ไอกะ หาดใหญ่ โชว์ฟอร์มครึ่งปีแรก ผลงานดีเกินคาด ปีนี้วางเป้ากำไรโต 20%
บริษัท ไอกะ หาดใหญ่ จำกัด เปิดเผยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก 2569 ดีกว่าเป้าหมายที่วาง เอาไว้ จากปัจจัยสงครามที่ส่งผลต่อซัพพลายวัตถุดิบทำให้ลูกค้าเร่งกักตุนสินค้า
ปีนี้ตั้งเป้ายอดขายวอลุ่มโต 15% และตั้งเป้ากำไรโต 20% ควบคู่ไปกับพัฒนาสินค้า Green Product และลด การปล่อย Emission ท่ามกลางการแข่งขันและภาวะโอเวอร์ซัพพลายในตลาด

คุณบุญโชค ชั่งสิริพร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไอกะ หาดใหญ่ จำกัด เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงาน ของครึ่งปีแรก 2569 ดีกว่าเป้าหมายที่คาดเอาไว้ จากปัจจัยของสงครามที่ส่งผลให้เกิดภาวะ ช็อกพลังงาน (Energy Shock) ด้านซัพพลายวัตถุดิบ ทำให้กลุ่มลูกค้าเร่งสั่งสินค้าและเก็บกักตุนเอาไว้ หนุนให้ยอดขายของบริษัท ในช่วง Q2 ของปี 2569 นั้น โตอย่างโดดเด่น และยอดขายโดยรวมทั้งปีมีแนวโน้มแตะ 2,000 ล้านบาท ปีนี้ตั้งเป้ายอดขายวอลุ่มเติบโต 15% ขณะที่กำไรตั้งเป้าโตประมาณ 20% จากปีก่อน
สำหรับการดำเนินงานในปีนี้ต่างจากในช่วง Q2-Q3 ของปี 2568 ที่ตลาดชะลอตัว ก่อนที่ช่วงท้ายปีจะประสบปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมของปีที่แล้วค่อนข้างต่ำ อย่างไรก็ตาม วัตถุดิบในการผลิตเกือบทั้งหมด บริษัทนำเข้าเป็นหลัก ทำให้ได้รับผลกระทบด้านซัพพลายน้อย เนื่องจากซัพพลายเออร์ส่วนใหญ่เป็นปิโตรนาสในมาเลเซียจึงไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อเทียบกับปิโตรเคมี และน้ำมัน จากแหล่งที่มาของตะวันออกกลางที่ราคาพุ่งสูง
คุณบุญโชค กล่าวว่า กลุ่มไอกะที่เป็นกลุ่มแบรนด์ชั้นนำของญี่ปุ่นที่มีความโดดเด่นในเรื่องของเทคโนโลยีและคุณภาพของตัวสินค้าจึงมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ในขณะเดียวกันก็มีโลเคชันอยู่ในพื้นที่หาดใหญ่ ช่วยให้ได้เปรียบในเรื่องของซัพพลายวัตถุดิบที่ได้รับจากปิโตรนาสอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเรื่องของ Customer Relationship ที่บริษัทได้ให้ความสำคัญกับการบริการและดูแลลูกค้าอย่างเสมอ ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นและสร้างความมั่นใจแก่แบรนด์
อย่างไรก็ตามปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่อาจส่งผลต่อการดำเนินงานครึ่งปีหลังของบริษัทนั้น นอกจากสงครามแล้วยังมีเรื่องของค่าพลังงานและอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate) ที่หากค่าเงินบาทอ่อนลูกค้าจะสามารถส่งออกและทำกำไรได้ อีกทั้งยังเร่งการผลิตได้เยอะขึ้น ขณะเดียวกันหากค่าเงินบาทแข็งต้นทุนในการนำเข้าวัตถุดิบจะถูกลง จึงเป็นผลดีแก่บริษัท อีกปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคของบริษัท คือเรื่องที่จีนเข้าพยายามดัมพ์ราคา (Price Dumping) ของไม้บอร์ดท่ามกลางการแข่งขันโอเวอร์ซัพพลายทั้งในโซน South East Asia และในประเทศไทย
คุณบุญโชค กล่าวเพิ่มว่า สัดส่วนของจีนที่มาดัมพ์ราคาในไทยยังไม่เห็นตัวเลขที่เด่นชัด ทว่าหากเทียบการส่งออกของไทยกับทั่วทั้งโลกแบบภาพรวมแล้ว ไทยอาจมีสัดส่วนการผลิตและซัพพลายอยู่ที่ประมาณ 20% ขณะที่จีนอาจจะอยู่ที่ประมาณ 40-50% จึงอยากให้รัฐบาลเน้นมาตรการคุ้มครองผู้ประกอบการในไทย ทั้งเรื่องของการวางแผนรับสินค้าจากจีน การตั้งข้อจำกัดหรือเงื่อนไข และเรื่องของกำแพงภาษี
สำหรับการขยายกำลังการผลิต บริษัทยังไม่มีแผนในช่วงนี้ เนื่องจากเรื่องโอเวอร์ซัพพลายของตลาดในประเทศ แต่จะมีแผนในการอัพเดทและปรับปรุงระบบการผลิตของเครื่องปฏิกรณ์ (Reactor) และติดตั้ง เครื่องจักรใหม่เพิ่ม 2 ชุด เพื่อนำมาทดแทนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในปีหน้า ขณะเดียวกันก็มีแผนที่จะ พัฒนาสินค้าใหม่ที่จะเน้นในเรื่อง Green Product มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันกำลังการผลิตอยู่ที่ 125,000 ตันต่อปี เฉลี่ยเดือนละประมาณ 10,000 ตัน โดยบริษัทถือเป็นซัพพลายเออร์รายใหญ่ในเมืองไทย
“ในเรื่องของ ESG ตัวของ Sustainability เอง เราจะเน้นสินค้าที่เป็น Customer Friendly มากขึ้น และเป็น Green Product มากขึ้น พยายามที่จะเน้นเรื่องลดการปลดปล่อยคาร์บอน เพื่อบรรลุเป้าหมาย ของ Carbon Net Zero กับ Carbon Neutrality โดยเป็นเป้าหมายโดยรวมจากบริษัทใหญ่ที่ต้องลดลง ต่อเนื่องทุกปี และเป็นเป้าหมายที่สอดคล้องกันของบริษัทใหญ่กับนโยบายของรัฐบาล ซึ่งในปีนี้บริษัท ได้ ร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรม โดยให้ทีมปรึกษามาสำรวจ Carbon Footprint ที่เราใช้ปัจจุบัน เพื่อมากำหนด เป้าหมายปีหน้าว่าจะต้องมีโครงการที่ลดเรื่องของคาร์บอนและปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม” คุณบุญโชคกล่าว
ในอนาคตทางบริษัทมองว่าธุรกิจไม้อัดมีแนวโน้มที่จะเติบโตอยู่ โดยทิศทางของธุรกิจจะต้อง เน้นในเรื่องของ Customer Friendly มากขึ้น เนื่องจากบริษัทมีเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพ อีกทั้ง หน่วยงาน R&D (Research and Development) ที่คอยช่วยคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มาหนุนเรื่องลดการ ปลดปล่อย Emission ลง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของบริษัทใหญ่และรัฐบาล
ทั้งนี้ บริษัทเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 25 ปีที่แล้ว แต่เดิมเคยเป็นของกลุ่มไดเนีย สัญชาติยุโรป ประเทศเดนมาร์ก ภายหลังกลุ่มไอกะ ประเทศญี่ปุ่นได้มาเทคโอเวอร์ไป ปัจจุบันธุรกิจของบริษัทจะเน้นผลิตยูเรียฟอร์มัลดีไฮด์เรซิน (UF Resin) ซึ่งเป็นกาวอุตสาหกรรมที่นำไปใช้ในธุรกิจไม้อัดโดยเฉพาะ อาทิ ไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด (PB) หรือ MDF (Medium Density Fiberboard) โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือลูกค้าที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้อัดในภาคใต้เป็นหลัก








