
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
สยามราชธานี ส่งโซลูชั่นใหม่ KYC Delivery รูปแบบใหม่ของการยืนยันตัวตน ตอบสนองความต้องการขององค์กรยุคดิจิทัล
สยามราชธานี หรือ SO ล่าสุดนำเสนอโซลูชั่นสำหรับ KYC (Know your Customer) ตอบโจทย์ผู้ให้บริการในธุรกิจที่ต้องการกระบวนการตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินในยุคดิจิทัล ด้วย KYC Delivery นำการยืนยันตัวตนมาอยู่ในรูปแบบของเดลิเวอรี เป็นตัวกลางส่งข้อมูลให้องค์กรลูกค้าเพื่อความรวดเร็วและปลอดภัย ด้วยระบบ BPO กระบวนการจัดการรูปแบบใหม่ที่มีความแม่นยำและให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของข้อมูล
BGC เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวต่อเนื่อง กำไรเติบโตแข็งแกร่ง
พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่าน BCM เสริมศักยภาพการเติบโตระยะยาว

บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในกลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส (BG) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนทิศทางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการปรับสมดุลกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สถานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมี นายวิศาล ลออเสถียรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และนางสาวศิริกุล มังกรกนก รักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ร่วมให้ข้อมูลทางกลยุทธ์และทิศทางของธุรกิจครั้งนี้
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 3,569 ล้านบาท โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วยังคงเป็นธุรกิจหลักและมีปริมาณการขายอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้งยังคงเติบโตต่อเนื่อง และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนและฉลากสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวที่ดีจากการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่
ด้านความสามารถในการทำกำไร BGC สามารถยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นรวมขึ้นมาอยู่ที่ 16.1% สูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการผลิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 53 ล้านบาท
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ BGC ในปี 2569 คือการเข้าถือหุ้นเพิ่มเติมใน บริษัท บางกอกแคน แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (BCM) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและฝาอลูมิเนียมชั้นนำ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานและควบรวมงบการเงินของ BCM ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ BGC ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
BGC ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การเป็นผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ผ่านการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
ห้างเซ็นทรัล–โรบินสัน เดินหน้าสู่ Green Retail
ขับเคลื่อน “5 มิชชั่นรักษ์โลก” สร้างผลกระทบเชิงบวกจากพื้นที่ค้าปลีก สู่ชุมชน ผืนป่า ท้องทะเล และพลังงานสะอาดทั่วประเทศ
ล่าสุด ขยาย Solar Rooftop ครอบคลุม 21 สาขาทั่วประเทศ ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดราว 14 ล้านหน่วยต่อปี
ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 7,000 ตันต่อปี พร้อมติดตั้ง ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลมแล้วเสร็จ 100%

กรุงเทพฯ – เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือหนึ่งในแนวทางสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทของธุรกิจรีเทลในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมโยงพลังของ ธุรกิจ ลูกค้า พันธมิตร ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) และเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันนำความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน ตั้งแต่การลดขยะและพลาสติก การสนับสนุนสินค้าและชุมชนที่เติบโตอย่างยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูระบบนิเวศ ไปจนถึงการเปลี่ยนพื้นที่รีเทลให้สามารถผลิตและใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนภายใต้ “5 มิชชั่นรักษ์โลก” ซึ่งสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า พลังของธุรกิจรีเทลสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ไกลกว่าพื้นที่ภายในห้าง และสามารถมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับที่กว้างขึ้น
5 มิชชั่นรักษ์โลก จากเป้าหมายสู่การลงมือทำ
ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันเดินหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 5 แกนสำคัญ ได้แก่
ดำเนินโครงการ Say No To Plastic Bags อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ด้วยการงดแจกถุงพลาสติกในทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในห้างฯ เพื่อช่วยลดการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง
ใช้ศักยภาพของห้างสรรพสินค้าในฐานะช่องทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับผู้บริโภค เปิดพื้นที่ให้ Good Goods ซึ่งรวบรวมและพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาและฝีมือของชุมชนไทย เข้ามาจำหน่ายภายในห้างเซ็นทรัล เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของห้างเซ็นทรัลที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ใช้เครือข่ายค้าปลีก ฐานลูกค้า และศักยภาพด้านการตลาด ช่วยยกระดับสินค้าชุมชนให้สามารถแข่งขันในตลาดสมัยใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และเปลี่ยนพื้นที่ค้าปลีกให้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน
ร่วมกับ กรมป่าไม้ ดำเนินโครงการ “ภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อน” ณ ป่าชุมชนบ้านแม่กัวะ จังหวัดลำปาง ครอบคลุมทั้งการปลูก ฟื้นฟู และบำรุงรักษาผืนป่า พร้อมส่งเสริมให้พื้นที่ป่าเป็นแหล่งธนาคารอาหารของชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน การดำเนินงานดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายของเซ็นทรัล กรุ๊ป ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 50,000 ไร่ทั่วประเทศภายในปี 2573
เดินหน้าดูแลระบบนิเวศทางทะเลผ่านโครงการ Reef Revival 2569 ภายใต้ Central Tham ด้วยแนวทาง Research – Restoration – Education โครงการครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและติดตามข้อมูล การพัฒนาโครงสร้างที่เอื้อต่อการเกาะและฟื้นตัวของปะการังตามธรรมชาติ ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้และการมีส่วนร่วมในการดูแลท้องทะเล โดยเริ่มพื้นที่นำร่องที่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะมันใน จังหวัดระยอง พร้อมทดลองโครงสร้างปะการังเทียมจากวัสดุที่แตกต่างกัน ทั้งส่วนผสมปูนทั่วไป และส่วนผสมจากไบโอชาร์และเปลือกหอยบด เพื่อศึกษาและต่อยอดองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลในอนาคต
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือการนำพื้นที่ของห้างมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ผ่านการติดตั้ง Solar Rooftop ตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2565 จนถึงปี 2569 ระบบ Solar Rooftop ของห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันครอบคลุมแล้ว 21 สาขาทั่วประเทศ โดย 15 สาขาดำเนินการร่วมกับ CHOW Energy และอีก 6 สาขาดำเนินการร่วมกับพันธมิตรอีกหนึ่งราย และในสาขาที่มีศักยภาพในการติดตั้ง ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ครบ 100% เมื่อรวมทุกโครงการ ระบบ Solar Rooftop สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ประมาณ 14 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นประมาณ 7.1% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 6,998.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 777,622 ต้นต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการนำพลังงานสะอาดมาใช้ไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงจากการดำเนินธุรกิจ
หนึ่งในโครงการสำคัญล่าสุดคือ Solar Rooftop ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งติดตั้งแล้วเสร็จ 100% ด้วยขนาดโครงการประมาณ 665 กิโลวัตต์ สะท้อนการนำแนวคิด Sustainability มาผสานเข้ากับการพัฒนา Flagship Store และการบริหารจัดการพื้นที่รีเทลแห่งอนาคต นอกจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันยังเดินหน้าลดการใช้พลังงานภายในอาคาร ผ่านการยกระดับระบบแสงสว่าง รวมถึงการนำเทคโนโลยี Smart AI Chiller มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบปรับอากาศ เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จาก Green Retail สู่ Sustainable Retail Ecosystem
การดำเนินงานทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายใหญ่ในการร่วมขับเคลื่อนเซ็นทรัล รีเทล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593
ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ กล่าวว่า “เราเชื่อว่าศักยภาพของธุรกิจ รีเทลไม่ได้อยู่เพียงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า แต่ยังสามารถเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ สำหรับห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่คือแนวคิดที่เรานำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในสาขา ไปจนถึงชุมชน ผืนป่า ท้องทะเล และการใช้พลังงานของเรา เป้าหมายของเราคือการใช้ Scale และศักยภาพของธุรกิจรีเทล เชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้สามารถร่วมกันสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ และสร้างคุณค่าที่สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน”
จาก Say No To Plastic Bags ในทุกสาขา การสนับสนุนชุมชนและผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูผืนป่า การดูแล Biodiversity ใต้ท้องทะเล ไปจนถึงการเปลี่ยนหลังคาห้างให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาด ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันจึงกำลังขยายบทบาทจาก “พื้นที่ค้าปลีก” สู่ “พื้นที่แห่งการลงมือทำ” และเดินหน้าสร้าง Sustainable Retail Ecosystem ที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับชุมชน สังคม และโลกได้อย่างแท้จริง
เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,834 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม ออโต้วัน เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส และเมพ (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด
เบอร์แทรมคว้า Prime Minister’s Export Award 2026

เบอร์แทรมโชว์ผลงานเยี่ยม รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister’s Export Award 2026) สาขาแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand) ตอกย้ำแบรนด์คุณภาพ มาตรฐานการผลิตระดับสากล โดยกาง 4 แนวทางการบริการจัดการสู่ความสำเร็จ ทั้งการเดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศ-เสริมทัพผลิตภัณฑ์ใหม่-การดำเนินงานที่มีความรับผิดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม-การพัฒนากระบวนการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมชูเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ บวกสะท้อนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
คุณมีนา (เอี่ยมพิกุล) อัครพงศ์พิศักดิ์ รองประธานบริหาร ด้านงานกลยุทธ์การเติบโตและความยั่งยืนบริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์เซียงเพียว (SIANGPURE) กล่าวว่า บริษัทได้รับรางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand โดยการได้รับรางวัลครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งได้รับในสาขา Best Thai Brand ทั้งนี้ บริษัทได้วางแนวทางการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและส่งผลให้ได้รับรางวัลดังกล่าว โดยหลัก ๆ ประกอบด้วย 4 แนวทาง ดังนี้
1.Market Expansion หรือ การขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยบริษัทได้มีการขยายตลาดเพิ่มจาก 15 ประเทศจากการได้รับรางวัลในครั้งแรกมาเป็น 28 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับรางวัลในครั้งที่ 2 รวมทั้งหมดเป็น 6 ทวีปที่วางจำหน่ายยาหม่องน้ำเซียงเพียว และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ภายใต้แบรนด์เซียงเพียง ปัจจุบันบริษัทยอดขายของยาหม่องน้ำเซียงเพียว และผลิตภัณฑ์อื่นภายใต้แบรนด์เซียงเพียว โดยส่วนใหญ่จะยังอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศที่บริษัทเข้าไปขยายตลาดเพิ่มในช่วงก่อนหน้านี้ อาทิ เมียนมา ตะวันออกกลาง (คูเวต) ยุโรป (โรมาเนีย และมอลโดวา) เป็นต้น
2.การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์เซียงเพียว ซึ่งจากเดิมที่บริษัทมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายเฉพาะยาหม่องน้ำเซียงเพียว แต่ ณ ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ ยาหม่องเซียงเพียว ยาดมเซียงเพียว ยาปาล์ม ยาเซียงเพียว รีลีฟครีม เอชอาร์ (ครีมบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย) และอื่น ๆ
นอกจากนี้ ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวยาอมสมุนไพรเซียงเพียว ที่ดีต่อสุขภาพ อมง่าย ชุ่มคอ ไม่เติมน้ำตาล โดยพัฒนาจากสมุนไพรไทย ด้วยส่วนผสมจากฟ้าทะลายโจร และสมุนไพร 7 ชนิด ผสานเทคโนโลยีการผลิตมาตรฐานสากล “ยาอมสมุนไพรเซียงเพียว” ช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ และบรรเทาอาการเจ็บคอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบที่รับประทานง่ายและพกพาสะดวก เหมาะสำหรับคนทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และมองหาตัวช่วยดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน
3.บริษัทมีแนวทางในการบริหารองค์กรที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์พิจารณ์ของคณะกรรมการ Minister’s Export Award ซึ่งได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องของการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) รวมถึง การมีธรรมภิบาลที่ดี และการดำเนินงานที่มีความโปร่งใส

ทั้งนี้ ในด้านด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้จัดทำโครงการ Bertram Green โดยเริ่มจากภายในองค์กรเป็นอันดับแรก ได้แก่ โครงการคัดแยกขยะ สำหรับขยะที่ได้รับการคัดแยกจะมีการส่งต่อให้นำกลับมาจัดทำเป็นสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ได้ เช่น ถุงผ้าและสร้อยคอ เป็นต้น โดยโครงการนี้บริษัทสามารถคัดแยกขยะภายในองค์กรได้มากกว่า 300 กิโลกรัม
นอกจากนี้ บริษัทได้มีการร่วมมือกับ K Climate ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้เข้ามาช่วยจัดทำในเรื่องของคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ โดยจะเริ่มจากการนับว่าในแต่ละปี หรือ แต่ละเดือน บริษัทมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากส่วนใดมากที่สุด เพื่อให้ทราบได้ว่าในหนึ่งปี บริษัทได้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมามีปริมาณเท่าใด
ขณะเดียวกัน เพื่อให้บริษัทสามารถตั้งเป้าหมายในเรื่องคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ ยกตัวอย่างเช่น ในระยะเวลาอีก 5 ปีข้างหน้าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้อีกเท่าใด หรือ ใน 6-7 ปีข้างหน้า จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เหลือศูนย์ได้ในวันใด เป็นต้น ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายจะเป็น Milestone ที่น่าภาคภูมิใจสำหรับบริษัท อีกทั้ง ยังจะสอดรับกับนโยบายและภารกิจของบริษัทในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการดูแลสิ่งแวดล้อม
รวมถึง บริษัทให้ความสำคัญ ใส่ใจ และดูแลพนักงานในองค์กรเป็นอย่างดี โดยมีการฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ AI การอัพสกิล-รีสกิล พร้อมทั้ง มีการจัดเวิร์คช้อปอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังมีสวัสดิการที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และคนรุ่นใหม่ชื่นชอบ
4.การพัฒนากระบวนการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ เนื่องผลิตภัณฑ์ยาหม่อง หรือ ยาดม สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้บังคับให้มีมาตฐานการผลิตระดับ PIC/S GMP ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตที่มีความเข้มงวดในระดับสากล โดยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก และมีข้อกำหนดที่ครอบคลุมและละเอียดมากกว่า GMP อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ให้ความใส่ใจ เพราะเชื่อว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องผลิตผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นออกมาเพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด
ดังนี้ บริษัทจึงได้ลงทุนก่อตั้งโรงงานที่มีมาตรฐานสูงสุดระดับสากล PIC/S GMP โดยมีคลีนรูมที่มีรูปแบบเดียวกับห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล ซึ่งมีการควบคุม ฝุ่นละออง อุณหภูมิ และเชื้อโรคในอากาศ รวมถึง มีการพัฒนากระบวนการและวิธีการผลิตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความใส่ใจ และสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มาตรฐานระดับโลก โดยปัจจุบันบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน PIC/S GMP มาตรฐานฮาลาล นอกจากนี้ ยังได้รับมาตฐาน อย. ของแต่ละประเทศที่บริษัทได้ส่งผลิตภัณฑ์เข้าไปจำหน่ายด้วยเช่นกัน
คุณมีนากล่าวต่อว่า รางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand นับเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าในทุกส่วนงานที่บริษัทดำเนินการเป็นสิ่งที่สำคัญทั้งหมด ทั้งในส่วนของโรงงานที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หรือ มีโปรเจคไคเซ็น (Kaizen) ในทุกกระบวนการ รวมถึง ทีมการตลาดที่มีการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) และผู้สูงอายุตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนและส่งผลให้แบรนด์ของบริษัทชนะและได้รับรางวัลนี้
นอกจากนี้ การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ทำให้บริษัทได้มีการแชร์กับพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศเพื่อขอบคุณเขาว่า เพราะบริษัทมีพาร์ทเนอร์ที่ดีจึงทำให้ได้รับการยอมรับในแบรนด์เซียงเพียว ขณะเดียวกัน เนื่องด้วยบริษัทมีวิสัยทัศน์ว่า “จะเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่อยู่ในเวทีโลก” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ได้มีการกำหนดมาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเหตุผลที่ทำให้บริษัทได้มีการขยายตลาดต่างประเทศมากยิ่ง ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่าบริษัทดำเนินการมาถูกทางแล้ว
พร้อมกันนี้ รางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand จะส่งเสริมให้บริษัทสามารถไปเปิดบูธในต่างประเทศได้มากขึ้น โดยร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DIPT) นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังช่วยการรันตีความเชื่อให้ให้แก่ลูกค้าใหม่ ๆ ที่บริษัทออกบูธ หรือ ไปติดต่อเอง โดยตอกย้ำแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้ว่ามีคุณภาพที่ดีและมีรางวัลมารับรอง นอกเหนือจากใบรับรองอื่น ๆ ที่บริษัทได้รับการรับรองอยู่แล้ว
สำหรับในปีหน้า บริษัทมีแผนที่จะเข้าร่วมประกวดในโครงการ Prime Minister’s Export Award อย่างแน่นอน ซึ่งในเบื้องต้นได้เล็งเข้าร่วมประกวดในสาขา Best Sustainability Brand เนื่องจาก บริษัทได้ร่วมมือกับ K Climate ธนาคารกสิกรไทย ที่ได้เข้ามาช่วยองค์กรจัดทำในเรื่องของคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ ดังที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น รวมถึง โครงการ Bertram Green ที่บริษัทได้ดำเนินการมาตลอดทั้งปี
คุณมีนากล่าวต่อถึงเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ว่า ปี 2569 นับเป็นปีที่ค่อนข้างยากสำหรับบริษัท เนื่องด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างจากภายนอก ดังนั้นเป้าหมายของบริษัทจึงอยากจะรักษาระดับตัวเลขและอัตราการเจริญเติบโตให้อยู่ระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา สำหรับในปี 2570 คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะยังไม่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าจะมีแนวทางที่ทำให้ธุรกิจมีการเจริญเติบโตต่อไปได้ และหวังว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยจะมีการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด
สำหรับสิ่งบริษัทอยากจะฝากถึงผู้บริโภค เนื่องด้วยภารกิจของบริษัท คือ “อยากจะมุ่งสู่สังคมที่ดีร่วมกัน” โดยบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์และการบริการที่สามารถอิมแพ็คผู้บริโภค หรือ ทำให้ชีวิตผู้บริโภคดีขึ้น ซึ่งในมุมของเซียงเพียวอยากจะตอบโจทย์ผู้บริโภคในแง่ของการบรรเทาในทุก ๆ อาการในทุก ๆ วันของผู้บริโภค ดังนั้น บริษัทจะมุ่งคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพดี และเป็นตัวแทนของประเทศไทยให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีสำหรับคนไทย หรือ ให้คนทั้งโลกได้ใช้ของดี ซึ่งจะช่วยทำให้รู้สึกสบายตัวมากยิ่งขึ้น