่นยนต์สำหรับโรงงาน ซึ่งมีโอกาสเข้ามาช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะงานที่มีลักษณะซ้ำ ๆ และสามารถกำหนดขั้นตอนการทำงานได้ชัดเจน
สำหรับทิศทางการดำเนินธุรกิจ บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างกำไรมากกว่าการตั้งเป้าหมายยอดขายเพียงอย่างเดียว โดยแต่ละหน่วยธุรกิจจะกำหนดเป้าหมายของตนเอง ขณะที่บริษัทมุ่งรักษาความสามารถในการทำกำไรและสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระดับที่เหมาะสม โดยรักษาอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE ให้อยู่ในระดับมากกว่า 20% ซึ่งเป็นระดับที่บริษัทมุ่งหวังจะทำให้ได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างผลประกอบการที่ดีเพื่อรองรับการดูแลพนักงานทุกคน

อีกหนึ่งธุรกิจที่บริษัทเตรียมผลักดันคือการนำ AI มาประยุกต์ใช้กับข้อมูลขององค์กร โดยมีแผนพัฒนาธุรกิจด้าน Data AI เพื่อช่วยให้ลูกค้าจัดเตรียมข้อมูลและนำ AI ไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งบริษัทคาดว่าจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้ในช่วงไตรมาส 4 ของปีนี้ บริษัทมองว่า AI จะเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ผลักดันตลาดในปีหน้า โดยเฉพาะ AI Agent หรือระบบ AI ที่สามารถทำงานตามคำสั่งและดำเนินงานบนคอมพิวเตอร์ได้มากกว่าการตอบคำถาม เช่น การจัดทำเอกสาร การสร้างตารางข้อมูล และการช่วยงานต่าง ๆ ภายในองค์กร
คุณสมชัย กล่าวถึงความท้าทายของการดำเนินธุรกิจว่า สำหรับความท้าทายสำคัญของ SIS ยังคงเป็นเรื่องบุคลากร โดยเฉพาะการสรรหาและรักษาพนักงานที่มีความรู้ความสามารถ เนื่องจากธุรกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มสูง เช่น คลาวด์ ระบบรักษาความปลอดภัย และเทคโนโลยีสำหรับองค์กร จำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อให้คำปรึกษา ทดลองระบบ ติดตั้ง และสนับสนุนการใช้งานของลูกค้า ขณะที่การหาบุคลากรที่มีทักษะตรงตามความต้องการทำได้ยากขึ้น และข้อจำกัดด้านภาษายังเป็นอุปสรรคต่อการสรรหาบุคลากรจากต่างประเทศ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่ต้องการติดต่อสื่อสารด้วยภาษาไทย
ส่วนการบริหารต้นทุนและการแข่งขันด้านราคายังคงเป็นปัจจัยที่บริษัทต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเมื่อราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อปริมาณความต้องการซื้อ อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าปัจจัยด้านต้นทุนยังสามารถบริหารจัดการได้ ขณะที่การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับธุรกิจที่มีความซับซ้อนยังเป็นโจทย์สำคัญในระยะยาว
สำหรับแนวโน้มในปี 2569 ต่อเนื่องถึงปี 2570 เราเชื่อว่ายังมีโอกาสเติบโตจากหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะพลังงานสะอาด คลาวด์ ระบบรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ เซิร์ฟเวอร์สำหรับ AI และบริการด้านข้อมูลและ AI ซึ่งยังมีพื้นที่ให้ขยายตัวอีกมาก ขณะที่การเติบโตของ AI Agent จะทำให้การนำเทคโนโลยีมาใช้ในองค์กรเปลี่ยนจากการเป็นเครื่องมือช่วยตอบคำถามไปสู่การช่วยทำงานจริงมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทได้ปรับแนวทางการกระจายสินค้าในกลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ให้สอดคล้องกับต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น โดยจากเดิมที่ใช้ศูนย์กระจายสินค้าหลักในกรุงเทพฯ เป็นหลัก บริษัทได้ขยายคลังสินค้าขนาดเล็กที่เช่าใช้ไปยังหลายจังหวัด รวม 12 แห่ง เพื่อรองรับสินค้าที่มีน้ำหนักมากอย่างแผงโซลาร์ และช่วยลดต้นทุนขนส่งต่อหน่วย โดยการกระจายคลังในลักษณะนี้เป็นการดำเนินงานสำหรับธุรกิจโซลาร์โดยเฉพาะ
ทั้งนี้ ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทเชื่อว่าความต้องการใช้เทคโนโลยีจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากเทคโนโลยีมีบทบาทในการอำนวยความสะดวก ลดต้นทุน และช่วยให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานหรือสร้างโอกาสใหม่ ๆ ที่ไม่สามารถทำได้ในอดีต ประกอบกับการเกิดขึ้นของนวัตกรรมใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงยังไม่เห็นสัญญาณว่าตลาดเทคโนโลยีจะหดตัวลง โดยมองว่าความต้องการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นจะเป็นปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของ SIS ในระยะยาว
สมอ. จับมือ Ceemeagain เปิดตัวโครงการ ‘ฉลาดพลัส’
เปลี่ยนข้อมูลเชิงเทคนิคจากห้องแล็บ ให้เข้าใจง่ายและใช้ได้จริง นำร่อง “พาวเวอร์แบงก์”

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ร่วมกับ Ceemeagain เปิดตัวโครงการ ‘ฉลาดพลัส’ (CHALAD+) ภายใต้แนวคิด ‘SEE THE LAB. UNDERSTAND THE STANDARD. เข้าใจมาตรฐาน เพื่อเลือกได้อย่างมั่นใจ’ เปลี่ยนความรู้ด้านมาตรฐาน กระบวนการตรวจสอบ และการทดสอบในห้องปฏิบัติการ สื่อสารให้ประชาชนเข้าใจง่าย และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการเลือกซื้อและใช้งานผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม และปลอดภัย นำร่อง Power Bank
นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กล่าวว่า ปัจจุบันผู้บริโภคซื้อสินค้าได้จากหลายช่องทาง โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยที่ผ่านมา สมอ. ได้ดำเนินการตรวจสอบการขายสินค้ากลุ่มเสี่ยงที่ไม่ได้มาตรฐานบนแพลตฟอร์มออนไลน์มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในสินค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นอันตรายกับผู้บริโภคหากเป็นสินค้าไม่ได้มาตรฐาน คือ พาวเวอร์แบงก์ สมอ. จึงเห็นความสำคัญในการสื่อสารให้ประชาชนทราบถึงวิธีการเลือกซื้อ และการใช้งานพาวเวอร์แบงก์ที่ปลอดภัย จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘ฉลาดพลัส’ ที่มุ่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ ในการเลือกใช้เฉพาะสินค้าที่ปลอดภัย โดยเลือกพาวเวอร์แบงก์เป็นสินค้านำร่อง
“หัวใจสำคัญ คือ การทำให้ผู้บริโภคมีความรู้ เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวเองจากสินค้าไม่ได้มาตรฐาน ถ้าผู้บริโภคไม่ซื้อของไม่ได้มาตรฐาน สินค้าอันตรายก็จะอยู่ไม่ได้ นับจากนี้ สมอ. จะปฏิวัติการสื่อสารรูปแบบเดิม โดยนำข้อมูลวิชาการจากห้องแล็บ มาสื่อสารกับประชาชนในรูปแบบที่เข้าใจง่าย พร้อมกับเร่งประกาศให้มาตรฐานพาวเวอร์แบงก์ ที่มีการปรับแก้ไขมาตรฐานให้มีความปลอดภัยมากขึ้น เป็นสินค้าควบคุมภายในกลางปี 2570 เพื่อสร้างตลาดที่เป็นธรรม แข่งขันกันด้วยคุณภาพ และความปลอดภัยอย่างแท้จริง ซึ่งต้องอาศัยหน่วยงานเครือข่ายมาช่วยกันขับเคลื่อนโครงการ ทั้งสภาองค์กรของผู้บริโภค และสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์”
‘ฉลาดพลัส’ ไม่ได้ทำหน้าที่แทน มอก. เพราะ มอก. คือ มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม แต่ฉลาดพลัสจะเป็น ผู้สื่อสารที่นำขั้นตอนการทดสอบอันเข้มงวดในห้องแล็บกว่า 28 สถานี มาแปลงเป็น Checklist สั้นๆ ด้วยภาษาที่ผู้บริโภคอ่านแล้วเข้าใจ ทำให้เลือกซื้อได้อย่างมั่นใจว่ามีความปลอดภัยจริง สำหรับซีซั่นแรกฉลาดพลัสจะพาผู้บริโภคทำความเข้าใจพาวเวอร์แบงก์ ผ่านมุมมองด้านมาตรฐานและการทดสอบ ทั้งความจุ การชาร์จ ความร้อน แบตเตอรี่บวม และระบบป้องกันความผิดปกติ โดยจะร่วมกับสถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ที่เปิดห้องแล็บให้ถ่ายทำการทดสอบตามมาตรฐาน และเผยแพร่ผลการทดสอบเฉพาะส่วนที่เปิดเผยได้ โดยคำนึงถึงความถูกต้อง แหล่งที่มา และขอบเขตของหลักฐาน ผลจากโครงการนำร่องจะนำไปพัฒนารูปแบบการดำเนินงานในผลิตภัณฑ์อื่นๆ ต่อไป รวมทั้งเปิดโอกาสให้หน่วยงาน ผู้เชี่ยวชาญ และตัวแทนผู้บริโภคเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ทั้งนี้ สามารถติดตาม ‘ฉลาดพลัส’ ซีซั่นแรก และองค์ความรู้จากโครงการผ่านช่องทาง Facebook และ YouTube : Ceemeagain เลขาธิการ สมอ. กล่าว
“BCC” ตอกย้ำผู้นำสายไฟฟ้าใต้ดิน ลุยโปรเจกต์แนวรถไฟฟ้า-หัวเมืองใหญ่
คว้างานสะสมหลากเส้นทางทะลุ 720 กม. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน รองรับ Smart City
“บางกอกเคเบิ้ล” หรือ BCC ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดสายไฟฟ้าใต้ดินของไทย คว้างานเมกะโปรเจกต์ MEA และ PEA ลุยติดตั้ง “ระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน” ตามแนวรถไฟฟ้าและหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาค ความยาวสายไฟสะสม 720 กม. ชูความพร้อมด้านเทคโนโลยีการผลิตสายไฟฟ้าคุณภาพสูง การันตีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และสถาบันทดสอบทางไฟฟ้าระดับโลก มุ่งผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของไทยให้มีเสถียรภาพ รองรับการขยายตัวของ Smart City และเทคโนโลยีอัจฉริยะ พลิกโฉมทัศนียภาพเมือง ยกระดับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของคนไทย

นายพงศภัค นครศรี ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) ผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทได้มีบทบาทในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย ด้วยการขยายระบบสายไฟฟ้าลงใต้ดินเพื่อยกระดับความมั่นคงทางพลังงานและสร้างทัศนียภาพที่ดีให้กับเมือง โดยล่าสุด BCC ได้รับงานโครงการติดตั้งระบบสายไฟฟ้าและสายเคเบิลใต้ดิน (Underground Cable) ภายใต้โครงการของการไฟฟ้านครหลวง (MEA) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ทั้งตามแนวรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล สายต่างๆ ทั้งสายสีม่วง สายสีส้ม สายสีเขียว สายสีเหลือง สายสีชมพู และถนนสายสำคัญในหัวเมืองใหญ่ตามภูมิภาค อย่างจังหวัดเชียงราย สุรินทร์ ภูเก็ต และตรัง ซึ่งทยอยส่งมอบเพิ่มในปีนี้ 150 กิโลเมตร รวมเป็นความยาวสายไฟฟ้าสะสม (2023-2026) แล้วกว่า 720 กิโลเมตร ตอกย้ำศักยภาพของ BCC ในฐานะผู้นำตลาดสายเคเบิลและสายไฟฟ้าใต้ดินของประเทศไทย
“ด้วยความเชี่ยวชาญในการผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิลยาวนานกว่า 60 ปี และประสบการณ์ในการบริหารจัดการเมกะโปรเจกต์โครงสร้างพื้นฐานมาแล้วกว่า 33 โครงการ ทำให้ BCC ได้รับความไว้วางใจอย่างต่อเนื่อง เรามีเทคโนโลยีการผลิตที่ตอบโจทย์ ทั้งด้านความปลอดภัย ความทนทาน และประสิทธิภาพสูงสุด โดยออกแบบและผลิตสายไฟฟ้าแบบ Customized ให้ตรงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละโครงการ ภายใต้กระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรที่ทันสมัย เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง และผ่านการทดสอบด้านความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ควบคู่กับการส่งมอบงานตรงเวลา และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ” นายพงศภัค กล่าว

ทั้งนี้ BCC ได้ดำเนินการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน ครอบคลุมตั้งแต่สายไฟฟ้าแรงดันต่ำ (Low Voltage Cable) สายไฟฟ้าแรงดันปานกลาง (Medium Voltage Cable) ไปจนถึงสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ (Extra High Voltage Cable) 230 กิโลโวลต์ (kV) ซึ่งผลิตจากทองแดงบริสุทธิ์สูง ที่นำไฟฟ้าได้ดีและมีประสิทธิภาพ พร้อมใช้วัสดุคอมปาวด์ (Compound) คุณภาพสูงในการผลิตฉนวนและเปลือกสายไฟ เช่น ครอสลิงค์โพลิเอทิลีน (XLPE) โดยเฉพาะสายไฟฟ้าแรงดันสูง 115 kV และสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ 230 kV ที่ผ่านการทดสอบและรับรองมาตรฐานจาก KEMA Labs ซึ่งเป็นสถาบันทดสอบทางไฟฟ้าระดับโลก พร้อมการันตีคุณภาพสายไฟฟ้าและสายเคเบิลตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) และสัญลักษณ์ Made in Thailand (MiT) จากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)
นอกจากนี้ BCC ยังตอกย้ำคุณภาพด้วยห้องปฏิบัติการทดสอบทางไฟฟ้าของบริษัท (Extra High Voltage Testing Center) ซึ่งเป็นหนึ่งในห้องปฏิบัติการทดสอบทางไฟฟ้าขนาดใหญ่ของประเทศไทย รองรับการทดสอบสายไฟฟ้าแรงดันสูงพิเศษ โดยดำเนินงานสอดคล้องตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 สอดคล้องกับมาตรฐาน TIS และ IEC เพื่อคุณภาพและความปลอดภัยขั้นสูงสุด
นายพงศภัค กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนผ่านระบบสายไฟฟ้าอากาศสู่ระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเมืองอัจฉริยะ (Smart City) อย่างยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะช่วยจัดระเบียบภูมิทัศน์ของเมืองให้สวยงามน่าอยู่แล้ว ยังเป็นการยกระดับความปลอดภัย ลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ภัยธรรมชาติ พายุฝน หรือปัจจัยภายนอกที่อาจก่อให้เกิดไฟฟ้าขัดข้อง ซึ่งจะช่วยให้ระบบจ่ายไฟมีความเสถียร และเป็นการวางรากฐานโครงข่ายพลังงานให้พร้อมรองรับการเติบโตของเทคโนโลยีอัจฉริยะ การขยายระบบขนส่งมวลชน การดำเนินธุรกิจที่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไปพร้อมกัน
“เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่ผู้ผลิตสายไฟฟ้าเท่านั้น แต่เรามุ่งมั่นที่จะเป็นพันธมิตรผู้ร่วมสร้างและผลักดันโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าที่ทันสมัย ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพสูงสุดให้กับประเทศ เพื่อรองรับแนวโน้มการขยายตัวของ Smart City และการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว เราพร้อมที่จะพัฒนานวัตกรรมด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสายไฟฟ้าและสายเคเบิลไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล และขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตแบบยั่งยืน” นายพงศภัค กล่าว
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการเปิดประมูลเส้นทางการพัฒนาสายไฟฟ้าใต้ดินในเขตเมืองเกาะแนวรถไฟฟ้าสายต่างๆ อย่างต่อเนื่องแล้วหลายสาย โดยยังคงมีแผนขยายไปยังเส้นทางใหม่ๆ อาทิ พื้นที่ฝั่งธนบุรี พื้นที่เกาะแนวรถไฟฟ้าสายสีส้ม บริษัทยังคงมองโอกาสในการพัฒนาโปรดักท์สายไฟฟ้าใต้ดินของบริษัท พร้อมเข้าร่วมประมูลงานใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทย
บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ Bangkok Cable (BCC) เป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นนำของประเทศไทย ก่อตั้งในปี พ.ศ.2507 ให้บริการครอบคลุม 7 กลุ่มการใช้งาน ได้แก่ 1.ระบบผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า (Transmission) 2.ระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า (Distribution) 3.ระบบไฟฟ้าภายในบ้านพักและอาคาร (Construction and Building) 4.ระบบขนส่งและคมนาคม (Transportation and Mobility) 5.ระบบไฟฟ้าในโรงงาน และภาคอุตสาหกรรม (Industrial) 6.พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และ 7.ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ (Automotive) เพื่อสร้างความปลอดภัยและขับเคลื่อนเมืองสู่อนาคต ปัจจุบัน มีลูกค้าโครงการขนาดใหญ่ของทั้งภาครัฐและเอกชนจำนวนมากที่ใช้สายไฟฟ้าของบางกอกเคเบิ้ล อาทิ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 โครงการสายไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายสีชมพู โครงการรถไฟทางคู่สายตะวันออก และโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบลอยน้ำ เขื่อนอุบลรัตน์ นอกจากนี้ บริษัท มีส่วนสนับสนุนโครงการ ASEAN Power Grid โดยเฉพาะโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง (Luang Prabang Hydropower Project) ในประเทศลาว
“ศุภจี” ปลุกอุตสาหกรรมไทยรับโลกใหม่ ดัน Made in Thailand ชูไบโอเอเนอร์จี เซมิคอนดักเตอร์-โฟโตนิกส์ พร้อมทบทวนกฎหมาย
ปรับดัชนีสะท้อนเศรษฐกิจจริง เผยปลาย ส.ค. เตรียมเจรจาภาษีสหรัฐฯ
คุณศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เดินทางไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายแก่กระทรวงอุตสาหกรรม
โดยมี คุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานร่วมประชุม

คุณศุภจี สุธรรมพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า รัฐบาลต้องการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยจากฐานภายในประเทศ ควบคู่รักษาขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก หลังคณะกรรมการอุตสาหกรรมแห่งชาติ หรือ กอช. ไม่ได้หารือร่วมกันมานานราว 4 ปี ขณะที่ภูมิรัฐศาสตร์และโครงสร้างอุตสาหกรรมโลกเปลี่ยนเร็ว
ประเด็นหลักคือการเปิดประตูตลาดภาครัฐให้สินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วน และบริการที่ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะ 3 อุตสาหกรรมมูลค่าสูงและมีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ได้แก่ อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบราง และเครื่องมือแพทย์ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐและ Green Procurement
คุณศุภจี กล่าวว่า ภาครัฐจะเป็นผู้ใช้งานสำคัญในการสร้างอุปสงค์ให้อุตสาหกรรมเหล่านี้ ก่อนขยายสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ แต่การให้แต้มต่อ Made in Thailand ต้องไม่ลดมาตรฐาน สินค้าที่ใช้ชิ้นส่วนไทยต้องได้มาตรฐานสากล และมีเกณฑ์นับ Local Content ชัดเจน
กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับมอบหมายให้เชื่อม “วิจัย-ผลิต-ตลาด-ลงทุน” ผ่านกลไก GMT SMEs ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม เพื่อยกระดับ SME ด้านประสิทธิภาพการผลิต เทคโนโลยี มาตรฐาน และสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ ควบคู่การรับรอง MiT ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
“สิ่งสำคัญคือทำให้ตลาดกับการพัฒนาผู้ประกอบการเดินไปด้วยกัน นำความต้องการของตลาดมาเป็นโจทย์พัฒนา SME ให้เติบโตได้จริง และสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค” คุณศุภจีกล่าว
อีกด้านหนึ่ง ที่ประชุมได้หารือการผลักดันพลังงานชีวภาพ ทั้งดีเซลและเบนซิน โดยต้องดูภาษีสรรพสามิต กลไกตลาด ความพร้อมของอุตสาหกรรมยานยนต์ และประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างสมดุล เชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจสีเขียว BCG และ ESG
คุณศุภจี กล่าวว่า อุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องเร่งเสริม ได้แก่ Biotechnology ดิจิทัล AI ยานยนต์รูปแบบใหม่ เครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งต้องมี Supply Chain ใหม่รองรับ เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่สร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศได้มากขึ้น

ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว
คุณวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารหน่วยงานร่วมประชุมกล่าวว่า ตัวอย่างชัดเจนคือ Semiconductor และ Photonic โดยเฉพาะอุปกรณ์ Switch และ Transceiver แบบ Optical ที่เติบโตตามกระแส Data Center ทั่วโลก ผู้ประกอบการไทยบางรายมียอดขายเพิ่มขึ้นเท่าตัวต่อเนื่อง 2 ปี หากปรับฐานดัชนี MPI จากปี 2564 เป็นปี 2567 จะสะท้อนศักยภาพอุตสาหกรรมใหม่ได้แม่นยำขึ้น
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังหารือเรื่องการปรับดัชนีอุตสาหกรรมให้สะท้อนสถานการณ์จริง โดยมอบให้ TDRI ช่วยดูตัวเลข โดยเฉพาะอัตราการใช้กำลังการผลิตที่อาจยังรวมอุตสาหกรรมเก่าที่เสื่อมถอย แต่ยังไม่รวมอุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโตเร็ว
คุณศุภจีกล่าวว่า กอช.หยุดประชุมมานาน จึงมีร่างกฎหมาย 5-6 ฉบับต้องกลับมาทบทวน ทั้งกฎหมายโรงงาน กฎหมายกากอุตสาหกรรม กฎหมายปาล์มน้ำมัน และกฎเกณฑ์ใหม่ที่เกี่ยวข้อง ต้องดูให้รอบด้านก่อนเสนอ ครม. เพื่อให้ครอบคลุมโลกปัจจุบันและอนาคต
ต่อข้อถามมาตรการการค้าสหรัฐฯ คุณศุภจี กล่าวว่า ภายใต้มาตรา 301 และ 232 มีสินค้าประมาณ 72% ได้รับยกเว้นภาษีแล้ว เหลือ 28% ที่ยังต้องเจรจาต่อ โดยช่วงปลายเดือน ส.ค. นี้ จะเดินทางไปเจรจาประเด็นภาษีกับสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของไทยให้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม กรอบเจรจากับสหรัฐฯ ไทยยังคงยึดเรื่องการค้าเป็นหลัก ไม่ได้นำประเด็นทางทหารไปแลกผลประโยชน์ทางภาษี แต่จะใช้ข้อมูลการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงห่วงโซ่การผลิต เพื่อชี้ให้เห็นประโยชน์ร่วมของทั้ง 2 ประเทศ
คุณศุภจี กล่าวว่า เอกชนไทยลงทุนในสหรัฐฯ แล้วเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ และมีแผนลงทุนเพิ่มกว่า 5,000 ล้านดอลลาร์ ขณะเดียวกันส่วนหนึ่งของดุลการค้าไทยมาจากบริษัทสหรัฐที่ลงทุนในไทย จึงต้องมองทั้งการค้าและการลงทุนร่วมกัน
บีโอไอเผยลงทุนครึ่งปีแรก 1.47 ล้านล้านบาท
สร้างงาน 8 หมื่นตำแหน่ง หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน
บีโอไอเผยยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกปี 2569 ขยายตัวต่อเนื่อง มูลค่ากว่า 1.47 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากการลงทุนขนาดใหญ่ในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและ AI ควบคู่กับอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่น ทั้งอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เกษตรและแปรรูปอาหาร ช่วยสร้างงาน 82,000 ตำแหน่ง ซื้อวัตถุดิบในประเทศ 3.8 แสนล้านบาทต่อปี และสร้างมูลค่าส่งออกกว่า 1.2 ล้านล้านบาทต่อปี

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้ม
การลงทุนในประเทศไทยในปี 2569 ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม - มิถุนายน) มีการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจำนวน 1,299 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 1,473,718 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 37 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการลงทุนสูง 2 อันดับแรกเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับทิศทางโลก ได้แก่ อุตสาหกรรมดิจิทัล มูลค่า 1,115,260 ล้านบาท จาก 90 โครงการ รองลงมา ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 120,230 ล้านบาท จาก 179 โครงการ, เกษตรและแปรรูปอาหาร 61,388 ล้านบาท จาก 131 โครงการ, โลจิสติกส์และบริการมูลค่าสูง 40,217 ล้านบาท จาก 170 โครงการ, พลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน 39,461 ล้านบาท จาก 221 โครงการ, ยานยนต์และชิ้นส่วน 25,662 ล้านบาท จาก 122 โครงการ, แร่ โลหะ และวัสดุ 20,399 ล้านบาท จาก 128 โครงการ, เคมีและปิโตรเคมี 16,533 ล้านบาท จาก 110 โครงการ, เครื่องจักร ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ 13,093 ล้านบาท จาก 82 โครงการ
สำหรับอุตสาหกรรมที่มีจำนวนโครงการสูงสุด ได้แก่ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน โดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น แสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล และก๊าซชีวภาพ จำนวน 198 โครงการ มูลค่า 26,354 ล้านบาท สะท้อนการลงทุนด้านพลังงานสะอาดและระบบสาธารณูปโภค เช่น น้ำประปาและน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ในด้านพื้นที่ เงินลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคกลาง มูลค่า 903,759 ล้านบาท จาก 513 โครงการ รองลงมา ได้แก่ ภาคตะวันออก มูลค่า 495,737 ล้านบาท ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 14,985 ล้านบาท ภาคใต้ 11,864 ล้านบาท ภาคตะวันตก 8,162 ล้านบาท และภาคเหนือ 7,733 ล้านบาท ตามลำดับ ทั้งนี้ แม้ภาคเหนือจะมีมูลค่าการลงทุนไม่สูงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น แต่มีอัตราการเติบโตของเงินลงทุนสูงถึงร้อยละ 93 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แสดงถึงสัญญาณการขยายตัวของการลงทุนในสาขาที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะในกิจการด้านพลังงานและสาธารณูปโภคพื้นฐาน เกษตรและแปรรูปอาหาร และการแพทย์
สำหรับการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง มีโครงการยื่นขอรับการส่งเสริมจำนวน 877 โครงการ เงินลงทุนรวม 1,368,493 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 80 โดยประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ 1,121,742 ล้านบาท จาก 158 โครงการ สหราชอาณาจักร 47,193 ล้านบาท จาก 11 โครงการ จีน 45,766 ล้านบาท จาก 321 โครงการ ไต้หวัน 38,014 ล้านบาท จาก 47 โครงการ และญี่ปุ่น 32,790 ล้านบาท จาก 123 โครงการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น Data Center, Data Hosting, Cloud Service รองลงมาเป็นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น การผลิตอุปกรณ์แปลงสัญญาณไฟฟ้าเป็นแสงเพื่อรับส่งข้อมูลความเร็วสูง (Optical Transceiver), การผลิตแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) และวัตถุดิบของ PCB, ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์, การทดสอบแผ่นเวเฟอร์และวงจรรวม, การผลิตระบบเครือข่ายและระบบระบายความร้อนใน Data Center เป็นต้น นอกจากนี้ มีการลงทุนในกลุ่มชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม และวัสดุขั้นสูง ตอกย้ำความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ
ต่อศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการลงทุนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
นอกจากนี้ การขอรับการส่งเสริมตามมาตรการยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่ Smart and Sustainable Industry ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมจำนวน 132 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 17,158 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การประหยัดพลังงานและใช้พลังงานทดแทน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการนำระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์มาใช้ในการผลิตและบริการ เพื่อเพิ่มผลิตภาพและยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิต
ที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน
สำหรับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 มีจำนวน 1,300 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1,306,386 ล้านบาท โดยโครงการเหล่านี้มีแผนจ้างงานบุคลากรไทยเพิ่มเติมกว่า 82,000 ตำแหน่ง ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน อาหาร และการผลิตขั้นสูง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน ผ่านการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศมูลค่ากว่า 386,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็นร้อยละ 42 ของมูลค่าวัตถุดิบทั้งหมด นอกจากนี้ คาดว่าจะสร้างมูลค่าส่งออกให้ประเทศกว่า 1.24 ล้านล้านบาทต่อปี ช่วยเพิ่มรายได้ กระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
“เป้าหมายของการส่งเสริมการลงทุนไม่ได้วัดจากมูลค่าเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่บีโอไอจะให้ความสำคัญกับการลงทุนที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศไทยและคนไทย ทั้งการสร้างงานที่มีคุณภาพ การพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชน การกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนการผลักดันให้เกิดการลงทุนจริงโดยเร็วที่สุดผ่านกลไก Thailand FastPass เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจ และทำให้คนไทยได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนผ่านไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่างเป็นรูปธรรม” นายนฤตม์ กล่าว
SNP Paper ทะยานสู่เป้า 1,100 ลบ. พร้อมก้าวเป็นผู้ให้บริการบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจร
SNP Paper เดินหน้าขับเคลื่อนองค์กรสู่ผู้ให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจรที่สุดในไทย มั่นใจครึ่งปีแรกผลประกอบการฉลุย พร้อมกางยุทธศาสตร์เชิงรุกดันเป้ายอดขายปี 2569 แตะ 1,100 ล้านบาท ก่อนทะยานสู่ 1,500 ล้านบาทภายใน 3-5 ปี ชู 3 จุดแข็งเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง มาตรฐานระดับสากล
และบริการที่ฉับไว มัดใจคู่ค้าระดับ Global Brand

คุณชนาณัติ ชูนามชัยพร ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท เอสเอ็นพี เปเปอร์ จำกัด หรือ SNP Paper เปิดเผยว่า ในปี 2569 นี้ บริษัทได้เดินทางมาถึงปีที่ 34 จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจครอบครัวในปี 2535 ในอาคารพาณิชย์ 3 คูหาย่านบางกรวย สู่การขยายฐานการผลิตในโรงงานแห่งที่ 2 บนพื้นที่กว่า 32 ไร่ ที่ได้ทุ่มงบลงทุน 400-500 ล้านบาท ติดตั้งเครื่องเดินกระดาษที่ทันสมัย ช่วยขับเคลื่อนธุรกิจสู่ต้นน้ำด้วยการผลิตแผ่นกระดาษลูกฟูก และได้รับความไว้วางใจให้เป็นผู้รับจ้างผลิตให้กับองค์กรชั้นนำอย่าง SCG ปัจจุบันบริษัทดูแลโรงงานหลัก 2 แห่งจากทั้งหมด 5 แห่งในเครือ ซึ่งถือเป็นผู้ให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์กระดาษครบวงจรที่สุดในไทย
คุณชนาณัติ กล่าวว่า ท่ามกลางการแข่งขันในตลาดบรรจุภัณฑ์ปัจจุบัน หัวใจสำคัญที่ทำให้ SNP Paper แตกต่างและเหนือกว่าคู่แข่งรายใหญ่ในตลาดคือ นวัตกรรมเทคโนโลยีและการลงทุนที่ไม่หยุดยั้ง ซึ่งบริษัทให้ความสำคัญกับการลงทุนในเครื่องจักรที่หลากหลาย ประสิทธิภาพสูง และมีความเร็วในกระบวนการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่ม Global Brand และกลุ่มธุรกิจ B2B ที่เน้นงานพิมพ์ที่มีความซับซ้อน ความละเอียดสูง ความแม่นยำของเฉดสี และความแข็งแรงของโครงสร้างบรรจุภัณฑ์ ซึ่งโรงงานทั่วไปไม่สามารถผลิตได้ ด้วยความได้เปรียบจากการเป็นองค์กรที่มีความยืดหยุ่นสูง ทำให้บริษัทสามารถลงทุนเครื่องจักรฟีเจอร์ใหม่ ๆ ได้อย่างต่อเนื่องทุกปี
รวมถึงบริการเบ็ดเสร็จ และการตัดสินใจที่ฉับไว ด้วยโครงสร้างการบริหารงานที่ผสานความเป็นระบบสากลเข้ากับความยืดหยุ่นแบบธุรกิจครอบครัว ทำให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญของ SNP Paper สามารถให้คำแนะนำและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้แก่ลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะงานกลุ่ม B2B ที่เชื่อมโยงกับระบบโลจิสติกส์การส่งออก ซึ่งมีความเข้มงวดเรื่องเวลาสูง หากเกิดปัญหาหน้างานบริษัทสามารถตัดสินใจและจัดการเคลียร์ปัญหาได้ทันทีโดยไม่ต้องรอขั้นตอนอนุมัติหลายชั้นเหมือนองค์กรใหญ่ ส่งผลให้เกิดความลื่นไหลในบริการและได้รับความไว้วางใจสูงสุดจากลูกค้า
อีกทั้งมาตรฐานสากลและการพัฒนาบุคลากร SNP Paper ลบจุดอ่อนของโรงงานกล่องกระดาษในไทยด้วยการเดินหน้ายกระดับมาตรฐานโรงงานจนได้รับการรับรองระดับสากลอย่างครบถ้วน อาทิ FSC, FSSC, GHP และ ISO รองรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังตลาดยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่นได้อย่างเต็มภาคภูมิ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบเทคโนโลยีภายในเข้ามาวิเคราะห์ข้อมูล และการปรับปรุงโรงงานให้สะอาด ปลอดภัย นอกจากนี้ยังออกแบบกระบวนการผลิตที่ใช้เครื่องจักรควบคุมหลัก ช่วยลดผลกระทบจากการโยกย้ายของแรงงาน และทำให้สายการผลิตดำเนินไปได้อย่างไม่มีสะดุด
ขณะที่ด้านความยั่งยืน SNP Paper ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียว โดยการชูจุดเด่นวัสดุกระดาษรีไซเคิล ควบคู่กับการคว้าใบรับรอง Green System Level 3 และ EMS DIW Level 2 ทั้งยังขึ้นทะเบียนคาร์บอนฟุตพริ้นท์กับ TGO เพื่อช่วยคู่ค้าคำนวณการปล่อยคาร์บอนต่อกล่องได้อย่างแม่นยำ นอกจากนี้ ยังดำเนินการภายในเพื่อลดมลพิษในโรงงานอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการใช้รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้า, ติดตั้งโซล่าเซลล์ และระบบบำบัดน้ำเสียหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ 100% โดยไม่มีการปล่อยน้ำเสียออกสู่ภายนอก
สำหรับทิศทางผลการดำเนินงานในปี 2569 นี้ คุณชนาณัติ กล่าวว่า ครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ผลประกอบการเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ทุกประการ โดยในปี 2568 บริษัทประสบความสำเร็จในการปิดยอดขายที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ส่วนปี 2569 ตั้งเป้าเติบโตเพิ่มขึ้น 10% คิดเป็นยอดขายรวม 1,100 ล้านบาท ซึ่งในไตรมาสแรกบริษัทสามารถทำผลงานได้ตามเป้าอย่างน่าพึงพอใจ
ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากที่ SNP Paper ใช้ช่วงชะลอตัวของตลาดปรับปรุงระบบ เทรนนิ่งบุคลากร และคว้ามาตรฐานอาหารปลอดภัยขั้นสูงอย่าง FSSC เพิ่มเติม ทำให้สามารถรุกตลาดกลุ่มอาหารและยาได้อย่างเต็มตัวในปีนี้ จนได้รับความไว้วางใจให้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Heineken รวมถึงกลุ่มผู้ส่งออกในงาน THAIFEX ที่ต้องการส่งสินค้าไปยุโรป ส่งผลให้บริษัทกลายเป็นซัพพลายเออร์หลักที่คู่ค้าเจาะจงเลือกใช้จากมาตรฐานที่เหนือกว่าคู่แข่ง
นอกจากนี้ บริษัทยังได้มองเห็นโอกาสในการขยายโปรดักส์ไลน์ใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าการตลาด เช่น การลงทุนในเครื่องจักรใหม่เพิ่มอีก 2 ตัว เพื่อรับผลิตสื่อโฆษณาและสื่อสิ่งพิมพ์ประเภทชั้นวางสินค้าจากกระดาษ สำหรับจัดวางในร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ซึ่งเป็นการเติมเต็มบริการให้กับฐานลูกค้าเดิมและเพิ่มกำลังการผลิตโดยรวมขึ้นอีก 10% สอดรับกับแนวโน้มยอดขายที่เติบโตขึ้น
คุณชนาณัติ กล่าวถึงเป้าหมายในอนาคตระยะ 3-5 ปีข้างหน้าว่า SNP Paper ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1,500 ล้านบาท โดยเราได้เตรียมความพร้อมซื้อที่ดินเพิ่ม 13 ไร่ สำหรับสร้างอาคารโรงงานและไลน์ผลิตใหม่ในปีหน้า และระหว่างที่รองรับคำสั่งซื้อที่ล้นหลามเกินกำลังการผลิตในปัจจุบัน บริษัทได้จับมือเป็นพันธมิตรทางการค้ากับโรงงานในสิงคโปร์เพื่อช่วยกระจายงาน ซึ่งถือเป็นการทดสอบตลาดและบริหารความเสี่ยง ก่อนจะประเมินเทรนด์เทคโนโลยีเพื่อลงทุนเครื่องจักรที่ล้ำสมัยที่สุดในอนาคต
“เราเชื่อว่าในทุก ๆ วิกฤติมีโอกาสเสมอ แม้ในยามที่สถานการณ์โลกมีความผันผวน ส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนหรือราคาวัตถุดิบกระดาษในตลาดโลก แต่ด้วยการบริหารคลังสินค้าและการจัดซื้อวัตถุดิบเชิงรุก ทั้งการจัดหาในประเทศและการนำเข้าจากพันธมิตรต่างประเทศ เช่น เวียดนามและมาเลเซีย ทำให้ SNP Paper มีความพร้อมด้านวัตถุดิบเสมอ สามารถยืนราคาให้ลูกค้าได้ยาวนานโดยไม่ฉวยโอกาสขึ้นราคา สิ่งเหล่านี้ร่วมกับสโลแกน ‘คุณภาพมาตรฐาน บริการด้วยใจ ก้าวไกลด้วยเทคโนโลยี’ คือรากฐานสำคัญที่จะนำพา SNP Paper เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนร่วมกับพันธมิตรธุรกิจทุกรายนับจากนี้” คุณชนาณัติ กล่าวทิ้งท้าย
PROUD คว้ารางวัลสูงสุดจาก Asia Pacific Property Awards 2026
ตอกย้ำผู้นำ Branded Residence ระดับลักชัวรี ตัวแทนไทยหนึ่งเดียวชิงชัยเวทีโลกปลายปีนี้
PROUD ประกาศความสำเร็จบนเวทีระดับนานาชาติ ส่งผลงานการพัฒนาโครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort กวาดรางวัลสูงสุดจากเวที Asia Pacific Property Awards 2026 สาขา Best Branded Residence Thailand และ Best Branded Residence Asia Pacific ระดับ “5-Star Best” ภายในงานประกาศรางวัล “The Asia Pacific Property Awards & The Asia Pacific Hotel Awards 2026” ตอกย้ำเบอร์ 1 Branded Residence ไทย การันตีคุณภาพโครงการที่ผสานมาตรฐานโรงแรมลักชัวรีระดับเวิลด์คลาส พร้อมได้รับเลือกเป็นตัวแทน 1 ใน 3 ของเอเชียแปซิฟิก และเป็นโครงการจากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียว สาขา Branded Residence เตรียมเข้าชิงรางวัลระดับโลก ณ กรุงลอนดอน ปลายปีนี้ ถือเป็นที่สุดแห่งความภูมิใจของผู้ที่ได้ครอบครอง

นายภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ PROUD เปิดเผยว่า PROUD พร้อมส่งต่อคุณภาพและความภาคภูมิใจสู่ผู้ที่ได้ครอบครอง หลังประกาศความสำเร็จอีกขั้นบนเวทีอสังหาริมทรัพย์ระดับนานาชาติ คว้ารางวัลในงานประกาศรางวัล The Asia Pacific Property Awards 2026 จากโครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort ภายในงาน “The Asia Pacific Property Awards & The Asia Pacific Hotel Awards 2026” โดยสามารถกวาดรางวัลสำคัญระดับประเทศ สาขา Best Branded Residence Thailand และรางวัลระดับภูมิภาค สาขา Best Branded Residence Asia Pacific ซึ่งเป็นรางวัลที่ใหญ่ที่สุดในระดับภูมิภาคและเป็นที่ยอมรับมากที่สุดในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก จัดขึ้น ณ Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park เมื่อวันที่ 6–7 พฤษภาคม 2026
นอกจากนี้ โครงการยังได้รับรางวัลระดับ “5-Star Best ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของแต่ละสาขาในภูมิภาค Asia Pacific ส่งผลให้ได้รับเกียรติสูงสุดในการเป็น 1 ใน 3 โครงการตัวแทนจากเอเชียแปซิฟิก และเป็น Branded Residence จากประเทศไทยเพียงหนึ่งเดียว ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลรอบสุดท้ายบนเวทีระดับโลก International Property Awards ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในช่วงปลายปีนี้
ความสำเร็จในครั้งนี้แสดงถึงศักยภาพของ PROUD บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไทยที่สามารถก้าวขึ้นไปยืนอยู่บนแถวหน้าของโลกได้อย่างเต็มภาคภูมิ อีกทั้งสะท้อนถึงวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานอสังหาริมทรัพย์ไทยสู่ระดับสากลพร้อมแนวคิดเพื่อชีวิตดีที่ยั่งยืน (ALL IS WELL) ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความโดดเด่นของโครงการในฐานะ World-Class Branded Residences ที่หลอมรวมความแข็งแกร่งของแบรนด์โรงแรมลักชัวรีระดับโลกอย่าง InterContinental เข้ากับประสบการณ์การอยู่อาศัยได้อย่างสมบูรณ์แบบถ่ายทอดสู่การใช้ชีวิตจริง ซึ่งถือเป็นโครงการแห่งเดียวในโลกที่อยู่อาศัยสามารถเชื่อมต่อการใช้ชีวิตกับโรงแรมผ่าน บริการ สิ่งอำนวยความสะดวก และพื้นที่ที่เชื่อมต่อกับ InterContinental Phuket Resort อย่างไร้รอยต่อ พร้อมสิทธิประโยชน์เหนือระดับจาก IHG One Rewards Diamond Elite และ PROUD Privileges ที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าระดับ High-net-worth ได้อย่างแท้จริง

โครงการ The Residences at InterContinental Phuket Resort ตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพสูงสุดบริเวณ หาดกมลา จังหวัดภูเก็ต ซึ่งเป็น แหล่งท่องเที่ยวระดับโลก (Global Destination) โดดเด่นด้วยงานออกแบบภายใต้แนวคิด “Live Beyond Boundaries in Paradise” ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ไตรภูมิกถา” ผสานอัตลักษณ์ท้องถิ่นภูเก็ตแบบ Sino-European และ Peranakan เข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว อีกทั้ง ความเป็น Private Luxury Living ผ่านการพัฒนาแบบ Low-density Residence จำนวนเพียง 111 ยูนิต ในอาคาร Low-rise 2 อาคาร เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวสูงสุด พร้อมนวัตกรรมเพื่อการพักผ่อน และความยั่งยืน ภายใต้มาตรฐาน Fitwel ที่มุ่งเน้นสุขภาวะที่ดีและชีวิตที่ยืนยาวของผู้อยู่อาศัยซึ่งอยู่ในระหว่างการรับรองเพิ่มเติมในไตรมาส 3 ปีนี้
ด้วยมาตรฐานการบริการระดับโลกของ InterContinental ผสานแนวคิดการอยู่อาศัยที่มอบทั้งความเป็นส่วนตัว ความสงบ และประสบการณ์พักผ่อนเหนือระดับ ทำให้ The Residences at InterContinental Phuket Resort ไม่ได้เป็นเพียงคอนโดมิเนียมลักชัวรี แต่เป็น Branded Residence ระดับโลกที่สะท้อนคุณค่าของการใช้ชีวิตอย่างมีระดับ เป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อน เพื่อเป็นบ้านพักตากอากาศส่วนตัว หรือเก็บสะสมเป็นทรัพย์สินคุณภาพระยะยาว ที่ควรค่าแก่การครอบครองสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถนัดหมายเพื่อเข้าชมโครงการได้ที่สำนักงานขาย ณ InterContinental Phuket Resort และติดต่อรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร 02-035-0999 หรือเว็บไซต์ The Residences at InterContinental Phuket Resort
CP LAND กางโรดแมป 3 ปี ปั้นแบรนด์โรงแรมใหม่ ‘bedZ’
บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND หนึ่งในผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทยในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกาศแผนยุทธศาสตร์ขยายธุรกิจโรงแรมระยะ 3 ปี (2569-2571) เตรียมเปิดโรงแรมใหม่เพิ่ม 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่ที่ต้องการ ผสานการทำงานและการพักผ่อน เข้าด้วยกัน ภายใต้เทรนด์ “Bleisure” (Business + Leisure) ซึ่งกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในระดับโลก

คุณกีรติ ศตะสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CP LAND กล่าวว่า “CP LAND วางกลยุทธ์การเติบโตโดยมุ่ง ‘จัดพอร์ตการลงทุนอย่างสมดุล (Balanced Portfolio)’ ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯและหัวเมืองศักยภาพ ทั่วประเทศ โดยเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณภาพที่ตอบโจทย์เทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่ ทั้งการอยู่อาศัย การทำงาน และการพักผ่อนที่ผสานกันอย่างลงตัว ซึ่งแบรนด์ bedZ จะถ่ายทอดนิยามของการพักผ่อน
พร้อมกันนี้ ขอแนะนำผู้บริหารผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการ คุณเยี่ยม เศรษฐบุตร ผู้อำนวยการกลุ่มงานธุรกิจโรงแรม บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ธุรกิจโรงแรม เพื่อถ่ายทอดทิศทาง และแนวคิดของแบรนด์ bedZ อย่างเป็นทางการ

คุณเยี่ยม กล่าวเสริมถึงแนวคิดการพัฒนาโรงแรม bedZ มาจาก customer insight ที่นักเดินทางอยากได้ประสบการณ์พักผ่อนที่ดีด้วยราคาที่เข้าถึง ภายใต้สโลแกน “Comfy bedZ, Happy Guests” ที่เน้นประสบการณ์ของผู้เข้าพักเป็นหัวใจสำคัญ การนอนหลับที่ดี คือหัวใจของความสุข เน้นความสบายในการพัก (Comfort), เทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ (Smart Stay) และการเชื่อมต่อกับวิถีชีวิตของเมือง (Local Experience) เพื่อให้ทุกการเข้าพักเป็นมากกว่าการนอน โดยเราจะมีการทยอยเปิดโรงแรม bedZ ตาม strategic location ที่ตอบโจทย์นักเดินทางทั้งเมืองหลักและเมืองรองในเร็วๆนี้
bedZ ยังมุ่งสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงผู้เข้าพักเข้ากับเสน่ห์ของย่านโดยรอบ ผ่านการแนะนำสถานที่ท้องถิ่น คาเฟ่ ร้านอาหาร และจุดหมายที่น่าสนใจ เพื่อให้ผู้เข้าพักได้ใช้ชีวิตเหมือนคนพื้นที่ และค้นพบมิติใหม่ของการเดินทางในทุกครั้งที่เข้าพัก
เกี่ยวกับ บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน)
บริษัท ซี.พี. แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ CP LAND เป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ก่อตั้งในปี พ.ศ. 2531 ดำเนินธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภายใต้แนวคิด "Accessible Communities For Life - คุณภาพเพื่อทุกชีวิต" ประกอบด้วย 7 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ 1. ธุรกิจที่พักอาศัย บ้าน คอนโดมิเนียม 2. ธุรกิจอาคารสำนักงาน (ส่วนกลางและภูมิภาค) 3. ธุรกิจโรงแรม 4. ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม 5. ธุรกิจบริหารอาคาร 6. ธุรกิจพลังงาน 7. ศูนย์ประชุมไคซ์ – KICE ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ ขอนแก่น ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.CPLAND.co.th