February 13, 2026

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชูกลยุทธ์ “DRIVE” ยกระดับสหกรณ์ไทยสู่เวทีโลก

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive
 

กรมส่งเสริมสหกรณ์ ชูกลยุทธ์ “DRIVE” ยกระดับสหกรณ์ไทยสู่เวทีโลก

         กรมส่งเสริมสหกรณ์ เผยทิศทางปีงบประมาณ 2569-2570 มุ่งเป้ายกระดับสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั่วประเทศด้วยนวัตกรรมและหลักธรรมาภิบาล ภายใต้กลยุทธ์ “DRIVE” พร้อมกาง Roadmap 3 ระยะ มุ่งสร้างความยั่งยืนให้เศรษฐกิจฐานราก ปี 2568 โชว์ผลงานเด่นด้านความโปร่งใส คว้าคะแนน ITA สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และกวาดรางวัลเลิศรัฐ ตอกย้ำการเป็นองค์กรหลักในการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

คุณนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์

        คุณนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 53 ปี กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้ทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ผ่านระบบสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท ได้แก่ สหกรณ์การเกษตร, นิคม, ประมง, ร้านค้า, บริการ, เครดิตยูเนี่ยน และออมทรัพย์ รวมกว่า 7,314 แห่ง และกลุ่มเกษตรกรอีก 3,779 แห่ง ซึ่งถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสูงสุดในการดูแลสวัสดิการและส่งเสริมอาชีพให้แก่ประชาชนในระดับชุมชน โดยการดำเนินงานต่อไปของกรมฯ จะขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์ “เป็นองค์กรที่ส่งเสริมสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ด้วยนวัตกรรมและหลักธรรมาภิบาลเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน” โดยเน้นการพัฒนาที่สมดุลระหว่างการกำกับดูแลตามกฎหมายและการส่งเสริมธุรกิจเชิงรุก เพื่อให้สหกรณ์สามารถปรับตัวเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

       คุณนิรันดร์ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2569-2570 กรมส่งเสริมสหกรณ์มุ่งเน้นการส่งเสริมและพัฒนา พร้อมทั้งกำกับดูแลสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรอย่างสมดุลโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมภายใต้หลักธรรมาภิบาล เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยกรมได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้วยกลยุทธ์ “DRIVE” ประกอบด้วย 1.Development (การพัฒนา) มุ่งเน้นการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้สถาบันเกษตรกรมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ

       2.Regulation (การกำกับดูแล) การบังคับใช้ระเบียบและข้อบังคับด้วยหลักธรรมาภิบาล เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการทุจริต รักษาผลประโยชน์ของมวลสมาชิก 3.Innovation and Digital Technology (เทคโนโลยีและนวัตกรรม) การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในการจัดทำบัญชี ฐานข้อมูลสมาชิก และการวางแผนธุรกิจ เพื่อความแม่นยำและรวดเร็ว 4.Values (การเพิ่มมูลค่า) ยกระดับสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูป การสร้างแบรนด์ และการทำมาตรฐานสากล เพื่อให้สินค้าสหกรณ์แข่งขันได้ในตลาดโลก และ 5.Efficiency (ประสิทธิภาพ) การพัฒนาทรัพยากรบุคคล ทั้งเจ้าหน้าที่กรมฯ และบุคลากรของสหกรณ์ให้มีความเป็นมืออาชีพและมีทักษะทันสมัย

       อย่างไรก็ตาม กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้วาง Roadmap การพัฒนา 3 ระยะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน โดยระยะสั้น (1 ปี) มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยเฉพาะการจัดการหนี้สินสมาชิก การลดต้นทุนการผลิต และการเพิ่มช่องทางการตลาดเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก พร้อมวางระบบควบคุมภายในเพื่อป้องกันข้อผิดพลาดในการบริหาร ระยะกลาง (3-5 ปี) ยกระดับสหกรณ์สู่การเป็น “ผู้ให้บริการทางการเกษตรครบวงจร” โดยนำเทคโนโลยี AI และ Big Data มาใช้เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ร่วมกับภาคีเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ และระยะยาว (5 ปีขึ้นไป) ผลักดันสหกรณ์ให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) และเป็นองค์กรต้นแบบด้าน CSR ในชุมชนที่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและวิกฤติเศรษฐกิจโลกได้อย่างมั่นคง

       “ด้วยแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนและการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน กรมส่งเสริมสหกรณ์จะสามารถบรรลุเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาล ในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไทย เพื่อให้ระบบสหกรณ์เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งและยั่งยืนสืบไป” คุณนิรันดร์กล่าว

       สำหรับการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน คุณนิรันดร์ กล่าวว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่ได้รับความเชื่อมั่นจากประชาชนอย่างสูง โดยสะท้อนผ่านผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานภาครัฐ (ITA) ปีงบประมาณ 2568 ซึ่งกรมฯ ได้รับคะแนนถึง 98.40 คะแนน ซึ่งเป็นระดับ “ผ่านดีเยี่ยม” และเป็นคะแนนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่มีการประเมินมา ผลลัพธ์นี้ส่งผลให้กรมฯ ครองอันดับ 1 ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 และติดอันดับ 1 ใน 10 ของส่วนราชการประเภทกรมทั่วประเทศ สิ่งนี้สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นในความซื่อสัตย์ และพร้อมที่จะได้รับการตรวจสอบในทุกมิติ

      นอกจากนี้ ในปีเดียวกันยังได้รับรางวัลเลิศรัฐ ประจำปี 2568 ในสาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมประเภทสัมฤทธิ์ผลประชาชนมีส่วนร่วม ระดับดี 2 รางวัล จากโครงการ “ลำไยรักษ์โลกที่เชียงกลาง” จังหวัดน่าน เป็นการเปลี่ยนผ่านเกษตรกรสู่มาตรฐาน GAP และผลักดันสินค้า GI พันธุ์อีดอที่มีอัตลักษณ์พิเศษ พร้อมนวัตกรรม “เตาถ่านอัจฉริยะ” ที่เปลี่ยนกิ่งไม้เหลือทิ้งเป็นรายได้ และการใช้ระบบขนส่งห้องเย็นเพื่อรักษาคุณภาพความสดส่งตรงถึงมือผู้บริโภค รวมถึงโครงการ “กาแฟโรบัสต้าระนอง” จังหวัดระนอง ซึ่งต้นแบบการบูรณาการแบบ 360 องศา ตั้งแต่การฟื้นฟูดินจนถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์และการขอรับรอง อย. โดยความร่วมมือของเครือข่ายสหกรณ์และ ธ.ก.ส. จนสามารถยกระดับกาแฟพื้นถิ่นสู่ตลาดพรีเมียมได้สำเร็จ

Page Visitor

012297801
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
9692
9122
51620
106444
264933
12297801
Your IP: 216.73.216.23
2026-02-13 22:53
© 2024 Biz Focus Magazine All Rights Reserved.