April 23, 2026

Cover_2026

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

ทีเอสเอ็ม กรุ๊ปโชว์ผลงานเด่น

คว้า VIVE Programme รายแรกในเอเชีย

     ทีเอสเอ็ม กรุ๊ปประกาศความสำเร็จ ผ่านการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนจาก VIVE Programme สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำตาล, Ethanol และ Bio-CO  และเป็นรายแรกในภูมิภาคเอเชีย สำหรับผลิตภัณฑ์ Ethanol และ Bio-CO ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโรงงานผลิตน้ำตาล เอทานอล และพลังงานไฟฟ้าชีวมวล-ก๊าซชีวภาพอย่างยั่งยืน โดยยึดมั่นในหลักความรับผิดชอบควบคู่มาตรฐานระดับสากล ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

ดร.กนกวรรณ ว่องวัฒนะสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกำกับองค์กร บริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด (ในเครือทีเอสเอ็ม กรุ๊ป) 

      ดร.กนกวรรณ ว่องวัฒนะสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานกำกับองค์กร บริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด (ในเครือทีเอสเอ็ม กรุ๊ป) ผู้ประกอบธุรกิจโรงงานผลิตน้ำตาล เอทานอล และพลังงานไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพ กล่าวว่า บริษัท ทีเอสเอ็ม กรุ๊ป จำกัด ได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืนจาก VIVE Programme เป็นรายแรกในภูมิภาคเอเชีย สำหรับผลิตภัณฑ์ Ethanol และ Bio-CO₂ ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโรงงานผลิตน้ำตาล เอทานอล และพลังงานไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพอย่างยั่งยืน

      โดยการได้รับการรับรองจาก VIVE Programme ถือเป็นความภาคภูมิใจของทีเอสเอ็ม กรุ๊ป และเป็นผลลัพธ์ของการทำงานอย่างเป็นระบบในทุกขั้นตอน โดยให้ความสำคัญกับการวางแผนและติดตามผลการบริหารจัดการตลอดห่วงโซ่อุปทานอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การจัดการวัตถุดิบหลัก คือ อ้อย การควบคุมคุณภาพกระบวนการผลิต ไปจนถึงการบริหารพลังงานและของเสีย การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมจากกิจกรรม รวมถึง การเคารพสิทธิมนุษยชน ปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม เพื่อให้มั่นใจว่าทุกขั้นตอนเป็นไปตามข้อกำหนดกฏหมาย กฏเกณฑ์ มาตรฐานสากลโปร่งใสและตรวจสอบได้ สอดคล้องหลักความยั่งยืนอย่างแท้จริง

      “ในฐานะผู้บริหาร ตนเชื่อว่าความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีหรือระบบเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความร่วมมือของทุกคนในองค์กรที่มีจิตสำนึกและความรับผิดชอบร่วมกัน เราทุกคนทำงานด้วยความใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพ สิ่งแวดล้อม และสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เราก้าวมาถึงจุดนี้ได้ นอกจากนี้ เรายังส่งเสริมให้พนักงานทุกระดับมีส่วนร่วมในแนวคิด “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ทำให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยความรับผิดชอบ และเป็นพื้นฐานสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในครั้งนี้” ดร.กนกวรรณกล่าว

      ทั้งนี้ การได้รับการรับรองจาก VIVE Programme มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทีเอสเอ็ม กรุ๊ป เพราะเป็นเครื่องยืนยันว่าแนวทางการดำเนินธุรกิจของทีเอสเอ็ม กรุ๊ปยึดมั่นในหลักความรับผิดชอบและมาตรฐานระดับสากล ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ไม่เพียงสะท้อนถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการบริหารจัดการที่โปร่งใส การดูแลแรงงานอย่างเป็นธรรม และการส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

      โดยในส่วนของการบริหารจัดการไร่อ้อย ทีเอสเอ็ม กรุ๊ปให้ความสำคัญกับเกษตรกรคู่สัญญาและแรงงานในภาคการผลิตตั้งแต่ต้นทาง โดยส่งเสริมแนวทางการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการเผาอ้อย การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า การจัดการดินอย่างยั่งยืน รวมถึง การให้ความรู้ด้านความปลอดภัยและสิทธิสวัสดิการแรงงาน เพื่อให้ทุกคนในห่วงโซ่อุปทานเติบโตไปด้วยกันอย่างมีคุณภาพ

      ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าความยั่งยืนเริ่มต้นจาก “ESG DNA” เมื่อเกษตรกร แรงงาน และพนักงานทุกคนได้รับการดูแลและมีส่วนร่วมในความสำเร็จ พลังนั้นจะสะท้อนกลับมาเป็นคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความไว้วางใจจากคู่ค้า รางวัลนี้จึงไม่ใช่เพียงเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ แต่เป็นแรงบันดาลใจให้ทีเอสเอ็ม กรุ๊ปพัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านประสิทธิภาพการผลิต การใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า และการสร้างคุณค่าร่วมกับสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

      ดร.กนกวรรณกล่าวต่อว่า รางวัลนี้ไม่เพียงสร้างความภาคภูมิใจให้กับทีเอสเอ็ม กรุ๊ปเท่านั้น แต่ยังเป็นประโยชน์เชิงรูปธรรมต่อองค์กรในหลายด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานให้เทียบเท่าสากล ทั้งในกระบวนการผลิต การบริหารจัดการพลังงาน และการควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้า นักลงทุน และผู้บริโภคในคุณภาพและความโปร่งใสของทีเอสเอ็ม กรุ๊ป

      ขณะที่ ในด้านของภาคเกษตรและแรงงาน รางวัลนี้ยังช่วยผลักดันให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ไร่อ้อยจนถึงกระบวนการผลิต โดยทีเอสเอ็ม กรุ๊ปใช้เกณฑ์และแนวทางของ VIVE Programme มาเป็นเครื่องมือในการปรับปรุงระบบการทำงาน เช่น การส่งเสริมการตัดอ้อยสด ลดการเผา ลดการใช้สารเคมี และการดูแลแรงงานอย่างปลอดภัยและเป็นธรรม สิ่งเหล่านี้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและแรงงานให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

      “ในภาพรวม ตนมองว่ารางวัลนี้คือ แรงขับเคลื่อนแห่งความร่วมมือในการบริหารจัดการด้านความยั่งยืน ที่ช่วยให้ทุกภาคส่วนในทีเอสเอ็ม กรุ๊ปเห็นคุณค่าของการทำงานอย่างมีระบบและใส่ใจในรายละเอียดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลมากขึ้น อีกทั้ง ยังช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้เราก้าวต่อไปบนเส้นทางของการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างมั่นคง” ดร.กนกวรรณกล่าว

      ขณะเดียวกัน ทีเอสเอ็ม กรุ๊ปมีความตั้งใจที่จะเข้าร่วมในโครงการ VIVE Programme ต่อเนื่องในปีต่อไป เพราะมองว่าการได้รับการรับรองไม่ใช่เพียง “รางวัล” แต่คือกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องที่ช่วยยกระดับองค์กรในทุกมิติ ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

      โดยทีเอสเอ็ม กรุ๊ปไม่ได้มุ่งเพียงการรักษามาตรฐานเดิม แต่ต้องการยกระดับให้ดียิ่งขึ้น  และมีแผนขยายผลการบริหารจัดการตามหลัก VIVE ไปสู่ภาคเกษตรให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น การส่งเสริมเกษตรกรพันธมิตรให้เข้าร่วมการประเมินตามมาตรฐานเดียวกันเพิ่มมากขึ้น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานหรือทรัพยากรในโรงงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการลดผลกระทบเชิงลบที่เกิดจากกิจกรรมให้มากที่สุด เป็นต้น

      พร้อมทั้ง มีความเชื่อมั่นว่าความยั่งยืนไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่คือการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกวัน การเข้าร่วมในโครงการนี้จึงเป็นทั้งเครื่องมือและแรงบันดาลใจให้เอสเอ็ม กรุ๊ปก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง พร้อมสร้างคุณค่าร่วมให้กับทุกฝ่ายในห่วงโซ่อุปทาน

      นอกจากนี้ ทีเอสเอ็ม กรุ๊ป ยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยธุรกิจของทีเอสเอ็ม กรุ๊ป ซึ่งใช้อ้อยเป็นวัตถุดิบหลัก ได้ดำเนินงานภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) และ ESG ควบคู่กันมาโดยตลอด ทั้งระบบห่วงโซ่อุปทาน ทีเอสเอ็ม กรุ๊ป เชื่อมั่นว่าการดำเนินการดังกล่าวจะทำให้ธุรกิจของทีเอสเอ็ม กรุ๊ป มีความมั่นคงและยั่งยืนตลอดไป

      ด้วยเหตุนี้ ทีเอสเอ็ม กรุ๊ปจึงดำเนินการศึกษาการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment : LCA) โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการปล่อยและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่กระบวนการปลูกอ้อยและการจัดการวัสดุในแปลง ซึ่งมีศักยภาพในการดูดกลับคาร์บอน ไปจนถึงกระบวนการผลิตภายในโรงงาน เพื่อให้เห็นภาพรวมคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลอย่างครบถ้วน และยืนยันได้ว่าการดำเนินงานของกลุ่มมุ่งสู่การเป็นองค์กร Carbon Negative และ Net Zero อย่างแท้จริง

      โดยหนึ่งในโครงการสำคัญที่ดำเนินการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คือ การสร้างกระบวนการดักจับคาร์บอนที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตเอทานอลให้เป็นสินค้าที่มีคุณค่า คือ Bio-CO2 ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการลดก๊าซเรือนกระจกของทีเอสเอ็ม กรุ๊ปได้เป็นอย่างดี แสดงถึงทัศนคติขององค์กรที่มุ่งเน้นการเป็นนวัตกรรมชีวภาพ ขับเคลื่อนอนาคต Bio-based innovation driving the future ได้อย่างแท้จริง

      ดร.กนกวรรณกล่าวต่อว่า  ในอนาคตทีเอสเอ็ม กรุ๊ปมีแผนที่จะพัฒนามาตรฐานด้านความยั่งยืนให้ก้าวไปอีกขั้น ขณะนี้ กำลังดำเนินการปรับปรุงระบบบริหารจัดการในทุกกระบวนการ ตั้งแต่ไร่อ้อย โรงงานผลิต จนถึงการจัดการพลังงานและของเสีย เพื่อเตรียมความพร้อมในการขอรับรองมาตรฐานระดับสากลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การรับรองด้านคาร์บอนฟุตพริ้นท์ผลิตภัณฑ์และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร การบริหารจัดการพลังงาน การผลิตอย่างรับผิดชอบ การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การจัดการของเสีย และการปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชนและแรงงาน

      ตลอดจนการยกระดับการจัดกิจกรรมเพื่อสังคม CSR (Corporate Social Responsibility) ทั่วไปให้เป็น CSV (Creating Shared Value) โดยมุ่งเน้นในการดำเนินธุรกิจประสบความสำเร็จแบบยั่งยืนไปพร้อมกับการพัฒนาสังคม (Social) เศรษฐกิจ (Economic) และสิ่งแวดล้อม (Environment) ให้เกิดคุณค่าสูงสุดอย่างต่อเนื่องได้ในเวลาเดียวกันอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน และใช้เทคโนโลยี

      ทั้งนี้ นอกเหนือจากการได้รับการรับรองจาก VIVE Programme แล้ว ทีเอสเอ็ม กรุ๊ปได้รับรางวัลและการรับรองด้านความยั่งยืนอีกหลายด้านที่เป็นความภาคภูมิใจไม่ว่าจะด้านสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาภิบาล เช่น การรับรอง NDPE Sugar (No Deforestation and No People Exploitation) ซึ่งเป็นพันธกิจด้านความยั่งยืนที่สำคัญที่มีเป้าหมายเพื่อปกป้องระบบนิเวศให้ความสำคัญกับหลักการไม่ตัดไม้ทำลายป่า และเคารพสิทธิมนุษยชนในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตอ้อยและน้ำตาลมาตรฐาน และการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 ด้านสิ่งแวดล้อม, ISO 45001 ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย และผ่านการรับรองการเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านทุจริต(Thai Private Sector Collective Action Against Corruption:CAC ) ซึ่งส่งเสริมความโปร่งใสในธุรกิจ เป็นต้น

Tags:

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

เปิดแผนงานปี 69 “เอเพ็กซ์ ปาร์ค”

ชูจุดแข็ง 3 มิติ สร้างความเชื่อมั่นลูกค้า

      เอเพ็กซ์ ปาร์คเผยแผนการดำเนินงานปี 69 ยึดมั่นนโยบายเดินหน้าสร้างความมั่นคงและความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยจุดแข็ง 3 มิติ ประกอบด้วย ชุมชน, สาธารณูปโภค และสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งเป้าขายที่ดินจาก 60% พุ่งเป็น 80% เน้นเจาะลูกค้าใหม่ กลุ่มเทคโนโลยี AI และ Data Center ขณะที่ รายได้รวมตั้งเป้าเติบโต 20% จากปี 68 มั่นใจผลประกอบการโตตามคาด ปลื้มฟีดแบ็คลูกค้าเป็นที่น่าพึงพอใจ ได้รับ 95 คะแนน จากการประเมินในภาพร

คุณณัชฐปกรณ์ ดำเนินชาญวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเพ็กซ์ ปาร์ค จำกัด

      คุณณัชฐปกรณ์ ดำเนินชาญวนิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเพ็กซ์ ปาร์ค จำกัด ผู้พัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์ กรีน อินดัสเตรียล เอสเตท กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทดำเนินงานก้าวเข้าสู่ปีที่ 6 บริษัทได้มีการวางแผนในด้านจุดเด่นของนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์ กรีน โดยให้ความสำคัญในเรื่องของสาธารณูปโภค ส่วนกลาง และคุณภาพชีวิต เนื่องจากมองว่าการที่นิคมอุตสาหกรรมจะยั่งยืนได้ ต้องมีความพร้อมในส่วนของปัจจัย 4 ให้แก่ผู้ที่มาอาศัย และมาลงทุน

      ทั้งนี้ ก่อนที่จะมีการพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรม กลุ่มบริษัทได้มีการบริหารที่ดินในจังหวัดฉะเชิงเทรามาอย่างยาวนาน ส่งผลให้บริษัทมีศักยภาพในแง่ของพื้นที่และทรัพยากร โดยนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์ กรีน ปัจจุบันมีพื้นที่โดยรวมที่ 2,500 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่ขาย 2,000 ไร่ พื้นที่สาธารณูปโภคและพื้นที่สีเขียวประมาณและ 500 ไร่ ขณะนี้ ขายออกไปแล้วประมาณ 60% ซึ่งมีลูกค้าเข้ามาดำเนินการก่อสร้างแล้วประมาณ 45% โดยเป็นกลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ และไต้หวัน ประมาณ 80-90%

      สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เข้ามาลงทุนมี 2 ประเภท โดยอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ สัดส่วนที่ 45% กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สัดส่วนที่ 30% และที่เหลือคละกันไปในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม

      “แรกเริ่มแล้วต้องยอมรับว่าจังหวัดฉะเชิงเทรา หากเทียบกับจังหวัดอื่นๆในเขต EEC แล้ว ความพร้อมถือว่ายังไม่สูง เมื่อเทียบกับจังหวัดชลบุรีและระยอง ที่มีการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมาก่อนและหนาแน่นกว่าเรา เอเพ็กซ์ กรีน เราจึงให้ความสำคัญเรื่องการสร้างความเจริญให้คนในพื้นที่ไปควบคู่กับการสร้างแหล่งงานในนิคมอุตสาหกรรม ด้วยการสร้างแหล่งชุมชน ทีอยู่อาศัย โดยรอบไปพร้อมๆกับการพัฒนาที่ดินภายในโครงการ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและความมั่นใจแก่นักลงทุน เสริมจุดอ่อนเพิ่มจุดแข็งให้กับจ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งนี่คือพื้นฐานแนวคิดของนิคมอุตสาหกรรมของเรา” คุณณัชฐปกรณ์กล่าว

      ด้านแผนการดำเนินงานปี 2569 บริษัทยังยึดมั่นในนโยบายเดิม คือ การสร้างความมั่นคงและความมั่นใจให้แก่ลูกค้า ด้วยจุดแข็ง 3 มิติ ได้แก่ มิติ 1 : ด้านชุมชน โดยให้ความสำคัญด้านที่อยู่อาศัยและคุณภาพชีวิต ซึ่งปัจจุบันมีแผนในการสร้างอพาร์ทเม้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการในการอยู่อาศัย ปัจจุบันได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ 2 อาคาร ซึ่งมีผู้เช่าเต็มแล้วทั้ง 2 อาคาร และในปี 2569 มีแผนที่จะขยายโปรเจคเพิ่ม เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชน

      ตั้งแต่เมื่อ 5 ปีที่แล้วที่ได้เริ่มโครงการเอเพ็กซ์ กรีน บริษัทก็ได้ให้ความสำคัญกับการสร้างชุมชนมาตั้งแต่ต้น เพื่อสร้างความเจริญ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตพนักงานและผู้อยู่อาศัยโดยรอบ เราจึงสร้างคอมมูนิตี้ มอลล์ และ ปั๊มน้ำมันขึ้นมา โดยเป็นปั้มน้ำมันบางจาก ส่วน คอมมูนิตี้ มอลล์ จะใช้ชื่อว่า “เอเพ็กซ์ มอลล์” ตั้งอยู่บนมีพื้นที่ 9 ไร่ ปัจจุบันมีคนจับจองเช่าพื้นที่แล้วประมาณ 20% โดยเป็นในส่วนของร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารและการบริการ ซึ่งใช้งบลงทุนประมาณ 80 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงกลางปี หรือไม่เกินไตรมาส 3/2569

      มิติ 2 สาธารณูปโภค บริษัทให้ความสำคัญในเรื่องสาธารณูปโภค ทรัพยากรน้ำและไฟ โดยเฉพาะเรื่องน้ำ บริษัทได้วางแผนงานระยะยาว เพื่อซับพอร์ตน้ำให้พอกับปริมาณการใช้ของลูกค้า ด้วยจุดแข็งด้านพื้นที่ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น บริษัทจึงมุ่งขุดบ่อกักเก็บน้ำดิบและขายน้ำประปาเอง สร้างความยั่งยืนและมั่นใจของลูกค้าในนิคม ดังนั้นเรื่องทรัพยากรน้ำจึงถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์ กรีน

      ปัจจุบันบริษัทมีบ่อน้ำดิบ 3 บ่อ ซึ่งมาจากการกักเก็บน้ำฝนเป็นหลัก แต่ด้วยปัจจุบันลูกค้าที่มาติดต่อมีความต้องการใช้น้ำในปริมาณมากขึ้น บริษัทจึงมีแผนที่จะขุดบ่อกักเก็บน้ำเพิ่มอีกอย่างน้อย 4 บ่อ ซึ่งอยู่ในแผนการพัฒนาน้ำระยะยาว 5-10 ปีอยู่แล้วด้วย ด้วยงบประมาณไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ ในสิ้นปี 2569 คาดว่าจะขุดเพิ่มได้อีก 2 บ่อ โดยใช้งบประมาณไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท

      ด้านไฟฟ้า ปัจจุบันการใช้ไฟฟ้าหลักๆ มาจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) แต่บริษัทยังมีไฟฟ้าทางเลือกเป็นโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าขนาด 32 เมกะวัตต์ (MW) จากปัจจุบันที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าขนาด 8 เมกะวัตต์ (MW) และในอนาคตต่อไปคาดว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

      มิติ 3 : ด้านสิ่งแวดล้อม นิคมมีระบบบำบัดน้ำเสียส่วนกลาง ระบบตรวจวัดอากาศ ที่ได้มาตรฐาน มุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน และโปรเจคโซลาร์ลอยน้ำ (Floating Solar) ซึ่งอนาคตส่วนนี้จะเข้าข่ายในเรื่องของคาร์บอนเครดิต เป็นเรื่องที่ลูกค้าหลายๆ รายให้ความสำคัญ และบริษัทเองได้ให้ความสำคัญในด้านนี้มาโดยตลอด

      อีกทั้ง ปัจจุบันบริษัทยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อกำหนดของมาตรฐานคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (Carbon Footprint for Organization : CFO) ของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) รวมทั้ง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) เพื่อนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

     “สำหรับ 3 มิติหลักที่กล่าวไปนั้น ถือเป็นนโยบายหลักที่เราได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2569 เราจะมุ่งเน้นที่มิติ 1 เป็นหลัก โดยเราให้ความสำคัญในด้านที่อยู่อาศัย และพยายามที่จะพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของเราให้ดียิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีแก่คนที่อาศัยอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมของเรา พร้อมทั้ง มุ่งมั่นสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า เนื่องจากเราเป็นนิคมอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นมาใหม่

      ดังนั้นการสร้างคอมมูนิตี้ มอลล์ และอาคารที่อยู่อาศัย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างเมืองขนาดย่อม ทั้งนี้ นอกเหนือจากเราแล้ว ชาวบ้านและผู้ประกอบการรายย่อยที่อยู่โดยรอบ ก็จะได้อนิสงค์ในจุดนี้ด้วยเช่นเดียวกัน ซึ่งส่วนนี้จะช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน และสามารถดึงดูดผู้คนให้เข้ามามากยิ่งขึ้นในอนาคต” คุณณัชฐปกรณ์กล่าว

      สำหรับเป้าหมายการเติบโตของบริษัทในปีนี้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทขายพื้นที่ไปแล้ว 60% ดังนั้นภายในปี 2569  บริษัทจึงได้วางเป้าหมายการขายที่ดินจาก 60% เพิ่มเป็น 80% โดยเน้นเจาะกลุ่มตลาดที่มีความตื่นตัว และเป็นกระแสในปัจจุบัน เช่น เทคโนโลยี AI และ Data Center ซึ่งจะให้ความสำคัญกับลูกค้ากลุ่มนี้เป็นหลัก ถึงแม้ในปี 2568 จะมีลูกค้าเข้ามาลงทุนในในประเทศไทยน้อยลง แต่กลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใหม่ประมาณ 70% คือ กลุ่ม Data Center และเทคโนโลยี AI

      ด้านรายได้รวมบริษัทตั้งเป้าเติบโต 20% จากปี 2568 ถึงแม้รายได้จากการขายที่ดินอาจจะชะลอตัว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากในด้านสาธารณูปโภคที่พร้อมมากยิ่งขึ้น และลูกค้าเริ่มเปิดไลน์ผลิตจึงหันมาใช้สาธารณูปโภคเพิ่ม คาดว่าจะช่วยหนุนรายได้ในส่วนนี้ส่งผลให้มีความมั่นใจว่าในปี 2569 จะทำได้ตามเป้า

      คุณณัชฐปกรณ์กล่าวต่อถึงผลตอบรับจากลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์ กรีนว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้มีการสอบถามความคิดเห็นจากลูกค้า โดยเฉลี่ยแล้วได้ประมาณ 95 คะแนน จากผลการประเมินในภาพรวมของลูกค้า ซึ่งจะมีการประเมินตามหัวข้อต่างๆ เช่น ทัศนคติที่ดี การสื่อสาร และความสามารถของเจ้าหน้าที่ เป็นต้น โดยในส่วนนี้ต้องให้เครดิตไปยังทีมงานที่ให้ความทุ่มเท และใส่ใจกับการทำงาน เนื่องจากว่าลูกค้าปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นในกลุ่มประเทศจีน และทีมงานของบริษัทสามารถสื่อสารภาษาจีนได้เป็นอย่างดี

      อีกทั้ง บริษัทยังมีการอบรม พูดคุยเรื่องมารยาทอยู่เสมอ รวมไปถึง การแก้ไขปัญหาที่หน้างานของฝ่ายปฏิบัติการ ซึ่งมีการทำงานที่รวดเร็วแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าอย่างทันท่วงที รวมทั้ง ยังมีการสื่อสารที่สม่ำเสมอ และอาศัยการพูดคุยกันเป็นประจำ ซึ่งส่วนนี้ช่วยทำให้การทำงานเป็นไปอย่างราบรื่น โดยทั้งหมดนี้ถือเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า และส่งผลให้บริษัทได้รับคะแนนจากการประเมินในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจ

      นอกจากนี้ บริษัทยังได้ผ่านการรับรองมาตรฐานในด้านต่างๆ ที่ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ลูกค้า ได้แก่ มาตรฐาน ISO 14001 และมาตรฐาน ISO 9001 ขณะเดียวกัน ในอนาคตยังมีแผนที่จะขอการรับรองมาตรฐานอื่นๆ เพิ่มเติม ปัจจุบันได้มีการศึกษาเรื่องของคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) และมาตรฐานที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กำหนด เช่น CFO และ SDGs ซึ่งเป็นหนึ่งในเป้าหมายของบริษัทที่ต้องดำเนินการในอนาคต

 

Tags:

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

ฟู๊ด ดี โปปักธงปี 69 รายได้พุ่งแตะ 500 ลบ.

      “ฟู๊ด ดี โป” ตั้งเป้าปี 69 เติบโตเพิ่มจากปีก่อนหน้า 30% รายได้ทะยานสู่ 500 ลบ. เติม Gross Margin อย่างน้อย 2-3% ผลักดัน Net Profit Margin ไปที่ระดับ 6-10% บวกเปิดแผนธุรกิจ เดินหน้ารุกตลาดเต็มพิกัด ทั้งการขยายช่องทางการจำหน่าย การเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ และอื่นๆ พร้อมตอกย้ำ 1 ทศวรรษแห่งความสำเร็จ หนุนเติบโตอย่างมั่นคง ชูคุณภาพสินค้าที่โดดเด่น ความตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ และจริยธรรมทางธุรกิจ การันตีความเชื่อมั่นลูกค้าและก้าวเดินเคียงข้างกันตลอดมา

 

คุณเอื้อเอ็นดู วิสุทธิรานนท์ กรรมการบริหาร (ขวา) คุณณัฐพร วงศ์พิสุทธิ์ไพศาล ผู้จัดการฝ่ายขาย (ซ้าย)

      คุณเอื้อเอ็นดู วิสุทธิรานนท์ กรรมการบริหาร บริษัท ฟู๊ด ดี โป จำกัด กล่าวถึงเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ว่า บริษัทได้กำหนดแนวทางไว้ดังนี้ 1.ตั้งเป้ารายได้รวม (Revenue Target) 500 ล้านบาท หรือ เติบโตเพิ่มขึ้น 30% จากปี 2568 ซึ่งมีรายได้รวมอยู่ที่ 350 ล้านบาท 2.บริษัทมีเป้าหมายด้านกำไร (Profitability) โดยเพิ่ม Gross Margin อย่างน้อย 2-3% พร้อมทั้ง ผลักดัน Net Profit Margin ไปที่ระดับ 6-10% ผ่านการเพิ่มสินค้า Margin สูงและบริหารซัพพลายเชน

     3.การขยายช่องทางขาย (Channel Expansion) โดยเปิดช่องทางใหม่อย่างน้อย 2 ช่องทาง เช่น B2B Marketplace, LINE OA และระบบสั่งซื้อออนไลน์, ตัวแทนจำหน่าย (Distributor) ต่างจังหวัด และ เพิ่มพื้นที่จัดจำหน่ายจากจังหวัดสมุทรสาครไปยังตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตลาดภาคเหนือมากกว่า 5 จังหวัด

     4.การขยายฐานลูกค้า (Customer Base Expansion) เพิ่มยอดขายทั้งปริมาณ และชนิดสินค้า ของลูกค้าปัจจุบันกว่า 50% รวมทั้ง เพิ่มลูกค้ารายใหม่กว่า 30-40% โดยเฉพาะกลุ่ม Horeca, ร้านอาหารเชน, โรงแรม, โรงงานแปรรูปอาหาร และ Modern Trade

     5.พอร์ตสินค้า (Product Portfolio Development) โดยเพิ่มซัพพลายเออร์ใหม่อย่างน้อย 5-10 ราย, เพิ่มสินค้าใหม่อย่างน้อย 10-15 รายการ และผลักดันสินค้า Value-Added / Ready-to-cook ให้เป็น 20–30% ของรายได้รวม 6.ซัพพลายเชน & โลจิสติกส์ (Supply Chain Improvement) ได้แก่ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ 5-10%, เพิ่มความแม่นยำสต็อก (Inventory Accuracy) 95% และยกระดับคุณภาพคลังแช่เย็น / กระบวนการจัดเก็บตามมาตรฐาน

     7.มาตรฐานอาหาร & Food Safety โดยบริษัทผ่านการรับรองมาตรฐาน เช่น GMP, HACCP และ อย. เป็นต้น และมีระบบ Traceability ตรวจสอบย้อนกลับสินค้า 100% 8.ภาพลักษณ์แบรนด์และการตลาด (Brand & Marketing) โดยเพิ่มการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) มากกว่า 50%, สร้างคอนเทนต์การตลาดประจำ เช่น เมนู, วัตถุดิบและมาตรฐานสินค้า เป็นต้น รวมถึง การจัดทำแคมเปญออนไลน์อย่างน้อย 6 ครั้งต่อปี

     9.การพัฒนาทีมงาน (People Development) โดยเพิ่มทีมขายหรือทีมปฏิบัติการตามแผนเติบโต, อบรมให้ความรู้ เกี่ยวกับสินค้า ระบบ การขาย และการบริการไม่น้อยกว่า 12 ครั้งต่อ ปี และตั้ง KPI รายไตรมาสให้ชัดเจน

    “เป้าหมายรายได้รวมในปี 2569 ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของเรา เนื่องด้วยเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว อย่างไรก็ตาม เรามั่นใจว่าด้วยนโยบายของภาครัฐ ประกอบกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความเข้าใจและมีความเชื่อมั่นในเรื่องอาหารแช่แข็งที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกัน เราจะนำสินค้าไปวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรดซึ่งเป็นพาร์ทเนอร์ของเราอยู่แล้วให้มากขึ้น หรือ กลุ่ม B2C อาทิ โลตัส แม็คโคร และบิ๊กซี  เป็นต้น เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้าได้ง่ายยิ่งขึ้น

     พร้อมกันนี้ ในเดือนมกราคม เราได้เปิดตัวสินค้าใหม่ “ปลาหมูสีแช่แข็ง” ปลาทะเลน้ำลึก ซึ่งจะนำมาทดแทนปลากระพงที่มีราคาสูง และตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุม โดยแนวทางทั้งหมดเหล่านี้ จะส่งผลให้ตัวเลขรายได้รวมไม่หลุดกรอบ สามารถไต่ระดับจาก 350 ล้านบาทในปี 2568 ไปแตะที่ 500 ล้านบาท ได้ตามที่เราคาดการณ์” คุณเอื้อเอ็นดูกล่าว

     สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2569 บริษัทได้วางแนวทางไว้ดังนี้ 1.ขยายช่องทางการจำหน่ายสินค้า โดยการเสริมช่องทางจำหน่ายออนไลน์ (LINE OA, Marketplace B2B, Social Commerce), การเพิ่ม Partner Distributor ในต่างจังหวัด เพื่อเพิ่ม penetration ผ่าน Cold-  Chain ของพื้นที่ และการเพิ่มความสามารถในการเข้าช่องทาง Modern Trade / ร้านปลีกอิสระ (Traditional Trade) ได้มากขึ้น

     2.เสริมสร้างความได้เปรียบด้านซัพพลายเชนและการจัดหา (Supply Advantage) โดยจัดหาซัพพลายเออร์อาหารทะเลสด และแช่แข็งหลายแหล่ง เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มกำไร, ลงทุนเพิ่มคลังสินค้าแช่เย็น (Cold Storage) และรถห้องเย็น เพื่อช่วยลดต้นทุน และการวางแผน   สต็อกเชิงกลยุทธ์ตามฤดูกาล (Seasonal Sourcing) ทำให้ควบคุมราคาต้นทุนได้ดียิ่งขึ้น

    3.การบริโภคอาหารปลอดภัยและตรวจสอบย้อนกลับ (Food Safety / Traceability) เพื่อสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้แก่ลูกค้า โดยการคัดสรรและตรวจสอบซัพพลายเออร์ที่ได้มาตรฐาน อย. / GMP / HACCP รวมทั้ง มุ่งเน้นความโปร่งใสแหล่งที่มาของวัตถุดิบ (MD, ASC, BAP)

    4.การบริหารราคาและพอร์ตสินค้า (Portfolio Optimization) โดยขยายรายการสินค้า Margin สูง เช่น Seafood Premium, Ready Meal, Value-Added Product, ลดสินค้าที่หมุนช้าและมีต้นทุนสูงเพื่อเพิ่ม Net Margin และกำหนดราคาแบบ Tier สำหรับลูกค้ากลุ่มต่างๆ

    5.การขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partnerships) โดยร่วมมือกับบริษัทโลจิสติกส์ห้องเย็น / โรงงานแปรรูป, สร้าง Private Brand หรือ OEM ภายใต้ชื่อ Food Depot  และสร้างPartnerships กับร้านอาหารเชนเพื่อเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบหลัก

     การลงทุนด้านเทคโนโลยี โดยจัดทำระบบ ERP / Inventory เพื่อควบคุมสต็อกแบบ Real-Time,ระบบจัด Routes ส่งสินค้าให้คุ้มค่าน้ำมัน และ Data Analytics เพื่อคาดการณ์ดีมานด์ และ 7.การเสริมภาพลักษณ์แบรนด์ โดยสื่อสารความเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารทะเลแช่แข็ง, สร้าง Branding ให้ดูทันสมัย น่าเชื่อถือ เน้นคุณภาพ รวมถึง คอนเทนต์สร้างความรู้ เช่น วิธีเก็บรักษา และวิธีเลือกอาหารทะเลคุณภาพสูง เป็นต้น

     คุณเอื้อเอ็นดูกล่าวต่อถึงปัจจัยผลักดันการเติบโต (Growth Drivers) ดีมานด์อาหารแช่แข็งในประเทศสำหรับบริษัทในปี 2569 ว่า ประกอบด้วย กลุ่มลูกค้า B2B (Horeca, โรงงาน, ร้านอาหารเชน) กลับมาขยายสาขาในปี 2569 ขณะที่ ลูกค้า B2C มีพฤติกรรมหันมาเลือกอาหารแช่แข็งที่คุณภาพดีเพราะ มีความสะดวกและราคาเหมาะสม นอกจากนี้ เทรนด์อาหารพร้อมปรุง-พร้อมทาน (Ready-to-Cook / Ready-to-Eat) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมถึง โอกาสจากการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว (โรงแรม, ร้านอาหาร, ธุรกิจจัดเลี้ยง (Catering)

    สำหรับโอกาสที่สนับสนุนให้ธุรกิจของบริษัทมีการเติบโตมากยิ่งขึ้น ได้แก่ 1.ตลาด B2B แข็งแรง โดยร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้าส่ง ยังคงต้องการวัตถุดิบแช่แข็ง/อาหารทะเลแปรรูป 2.อาหารสะดวก /พร้อมปรุงเติบโต ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคยุคชะลอรายได้ เน้นความสะดวก 3.ภาคท่องเที่ยวฟื้นตัว ช่วยเพิ่มความต้องการวัตถุดิบและอาหารแช่แข็ง และ 4.ตลาด Niche / คุณภาพ เน้นอาหารทะเลแช่แข็งคุณภาพสูง ลดการแข่งขันด้านราคา

    ขณะที่ ความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ ประกอบด้วย 1.กำลังซื้อผู้บริโภคอ่อน ซึ่งลดความต้องการ B2C 2.ต้นทุนสูง และโลจิสติกส์ยุ่งยาก เช่น Cold chain, สต็อก และการขนส่ง เป็นต้น 3.การแข่งขันสูง โดยมีคู่แข่งทั้งรายใหญ่และรายเล็ก 4.ความไม่แน่นอนเศรษฐกิจโลก / ส่งออก เช่น ราคาวัตถุดิบ, นโยบายการค้า และอัตราแลกเปลี่ยน และ 5.มาตรฐานความปลอดภัยอาหาร โดยต้องลงทุนระบบคุณภาพเพื่อรักษาลูกค้า

    คุณเอื้อเอ็นดูกล่าวต่อว่า บริษัท ฟู๊ด ดีโป จำกัด ก่อตั้งเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 โดยเกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์และความตั้งใจของผู้ก่อตั้งคุณอำไพ หาญไกรวิไลย์ และคุณสรุพงษ์ หาญไกรวิไลย์ ประธานบริษัท ไทยรอแยลฟรอเซนฟู๊ด จำกัด และบริษัท โกลด์เด้น ซีฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกุ้งแช่แข็งชั้นนำของประเทศไทย

    ด้วยประสบการณ์ยาวนานในอุตสาหกรรมอาหารทะเลและความเข้าใจในซัพพลายเชนแบบครบวงจร ผู้ก่อตั้งเล็งเห็นความจำเป็นของการยกระดับคุณภาพวัตถุดิบในตลาดไทย พร้อมความเชื่อมั่นว่า “อาหารที่ดี เริ่มต้นจากวัตถุดิบที่เชื่อถือได้” แนวคิดนี้จึงเป็นจุดกำเนิดของบริษัท

    ทั้งนี้ จากคลังสินค้าขนาดเล็กและคู่ค้ารุ่นแรกเพียงไม่กี่ราย บริษัทเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง ด้วยการขยายเครือข่ายซัพพลายเออร์ไปยังหลายประเทศทั่วโลก ควบคู่กับการพัฒนาคลังแช่เย็นและระบบขนส่งที่ได้มาตรฐานสูง เพื่อให้วัตถุดิบทุกชิ้นยังคงคุณภาพที่สุดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

    สำหรับสิ่งที่ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจ ไม่ได้มีเพียงคุณภาพสินค้าที่โดดเด่น แต่รวมถึง “ความตรงต่อเวลา ความรับผิดชอบ และจริยธรรมทางธุรกิจ” ซึ่งกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ลูกค้าหลายรายเติบโตเคียงข้างบริษัทตลอดมา

    บริษัทมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินงาน ดังนี้ “มุ่งเป็นผู้นำด้านวัตถุดิบอาหารแช่แข็งครบวงจร ที่ยกระดับประสบการณ์อาหารของประเทศไทยสู่มาตรฐานสากล” ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าตามพันธกิจเดิมและสร้างมาตรฐานใหม่ของวัตถุดิบอาหารคุณภาพสูง พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหาร โรงงาน โรงแรม และผู้ค้าในทุกระดับ ให้สามารถสร้างสรรค์ธุรกิจที่แข็งแกร่งและยั่งยืน ด้วยวัตถุดิบที่ดีที่สุดในทุกวัน

    “ปัจจุบันเรามีวัตถุดิบจากในโรงงานบริษัทแม่ของเราเองและนำเข้าจากต่างประเทศ เรามีซัพพลายเออร์จากทั่วทุกมุมโลกที่นำเข้ามา ขณะเดียวกัน เราเป็นซัพพลายเออร์ให้กับแบรนด์ชั้นนำของประเทศหลายราย รวมถึง  SMEs  โดยที่ผ่านมาเราได้รับรางวัลซัพพลายเออร์ดีเด่นจากแบรนด์ต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

   ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าเราจะไม่มีชื่อให้จดจำในธุรกิจมากเช่นเดียวกับผู้ประกอบการรายอื่นๆ แต่เราได้เข้าไปยืนอยู่ในใจข้างหลังบ้านของแบรนด์ต่างๆ เสมอมา พร้อมกันนี้ เรามีความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และวิธีการทำงานทั้งหมดให้สอดคล้องกับตลาดในประเทศและตลาดโลก นอกจากนี้ ในอนาคตเรามีแผนว่าจะเน้นธุรกิจส่งออกที่เป็นสินค้าไทย เพื่อโปรโมทสินค้าไทยให้ตลาดโลกรับทราบมากยิ่งขึ้น” คุณเอื้อเอ็นดูกล่าว

 

 

Tags:

Page Visitor

013050467
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
3464
16196
66647
311770
273554
13050467
Your IP: 216.73.217.80
2026-04-23 07:35
© 2024 Biz Focus Magazine All Rights Reserved.