
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
BGC เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวต่อเนื่อง กำไรเติบโตแข็งแกร่ง
พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่าน BCM เสริมศักยภาพการเติบโตระยะยาว

บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในกลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส (BG) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนทิศทางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการปรับสมดุลกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สถานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมี นายวิศาล ลออเสถียรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และนางสาวศิริกุล มังกรกนก รักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ร่วมให้ข้อมูลทางกลยุทธ์และทิศทางของธุรกิจครั้งนี้
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 3,569 ล้านบาท โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วยังคงเป็นธุรกิจหลักและมีปริมาณการขายอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้งยังคงเติบโตต่อเนื่อง และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนและฉลากสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวที่ดีจากการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่
ด้านความสามารถในการทำกำไร BGC สามารถยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นรวมขึ้นมาอยู่ที่ 16.1% สูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการผลิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 53 ล้านบาท
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ BGC ในปี 2569 คือการเข้าถือหุ้นเพิ่มเติมใน บริษัท บางกอกแคน แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (BCM) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและฝาอลูมิเนียมชั้นนำ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานและควบรวมงบการเงินของ BCM ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ BGC ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
BGC ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การเป็นผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ผ่านการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
Wise Plus Grow ชี้มาตรฐานการผลิตคือหัวใจของแบรนด์
แนะเลือกโรงงานผลิตจากมาตรฐานและศักยภาพ มากกว่าต้นทุน

กรุงเทพฯ – ตลาดเครื่องสำอางและสกินแคร์ของไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การสร้างแบรนด์หรือทำการตลาด แต่เริ่มตั้งแต่การเลือกโรงงานผู้ผลิต เพราะคุณภาพของสินค้า ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และโอกาสในการเติบโตในอนาคต ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากกระบวนการผลิต
ดร.วราวุฒิ เรืองบุตร กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) บริษัท ไวส์ พลัส โกรว์ จำกัด (Wise Plus Grow Co., Ltd.) กล่าวว่า "การแข่งขันของตลาดเครื่องสำอางวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครผลิตได้ถูกกว่า แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น การเลือกโรงงานผลิตจึงเป็นการลงทุนระยะยาว เพราะโรงงานที่มีมาตรฐานและมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้เจ้าของแบรนด์ลดความเสี่ยง สร้างความแตกต่าง และเติบโตได้อย่างมั่นคง"
ดร.วราวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังใช้ "ราคา" เป็นเกณฑ์หลักในการเลือกโรงงาน ทั้งที่ความพร้อมของโรงงานมีผลต่อคุณภาพของสินค้าในระยะยาว โรงงานจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับจ้างผลิต แต่เป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาแบรนด์ ตั้งแต่การคิดค้นสูตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการนำสินค้าออกสู่ตลาด หากเลือกโรงงานที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาด้านคุณภาพสินค้า กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และเพิ่มต้นทุนในการแก้ไขปัญหาในภายหลัง”

สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรก คือมาตรฐานการผลิต GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมกระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการบรรจุและจัดเก็บผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ขณะที่การได้รับการรับรอง ISO 22716:2007 และ ISO 9001:2015 ยังช่วยยืนยันว่าระบบการผลิตมีมาตรฐาน สามารถควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน
อีกองค์ประกอบที่มีบทบาทไม่แพ้กันคือทีม Research & Development (R&D) ซึ่งทำหน้าที่ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสูตร การคัดเลือกสารสกัด การติดตามเทรนด์ของตลาด ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกระแส Clean Beauty, Vegan และ Cruelty-Free ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ การเลือกโรงงานที่ให้บริการแบบ One Stop Service จะช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงาน ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการจดแจ้งผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้สามารถนำสินค้าออกสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น
ปัจจุบัน Wise Plus Grow ให้บริการรับผลิตเครื่องสำอางและสกินแคร์แบบครบวงจร ทั้งในรูปแบบ OEM, ODM และ OBM ครอบคลุมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และเครื่องสำอาง พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาตั้งแต่การพัฒนาสูตร การคัดเลือกส่วนผสม ไปจนถึงการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ รองรับทั้งการผลิตแบบ Small Batch สำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจ และการผลิตในระดับอุตสาหกรรมสำหรับแบรนด์ที่ต้องการขยายกำลังการผลิต
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 10 ปี Wise Plus Grow ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP, ISO 22716:2007, ISO 9001:2015 และ Green Industry จากกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงให้บริการด้านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการนำสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
ดร.วราวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการวางรากฐานที่ดีตั้งแต่กระบวนการผลิต การเลือกโรงงานที่มีมาตรฐาน มีทีมวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง และสามารถสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างครบวงจร จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยง เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และสร้างโอกาสในการแข่งขันได้ในระยะยาว
วัตสัน ประเทศไทย คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ต่อเนื่องปีที่ 3
ตอกย้ำแบรนด์ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคไทย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 23 กรกฎาคม 2569 – วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ด้วยการคว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026* ในสาขา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม (Beauty Store) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ ที่มีต่อวัตสันในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วัตสันมุ่งพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด Customer Obsession เป็นหัวใจสำคัญ โดยมุ่งทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การคัดสรรผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก การนำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่อย่างสม่ำเสมอ ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์การชอปปิงผ่านระบบ O+O (Offline + Online) ที่เชื่อมต่อหน้าร้านและแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อมอบความสะดวก ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ในทุกช่องทาง
นวลพรรณ ชัยนาม Managing Director วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า "การได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในวาระครบรอบ 30 ปีของวัตสัน ประเทศไทย คือเครื่องยืนยันว่า “ความไว้วางใจ” ที่แบรนด์สั่งสมมาตลอด 3 ทศวรรษ ยังคงแข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้จึงเป็นทั้งความภาคภูมิใจของพนักงานทุกคน และแรงผลักดันให้วัตสันเติบโตเคียงข้างผู้บริโภคไทยอย่างมั่นคงในทุกช่วงเวลาของชีวิต"
การได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งความสำเร็จของแบรนด์ แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวัตสันในการเป็นมากกว่าร้านเพื่อสุขภาพและความงาม ด้วยการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า ผ่านบริการกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ พร้อมยกระดับสินค้า บริการ และประสบการณ์การชอปปิงให้ทันกับทุกความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ควบคู่กับการส่งมอบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกช่วงของชีวิต พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาด Health & Beauty Retail ของประเทศไทยในระยะยาว

*รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ถือเป็นรางวัลที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 เพื่อมอบให้กับ แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย จากการสำรวจความนิยมของแบรนด์ในหมวดสินค้าทั่วไป 103 ผลิตภัณฑ์ และสินค้ากลุ่มเฉพาะ 20 ผลิตภัณฑ์ ทั่วประเทศ ซึ่งผ่านกระบวนการวิจัยที่น่าเชื่อถือขั้นสูงและครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 6,500 ตัวอย่าง
เกี่ยวกับ วัตสัน ประเทศไทย
วัตสัน ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2539 วัตสันนำเสนอประสบการณ์ชอปปิ้งแบบไร้รอยต่อด้วยจำนวนสาขามากกว่า 750 สาขาทั่วประเทศ และวัตสัน ออนไลน์ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครบครันให้แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยวัตสันมีความมุ่งมั่นต่อเนื่องที่จะส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มราคา รวมไปถึงการให้บริการแก่ลูกค้าทุกคนด้วยความใส่ใจ และมีมาตรฐาน รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ LOOK GOOD, DO GOOD, FEEL GREAT
“ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย” คว้ารางวัลสถานที่ทำงานยอดเยี่ยม
2026 Great Place To Work Certification™ ปีที่ 5 ติดต่อกัน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับ Great Place to Work Certification™ เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน จากคะแนนโหวต 85% ของพนักงานในปัจจุบันที่บอกเล่าประสบการณ์การทำงานในสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยม
ทั้งนี้ Great Place To Work® เป็นองค์กรระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมในองค์กร ประสบการณ์ของพนักงาน และพฤติกรรมของผู้นำ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความเป็นผู้นำในตลาด รักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรและสร้างสรรค์นวัตกรรมได้
"การได้รับ Great Place to Work Certification™ ถือเป็นความสำเร็จที่หลายองค์กรปรารถนาอย่างยิ่ง ซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องและทุ่มเทตั้งใจต่อประสบการณ์โดยรวมของพนักงาน" ซาราห์ ลูอิส-คูลิน รองประธาน ฝ่าย Global Recognition at Great Place To Work กล่าว “การรับรองนี้เป็นการยกย่องอย่างเป็นทางการเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับจากความคิดเห็นแบบเรียลไทม์ของพนักงานที่มีต่อวัฒนธรรมองค์กรของพวกเขา จากการประสบความสำเร็จในการได้รับการยอมรับในครั้งนี้ เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย โดดเด่นในฐานะหนึ่งในบริษัทชั้นนำที่น่าทำงานด้วย โดยมอบสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ยอดเยี่ยมให้แก่พนักงาน”
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับแนวทางเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องในการสร้างแรงจูงใจ พัฒนาและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานที่ทำงานระดับโลกที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ความมุ่งมั่นนี้ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ว่า สถานที่ทำงานที่โดดเด่นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการลงทุนอย่างรอบคอบ ยั่งยืนและสม่ำเสมอ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นรากฐานสำหรับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะบุคลากรที่มีคุณภาพสูง และส่งเสริมความผูกพันในระยะยาวระหว่างพนักงานและองค์กรอีกด้วย
วัฒนธรรมองค์กรของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค หล่อหลอมด้วยคุณค่าของแนวคิด IMPACT ประกอบด้วย การยอมรับความแตกต่าง (Inclusion) ความเชี่ยวชาญ (Mastery) เป้าหมายที่ชัดเจน (Purpose) การลงมือทำ (Action) ความต้องการเรียนรู้ (Curiosity) และการทำงานเป็นทีม (Teamwork) ซึ่งเป็นหลักการสำหรับกิจกรรมและทิศทางการพัฒนาครอบคลุมทั้งองค์กร
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว สะท้อนถึงการวางตำแหน่งขององค์กรในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยีจัดการพลังงาน (Energy Tech Partner) โดยมีความมุ่งมั่นเด่นชัดในเรื่อง นโยบายสวัสดิการที่ครอบคลุมและเป้าหมายการจ้างงานที่สมดุลทางเพศเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมในทุกการดำเนินงาน ในขณะเดียวกัน ยังคงเร่งขับเคลื่อนโครงการยกระดับทักษะดิจิทัล (Digital Upskilling) โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI เป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถติดตามข้อมูลความรู้อย่างต่อเนื่อง และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภูมิทัศน์ด้านพลังงานและเทคโนโลยี
“ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเชื่อว่าการทรานส์ฟอร์มจะยั่งยืนอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อถูกขับเคลื่อนด้วยผู้คน นั่นคือเหตุผลที่เราลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาคน ไม่เพียงแต่ในด้านความสามารถทางดิจิทัลและเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเติบโตมีส่วนร่วมและก้าวหน้าได้ การได้รับการยอมรับให้เป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยมเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างพนักงานที่พร้อมจะนำอนาคตของการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและดิจิทัล” วุฒยา วงษ์สวรรค์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ประเทศไทย ลาว และเมียนมา กล่าว
เกี่ยวกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค
เราคือพันธมิตรด้านเทคโนโลยีพลังงานของคุณ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน สร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืนด้วยการนำระบบไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ และระบบดิจิทัลปรับใช้ในอุตสาหกรรม ธุรกิจ และที่อยู่อาศัย เทคโนโลยีของเราช่วยให้อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายไฟฟ้าทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นและยั่งยืน กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย อุปกรณ์อัจฉริยะ สถาปัตยกรรมที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI บริการระบบดิจิทัลและการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีพนักงาน 160,000 คน และมีพันธมิตรคู่ค้ามากกว่า 1 ล้านราย ครอบคลุมกว่า 100 ประเทศ และได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง www.se.com/th
เกี่ยวกับ Great Place to Work Certification™
การได้ใบรับรอง Great Place To Work Certification™ เป็นการยอมรับในฐานะ "องค์กรที่พนักงานเลือก" (employer-of-choice) ที่ชัดเจนที่สุดซึ่งบริษัทต่างๆ ปรารถนาที่จะบรรลุ ซึ่งเป็นเกียรติประวัติเดียวที่อ้างอิงตามสิ่งที่พนักงานรายงานเกี่ยวกับประสบการณ์ในสถานที่ทำงานของพวกเขาโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสม่ำเสมอที่พวกเขาได้รับประสบการณ์ในสถานที่ทำงานที่มีความไว้วางใจสูง การรับรองจาก Great Place To Work® เป็นที่ยอมรับทั่วโลกทั้งจากพนักงานและนายจ้าง และเป็นมาตรฐานระดับโลกในการระบุและยกย่องประสบการณ์ของพนักงานที่โดดเด่น ในแต่ละปี มีบริษัทมากกว่า 10,000 แห่งใน 60 ประเทศทั่วโลกที่สมัครเข้ารับการรับรอง Great Place to Work Certification™
เกี่ยวกับ Great Place To Work®
ในฐานะองค์กรระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมในสถานที่ทำงาน Great Place To Work® ได้นำผลงานวิจัยและข้อมูลที่ก้าวล้ำยาวนานกว่า 30 ปี มาช่วยให้ทุกสถานที่กลายเป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกคน แพลตฟอร์มที่เป็นกรรมสิทธิ์และโมเดล For All™ ช่วยให้บริษัทต่างๆ ประเมินประสบการณ์ของพนักงานทุกคน โดยสถานที่ทำงานที่เป็นแบบอย่างจะได้รับการรับรอง Great Place To Work Certified™ หรือได้รับการยอมรับในรายชื่อสถานที่ทำงานที่ดีที่สุด Best Workplaces™ ที่หลายองค์กรปรารถนา เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ greatplacetowork.com และติดตาม Great Place To Work® ได้ทาง LinkedIn, Twitter, Facebook และ Instagram