
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
เชลล์คว้ารางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จาก DOEB Fuel Management Award พร้อมสถานีบริการ 420 แห่งทั่วประเทศได้รับการรับรองระดับ “ดีมาก”
นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ ประธานกรรมการบริหาร และ นายสมภพ ศรีวรรณวิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง รับมอบรางวัลระดับ “Diamond”

บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด ได้รับรางวัลสูงสุดระดับ “Diamond” จากโครงการเชิดชูเกียรติผู้ประกอบการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง (DOEB Fuel Management Award) จัดโดยกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ตอกย้ำความเป็นเลิศของเชลล์ในการบริหารจัดการคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงตลอดห่วงโซ่อุปทาน และความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและบริการที่เป็นเลิศแก่ผู้บริโภคชาวไทย
ในโอกาสดังกล่าว นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด พร้อมด้วย นายสมภพ ศรีวรรณวิทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง รับมอบรางวัลจาก นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน โดยรางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิงของประเทศ เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สถานีบริการน้ำมันเชลล์จำนวน 420 แห่งทั่วประเทศ ผ่านการประเมินและได้รับเครื่องหมายสัญลักษณ์ระดับ “ดีมาก” โดยผ่านเกณฑ์การประเมินใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ ระบบควบคุมคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิง ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ และด้านเศรษฐศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงจากแหล่งที่มีคุณภาพ การขนส่งและจัดเก็บตามมาตรฐานความปลอดภัยของเชลล์ ตลอดจนการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด เพื่อส่งมอบน้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพสูงสู่ผู้บริโภคทุกคน นอกจากการรักษามาตรฐานคุณภาพผลิตภัณฑ์แล้ว เชลล์ยังมุ่งยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาบริการและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความคุ้มค่าให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงการพัฒนาระบบสมาชิก Shell GO+ บนแอปพลิเคชัน Shell Asia ที่ช่วยให้สมาชิกสามารถสะสมคะแนน แลกรับสิทธิประโยชน์ และเข้าถึงข้อเสนอพิเศษต่าง ๆ ได้สะดวกยิ่งขึ้น
นางสาวอรอุทัย ณ เชียงใหม่ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลสูงสุดระดับ ‘Diamond’ จากกรมธุรกิจพลังงาน ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเชลล์และเครือข่ายผู้ประกอบการสถานีบริการทั่วประเทศในการรักษามาตรฐานคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงและการดำเนินงานในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทาน สำหรับเชลล์ นวัตกรรมไม่ได้หมายถึงเพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญระดับโลกมาสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ให้แก่ผู้บริโภค ทั้งด้านคุณภาพ ความคุ้มค่า และประสบการณ์การใช้บริการที่ดียิ่งขึ้น
รางวัลนี้นับเป็นอีกหนึ่งกำลังใจสำคัญในช่วงเวลาที่เชลล์กำลังก้าวสู่ปีที่ 135 ของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย เรายังคงมุ่งมั่นส่งมอบพลังงานสะอาดประสิทธิภาพสูงที่เชื่อถือได้ สนับสนุนนโยบายภาครัฐด้านความมั่นคงทางพลังงาน พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้บริโภคทุกคน ‘วางใจเมื่อใช้เชลล์’”
ปตท. คว้า 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย สะท้อนความแข็งแกร่งด้านการบริหารและความยั่งยืนระดับสากล

เมื่อเร็ว ๆ นี้ – นางสาวภัทรลดา สง่าแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน พร้อมด้วย นางมีนา ศุภวิวรรธน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารชื่อเสียงองค์กรและกิจการเพื่อสังคม และ นายอาภากร ชอุ่มทอง ผู้จัดการฝ่ายผู้ลงทุนสัมพันธ์ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้แทน ปตท. รับ 8 รางวัลยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย ประจำปี 2569 (16th Asian Excellence Award) สะท้อนความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กรในระดับสากลภายใต้หลักธรรมาภิบาล การสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม
ปตท. ได้รับรางวัลสูงสุดถึง 8 รางวัล ประกอบด้วย รางวัลซีอีโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CEO) รางวัลซีเอฟโอยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CFO) รางวัลซีเอสอาร์ยอดเยี่ยมแห่งเอเชีย (Asia’s Best CSR) รางวัลนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Professional) รางวัลบริษัทนักลงทุนสัมพันธ์ยอดเยี่ยม (Best Investor Relations Company) รางวัลความยั่งยืนแห่งเอเชีย (Sustainable Asia Award) รางวัลความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมยอดเยี่ยม (Best Environmental Responsibility) และรางวัลสื่อสารองค์กรยอดเยี่ยม (Best Corporate Communications)
ทั้งนี้ Asian Excellence Awards จัดโดย Corporate Governance Asia ซึ่งเป็นนิตยสารด้านการเงินของฮ่องกงและเอเชีย มอบให้แก่ผู้นำและองค์กรในภูมิภาคเอเชียที่มีความโดดเด่นด้านการบริหารองค์กร การกำกับดูแลกิจการที่ดี การบริหารจัดการทางการเงิน นักลงทุนสัมพันธ์ และการดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยพิจารณาจากข้อมูลองค์กรร่วมกับผลสำรวจความคิดเห็นของนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้ทรงคุณวุฒิ ทั่วภูมิภาคเอเชีย
นิทรรศการกลุ่ม ปตท. งาน Gastech 2026

ความจุรวมประมาณ 11.5 ล้านตันต่อปี
-----------------------------------------------------------------------------
บางจาก จับมือ SHARGE เปิดตัว Bangchak Fleet Card Powered by SHARGE
ยกระดับการบริหารฟลีทรถไฟฟ้าครบวงจร

บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ให้บริการสถานีชาร์จภายใต้แบรนด์ REVERSHARGER เปิดตัวโซลูชันใหม่ "Bangchak Fleet Card Powered by SHARGE" แพลตฟอร์มบริหารจัดการฟลีทยานยนต์ไฟฟ้าสำหรับองค์กรแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ การขนส่ง และองค์กรผู้ให้บริการรถเช่าที่ใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้สามารถจัดการงบประมาณการชาร์จไฟรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความร่วมมือกับ SHARGE ในครั้งนี้ เป็นการนำจุดแข็ง ของเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันบางจากที่ครอบคลุมทั่วประเทศมาผสานเข้ากับเทคโนโลยีแพลตฟอร์มการชาร์จรถไฟฟ้าที่ทันสมัย เพื่อสร้างระบบนิเวศที่พร้อมรองรับทุกความต้องการของภาคธุรกิจ ตัวบัตรออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถควบคุมงบประมาณ (Budget Management) ติดตามการใช้งานของรถแต่ละคันได้แบบเรียลไทม์ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานโดยรองรับการใช้งานผ่านหลากหลายช่องทาง ทั้งแอปพลิเคชัน บัตร RFID ไปจนถึงระบบ Plug & Charge ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับองค์กรในเรื่องความเพียงพอของสถานีชาร์จรถไฟฟ้าและความคุ้มค่าในการลงทุน
ด้าน นายพีระภัทร ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด ผู้ให้บริการสถานีชาร์จภายใต้แบรนด์ RÊVERSHARGER และผู้นำด้านการให้บริการชาร์จยานยนต์ไฟฟ้าแบบครบวงจร กล่าวว่า สำหรับตลาด Fleet และกลุ่มลูกค้าองค์กรนั้น ยังค่อยๆ เติบโต เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มี Pain Point และความกังวลหลายด้าน เช่น ไม่มั่นใจว่าจะมีระบบหรือแพลตฟอร์มที่สามารถช่วยบริหารจัดการความคุ้มค่า และระยะเวลาคุ้มทุน ตลอดจนไม่แน่ใจเรื่องความเพียงพอของสถานีชาร์จยานยนต์ไฟฟ้า ทั้งนี้ ทาง บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด จึงได้ร่วมกันมอบโซลูชันที่ช่วยให้การบริหารจัดการรถยนต์องค์กรจำนวนมากทำได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความสะดวกจากการที่มีสถานีบริการครอบคลุมทั่วประเทศ

บริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้นำอันดับต้นๆ ของไทยที่ให้บริการ EV Charging Solution แบบครบวงจรทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ มีบริการทั้งขายและติดตั้ง EV Charger บริการขายไฟฟ้าในสถานีชาร์จสาธารณะ ไปจนถึงบริการโซลูชั่นด้านการชาร์จครบวงจรสำหรับองค์กร เพื่อตอบโจทย์ Customer Journey ในการใช้บริการชาร์จรถยนต์ของลูกค้าทุกกลุ่ม ทั้ง Night (กลางคืน) กับการชาร์จข้ามคืนในที่อยู่อาศัย เช่น บ้าน คอนโดมิเนียม Day (กลางวัน) กับการชาร์จตามอาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า และ On-the-go กับการชาร์จระหว่างเดินทางตามปั๊ม โชว์รูม มีพันธมิตรครอบคลุมหลากหลายเซ็กเตอร์ทั้งอสังหาริมทรัพย์ พลังงาน ยานยนต์ มีสถานีชาร์จครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
เกี่ยวกับบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด
สำหรับบริษัท ชาร์จ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นผู้นำอันดับต้นๆ ของไทยที่ให้บริการ EV Charging Solution แบบครบวงจรทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ เพื่อรองรับ Lifestyle Charging Ecosystem ทั้ง Night, Day, On-the-go เติบโตจากสตาร์ทอัพสู่ฐานะผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดในปัจจุบัน มีบริษัทขนาดใหญ่จากหลากหลายเซ็กเตอร์เข้าร่วมลงทุนเป็นผู้ถือหุ้น อาทิ บริษัท เรเว่ ออโตโมทีฟ จำกัด ทั้งยังร่วมกับบริษัท พีอีเอ เอ็นคอม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PEA ENCOM) ในเครือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) จัดตั้งบริษัทร่วมทุนบริษัท เอ็นคอม ชาร์จ ยูทิลิตี เซอร์วิสเซส จำกัด หรือ ENCOM SHARGE ดำเนินธุรกิจให้บริการติดตั้ง EV Charger ตามที่อยู่อาศัย ทั้งบ้านและคอนโดมิเนียมในพื้นที่ต่างจังหวัดทุกภูมิภาคทั่วประเทศ
ปัจจุบัน ชาร์จ แมเนจเม้นท์ ให้บริการธุรกิจแก่ลูกค้าใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.Charger Sales & Installation ขายและติดตั้งเครื่องชาร์จให้แก่เจ้าของบ้านจัดสรร บ้านส่วนตัว 2.Charging as a Service ขายพลังงานไฟฟ้าสำหรับชาร์จรถยนต์ EV ตามจุดให้บริการสาธารณะต่างๆ หรือตามอาคารที่มีผู้อยู่อาศัยจำนวนมาก เช่น คอนโดมิเนียม อาคารสำนักงาน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม โรงพยาบาล 3.Custom Corporate & Fleet Solution ขายพลังงานไฟฟ้าให้แก่องค์กรเอกชนและผู้ให้บริการยานพาหนะจำนวนมาก
บ้านปูเปิดเกมโตยาวหลังควบรวม ผสานทุกแพลตฟอร์มและโซลูชันพลังงาน รองรับดีมานด์พลังงานโลก
บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ประกาศความพร้อมของบริษัทใหม่หลังควบรวมกับ BPP เดินหน้าขับเคลื่อนบริษัท
ภายใต้กลยุทธ์ “Energy Symphonics” อย่างเข้มข้น เผยวิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ และโอกาสเติบโตที่ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานที่มั่นคงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

จากวิสัยทัศน์และพันธกิจใหม่ บ้านปูพร้อมก้าวสู่การเป็นผู้ออกแบบและเชื่อมโยงระบบพลังงานที่พร้อมรับมือทุกการเปลี่ยนแปลง ด้วยแพลตฟอร์มพลังงานครบวงจร (Integrated Energy Platform) ที่ผสานแหล่งพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน และโซลูชันด้านพลังงานเข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาศัยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความเชี่ยวชาญขององค์กร สะท้อนจุดมุ่งหมายของแบรนด์ “ขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกด้วยความรับผิดชอบ” (Expand the world’s energy capacity, responsibly) ผ่านศักยภาพของ 4 กลุ่มธุรกิจหลักที่ดำเนินงานอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก รวมทั้งสหรัฐอเมริกา
คุณสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วันนี้บ้านปูกำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่ของการเติบโตด้วยความแข็งแกร่ง ที่มีธุรกิจพลังงานครอบคลุมทั้งห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ การอยู่ในประเทศที่มีการเติบโตด้านพลังงานและเป็นแกนหลักทั้งในด้านการพัฒนาเทคโนโลยี การผลิตและการจำหน่ายพลังงาน ไปจนถึงการรองรับธุรกิจไฮเปอร์สเกลเลอร์ (Hyperscalers) ที่ต้องการพลังงานสูง บ้านปูจึงมีความแตกต่างและอยู่ในตำแหน่งทางธุรกิจที่ดี เรามั่นใจว่าจะเป็นบริษัทพลังงานที่สร้างคุณค่าทั้งต่ออุตสาหกรรมพลังงานโลก ธุรกิจและผู้คนที่ต้องการพลังงานที่มั่นคงและรับผิดชอบ และผู้ถือหุ้นที่เชื่อมั่นในบริษัทของเราเสมอมา

บ้านปูยังมุ่งเน้นขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานผ่าน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ตามกลยุทธ์ “Energy Symphonics” โดยมีทิศทางและไฮไลท์ที่สำคัญ ดังนี้
ทั้งนี้ ในงานแถลงข่าวประกาศทิศทางธุรกิจ บ้านปูยังเปิดตัวตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของแบรนด์ (Brand mascot) “Flamo” ที่สะท้อนบุคลิกของแบรนด์บ้านปูในรูปแบบที่เข้าถึงง่าย เป็นมิตร และสร้างสรรค์ เพื่อเป็นอีกหนึ่งตัวแทนในการสื่อสารเรื่องราวของบ้านปูอย่างมีสีสันและสร้างความผูกพันกับผู้คนได้ใกล้ชิดยิ่งกว่าเดิม
ปตท. ผนึก บีไอจี วางศิลาฤกษ์โรงแยกอากาศ แห่งที่ 2 ต่อยอดนวัตกรรมความเย็นจาก LNG มุ่งผลิตก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ ขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero

เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ณ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง – บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด (MAP) บริษัทร่วมทุนระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) กับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี) ผู้นำนวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมคาร์บอนต่ำ จัดพิธีวางศิลาฤกษ์โครงการโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 (MAP2) โดยได้รับเกียรติจาก นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ ปตท. (กลาง) เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.สุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ซ้ายสุด) นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการ บีไอจี (ที่ 2 จากซ้าย) นางอรลา เจริญลาภ กรรมการผู้จัดการ บีไอจี (ที่ 2 จากขวา) และ นายเชิดชัย บุญชูช่วย รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ปตท. (ขวาสุด) ร่วมพิธี

โครงการ MAP2 เป็นโรงแยกอากาศแห่งที่ 2 ของประเทศไทยที่ใช้นวัตกรรมพลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาผลิตก๊าซอุตสาหกรรม เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน และอาร์กอน ด้วยกำลังการผลิตรวมสูงสุดถึง 450,000 ตันต่อปี มูลค่าการลงทุนราว 2,000 ล้านบาท เพื่อรองรับความต้องการที่ขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในประเทศ พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิตได้มากกว่าร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับระบบที่ใช้ไฟฟ้าทำความเย็นทั้งหมด โดยโครงการ MAP2 ถือเป็นการขยายผลความสำเร็จจาก MAP1 ที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนสะสมได้กว่า 3.7 แสนตัน นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการ สะท้อนความมุ่งมั่นของ ปตท. และ บีไอจี ในการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050
วว. จับมือ บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี ยกระดับการศึกษาพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า
เปิดตัวโครงการ “Innovation Classroom 2026” ผสาน วทน. ปั้นเยาวชนนวัตกร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ-สังคม-สิ่งแวดล้อมยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จับมือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ขับเคลื่อนโครงการ “Innovation Classroom 2026” ภายใต้กรอบ CSR In School ประจำปี 2569 เพื่อยกระดับสมรรถนะครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนในโรงเรียนพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าราชบุรี โดยมุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) สู่การปฏิบัติจริง ปลูกฝังแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ตอบโจทย์การพัฒนากำลังคนของประเทศในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงปัจจุบัน ในวันที่ 11 สิงหาคม 2569 ณ ห้องสัมมนา อาคารบริหาร บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรี จำกัด
พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว มีระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี โดยมี ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. นายจตุพร โสภารักษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีฯ และนายเอกสิทธิ์ เกิดลอย ประธานเครือข่ายโรงเรียนรอบโรงไฟฟ้าราชบุรี ร่วมลงนามความร่วมมือ โอกาสนี้ ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาอย่างยั่งยืน วว. นายเขมชาติ สถิตย์ตันติเวช ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส ฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี คณะผู้บริหาร นักวิจัย บุคลากรทั้ง 3 หน่วยงาน รวมทั้งภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน ในพื้นที่ร่วมเป็นเกียรติและสักขีพยาน
ผู้ว่าการ วว. กล่าวถึงกรอบการดำเนินงานว่า ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นการผสานจุดแข็งระหว่าง “องค์กรวิจัยระดับประเทศ” และ “ผู้นำด้านพลังงานและพันธกิจเพื่อสังคม” อย่างลงตัว โดย วว. นำความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้ งานวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ มาสนับสนุนโครงการในทุกมิติ โดยเน้นกระบวนการ Learning by Doing ให้ครูและนักเรียนได้ลงมือทำจริง เรียนรู้การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ การออกแบบเชิงวิศวกรรม ตลอดจนการเป็นพี่เลี้ยง (Mentoring) ให้คำปรึกษาในการพัฒนาข้อเสนอโครงการ สิ่งประดิษฐ์ต้นแบบ การจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และการเตรียมความพร้อมต่อยอดสู่การประกวดผลงานในระดับประเทศและเชิงพาณิชย์
นายจตุพร โสภารักษ์ กล่าวว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาชุมชนและการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน โดยเปิดพื้นที่รอบโรงไฟฟ้าให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ สนับสนุนงบประมาณ ทรัพยากร สิ่งอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งเชื่อมประสานเครือข่ายโรงเรียน ภาคีเครือข่ายท้องถิ่น และชุมชน เพื่อให้เกิดการนำองค์ความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้จริงและวัดผลความสำเร็จได้อย่างเป็นรูปธรรม
นายเอกสิทธิ์ เกิดลอย กล่าวว่า โรงเรียนในชุมชนรอบโรงไฟฟ้าราชบุรี มีทั้งหมด 27 โรงเรียน การรวมกันเป็นเครือข่ายทำให้นักเรียนยากจนและเรียนดีได้รับการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาต่อเนื่อง เพิ่มทักษะชีวิต พัฒนาเยาวชนรอบโรงไฟฟ้าให้เติบโตมาเป็นกำลังสำคัญของท้องถิ่น รวมทั้งมีการพัฒนาศักยภาพบุคลากร การสร้างแผนป้องกันภัยและมาตรฐานสถานศึกษาปลอดภัย มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมสิ่งแวดล้อมร่วมกับชุมชน
โครงการ Innovation Classroom 2026 ถือเป็นโมเดลต้นแบบการยกระดับการศึกษายุคใหม่ที่สร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact) ใน 3 มิติหลัก คือ 1) ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment & Circular Economy) มุ่งเน้นให้นักเรียนค้นหาโจทย์หรือปัญหาขยะ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมในชุมชน/โรงเรียน แล้วนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาคิดค้นนวัตกรรมลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม สร้างจิตสำนึกรักษ์โลกอย่างยั่งยืน 2) ด้านสังคมและการศึกษา (Social & Education) ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยการส่งผ่านองค์ความรู้เทคโนโลยีระดับประเทศสู่ห้องเรียนในท้องถิ่น เสริมสร้างสมรรถนะครูผู้สอนให้เป็น "ครูนวัตกร" และปลูกฝังกระบวนการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็น "เยาวชนนวัตกร" (Young Innovators) และ 3) ด้านเศรษฐกิจ (Economy & Human Capital) การสร้างกำลังคนด้าน STEM และเทคโนโลยีตั้งแต่ระดับเยาวชน คือ การวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา ซึ่งจะเติบโตไปเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม (Value-Based Economy) ของประเทศในอนาคต
ความร่วมมือเพื่อดำเนินโครงการ Innovation Classroom 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนห้องเรียนธรรมดาให้เป็น "ห้องเรียนนวัตกรรม" อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะตอกย้ำว่าความร่วมมือระหว่างองค์กรวิจัย ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา สามารถสร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับเยาวชน ชุมชน และประเทศชาติได้อย่างยั่งยืน
#วทน #เศรษฐกิจ #นวัตกรรม #InnovationClassroom2026 #CSRInSchool2569
#ครูนวัตกร #เยาวชนนวัตกร #โรงไฟฟ้า #ราชบุรี
#อว # #วว #TISTR #บริษัทผลิตไฟฟ้าราชบุรี #เครือข่ายโรงเรียนรอบโรงไฟฟ้าราชบุรี
บีโอไอไฟเขียว “เพียวไซเคิล” ทุ่ม 8 พันล้าน
สร้างฐานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลระดับโลกในไทย
บีโอไอหนุน “เพียวไซเคิล” ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกโพลีโพรพิลีนคุณภาพสูงจากสหรัฐอเมริกา เดินหน้าลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งโรงงานผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูง จ.ระยอง ยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิลไทย สอดรับกระแสเศรษฐกิจสีเขียวที่กำลังเติบโตทั่วโลก

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ได้อนุมัติคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนของบริษัท เพียวไซเคิล (ประเทศไทย) จำกัด (PureCycle) เพื่อลงทุนโครงการผลิตเม็ดพลาสติกรีไซเคิลชนิดโพลีโพรพิลีน มูลค่าเงินลงทุนกว่า 8,100 ล้านบาท ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอุตสาหกรรมไออาร์พีซี จังหวัดระยอง โครงการนี้ใช้เทคโนโลยี Dissolution Recycling จากสหรัฐฯ ซึ่ง “เพียวไซเคิล” เป็นบริษัทเดียวที่ได้รับสิทธิ์ใช้งานผลิตเชิงพาณิชย์ภายใต้สิทธิบัตรจากบริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (P&G) โดยเทคโนโลยีดังกล่าวเป็นกระบวนการรีไซเคิลที่ใช้ตัวทำละลายในการแยกสี กลิ่น และสิ่งปนเปื้อนออกจากพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่ผ่านการใช้งานแล้วในระดับโมเลกุล ทำให้สามารถผลิตเป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงพลาสติกบริสุทธิ์ ภายใต้ชื่อ "PureFive™" ซึ่งสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นทรัพยากรที่หมุนเวียนได้อย่างยั่งยืน
โครงการนี้ มีกำลังผลิตประมาณ 59,000 ตันต่อปี โดยใช้เศษพลาสติกในประเทศเป็นวัตถุดิบ 100% คิดเป็นปริมาณราว 65,600 ตันต่อปี หรือมูลค่ากว่า 1,150 ล้านบาท จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การนำเศษพลาสติกโพลีโพรพิลีนที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย กลับมาเพิ่มมูลค่าผ่านเทคโนโลยีรีไซเคิลขั้นสูง ซึ่งไทยมีทั้งปริมาณวัตถุดิบและห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่พร้อมรองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้อย่างครบวงจร จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ PureCycle เลือกประเทศไทยเป็น "ฐานการผลิตหลัก" ผลิตภัณฑ์ที่ได้จะจำหน่ายในประเทศร้อยละ 50 ให้กับ P&G และลอรีอัล (ประเทศไทย) ส่วนที่เหลือจะส่งออกไปยังตลาดเอเชีย เช่น ประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย
ในปัจจุบัน ความต้องการพลาสติกรีไซเคิลในตลาดโลกกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีมูลค่ากว่า 60,000 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 และคาดว่าจะแตะ 132,000 ล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี แรงขับเคลื่อนหลักมาจากกฎระเบียบ Packaging and Packaging Waste Regulation (PPWR) ของสหภาพยุโรป ที่กำหนดเป้าหมายด้านความสามารถในการรีไซเคิลและการใช้วัสดุรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงพันธสัญญาด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero ของแบรนด์สินค้าชั้นนำอย่าง Coca-Cola, P&G, Unilever และ Nestlé ส่งผลให้ความต้องการเม็ดพลาสติกรีไซเคิลโพลีโพรพิลีนความบริสุทธิ์สูง (Ultra-Pure Recycled Polypropylene: UPRP) เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“การที่ PureCycle ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีรีไซเคิลพลาสติกระดับโมเลกุลจากสหรัฐอเมริกา ตัดสินใจเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลักเพื่อให้บริการตลาดเอเชีย คือ สิ่งที่พิสูจน์ว่าไทยมีความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ โครงสร้างพื้นฐาน และห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่รองรับธุรกิจรีไซเคิลยุคใหม่ได้ โครงการนี้ถือเป็นการลงทุนสำคัญที่ช่วยสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียว เพื่อให้ไทยก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูงที่จะเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้” นายนฤตม์ กล่าว
*********************************
โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ร่วมงาน Rayong Zero Food Waste 2026 จับมือภาครัฐ-หน่วยงานส่วนท้องถิ่น ขับเคลื่อน จ.ระยอง
สู่เมืองคาร์บอนต่ำ พร้อมแลกเปลี่ยนความรู้ในเวทีเสวนา“ระยองไม่เทรวม เปลี่ยนขยะเป็นประโยชน์ สู่สิ่งแวดล้อมระยองที่ยั่งยืน”

โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี (BLCP) ร่วมขับเคลื่อนโครงการ “Rayong Zero Food Waste 2026” ในงาน Knowledge & Experience Expo มหกรรมการเรียนรู้และประสบการณ์การจัดการขยะ พร้อมผนึกภาครัฐ-หน่วยงานท้องถิ่น-ชุมชน ขับเคลื่อน จ.ระยอง สู่เมืองคาร์บอนต่ำ และถ่ายทอดความรู้นวัตกรรมกำจัดขยะเศษอาหารด้วยหนอนแม่โจ้ BSF และการแปรรูปเศษใบไม้เป็นดินพร้อมปลูกลดภาระการฝังกลบของเทศบาล มุ่งขับเคลื่อนจังหวัดระยองสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน ผ่านเวทีเสวนา “ระยองไม่เทรวม เปลี่ยนขยะเป็นประโยชน์ สู่สิ่งแวดล้อมระยองที่ยั่งยืน
นายอดิศร วังมูล ผู้อำนวยการสายงานบริหารและองค์กรสัมพันธ์ บริษัท บีแอลซีพี เพาเวอร์ จำกัด เผยในงาน Knowledge & Experience Expo มหกรรมการเรียนรู้และประสบการณ์การจัดการขยะ ภายใต้โครงการ Rayong Zero Food Waste 2026 “ระยองไม่เทรวม” ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายกัฬชัย เทพวรชัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายกิตติ เกียรติ์มนตรี รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนร่วมงานจำนวนมากว่า จุดเริ่มต้นของการบริหารจัดการขยะโดยใช้องค์ความรู้ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อมและการกำจัดขยะอย่างได้ผล เกิดความตระหนักถึงจากปัญหาขยะใบไม้จำนวนมากในพื้นที่โรงไฟฟ้าทำให้ทางเทศบาลไม่สามารถขนไปกำจัดได้ทัน จึงต้องหาวิธีจัดการเองด้วยการนำความรู้เรื่องน้ำหมักอินทรีย์จากชุมชนที่เคยทำงานร่วมกันมาปรับใช้ในการหมักใบไม้ให้กลายเป็นดิน จากนั้นจึงขยับมาสู่การจัดการเศษอาหารซึ่งเป็นขยะเปียกที่ท้าทายกว่า เนื่องจากโรงอาหารของโรงไฟฟ้าให้บริการพนักงานเฉลี่ยราว 300 คนต่อวัน และอาจเพิ่มขึ้นถึง 1,000 คนต่อวันในช่วงซ่อมบำรุงใหญ่ ทำให้เศษอาหารที่เหลือกลายเป็นปัญหาทั้งเรื่องกลิ่นและภาระของเทศบาลในการจัดเก็บ

ด้วยความคิดที่จะลดภาระให้กับเทศบาลและขยะส่วนนี้ ทีมงานของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จึงใช้เวลากว่า 1 ปี ค้นคว้า ศึกษาข้อมูล และดูงานหลายแห่งของกรุงเทพมหานคร ทั้งศูนย์จัดการขยะขององค์การบริหารส่วนจังหวัด สำนักงานเขตหลักสี่ และโรงขยะหนองแขม จนได้พบทางออกในการใช้หนอนแม่โจ้ หรือ หนอนแมลงวันลาย (Black Soldier Fly: BSF) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกินอาหารเร็วกว่าไส้เดือนถึง 5 เท่า สามารถย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้มากถึง 2.5 กิโลกรัม ภายในเวลาเพียง 12 ชั่วโมง และย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้ถึง 70% ของขยะอินทรีย์ทั้งหมดโดยไม่ก่อให้เกิดกลิ่นเหม็น ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดโรค เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเกิดผลพลอยได้โดยนำมูลหนอนแม่โจ้มาแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสำหรับใช้ในพื้นที่สีเขียวและการเกษตร ส่วนตัวหนอนนำไปใช้เป็นแหล่งโปรตีนสำหรับอาหารสัตว์ เช่น ไก่และปลา รวมถึงพัฒนาต่อยอดเป็นขนมสำหรับสุนัข สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่เปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรมีคุณค่าทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนจากผู้บริหารเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง ให้พื้นที่สำหรับทดลองเลี้ยงไก่โดยใช้หนอนแมลงวันลายแม่โจ้เป็นอาหาร เนื่องจากในเขตนิคมอุตสาหกรรมไม่สามารถเลี้ยงสัตว์ปีกได้ จึงต้องทดลองในพื้นที่ส่วนบุคคล ทำให้ทีมงานพัฒนาต่อยอดจนผลิตเป็นอาหารสัตว์ได้ ทั้ง สุนัข ไก่ และแมว พร้อมเตรียมเปิดศูนย์เรียนรู้ให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมได้หลังปรับปรุงพื้นที่แล้วเสร็จ
ปัจจุบันองค์ความรู้ในด้านสิ่งแวดล้อมและการกำจัดขยะ ได้ขยายผลถ่ายทอดสู่หน่วยงานภาครัฐและท้องถิ่น อาทิ การร่วมมือกับเรือนจำกลางระยอง ซึ่งมีเศษอาหารจำนวนมาก โดยส่วนหนึ่งทางเรือนจำนำไปจำหน่าย ส่วนที่เหลือ โรงไฟฟ้าบีแอลซีพีเข้าไปช่วยให้ความรู้เรื่องกำจัดด้วยหนอนแมลงวันลายแม่โจ้ รวมถึงยังร่วมมือกับเทศบาลนครมาบตาพุดในการจัดการขยะใบไม้และขยะอินทรีย์ในพื้นที่ พร้อมนำแนวทางดังกล่าวไปนำเสนอในโครงการต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนชาวระยองอีกด้วย
ดังนั้นการร่วมงาน Knowledge & Experience Expo ในครั้งนี้ และการร่วมร่วมจัดบูธจัดแสดงองค์ความรู้ นวัตกรรม รวมทั้งโครงการต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นโครงการ Seacrafty การเพิ่มมูลค่าอวนประมงใช้แล้วสู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ พร้อมกิจกรรมเวิร์กช็อปทำพวงกุญแจจากขยะทะเล, โครงการเลี้ยงหนอนแม่โจ้ นวัตกรรมการเปลี่ยนเศษอาหารให้เป็นทรัพยากร พร้อมสาธิตการปลูกผักสลัดอินทรีย์และมอบปุ๋ยมูลหนอนแม่โจ้ให้ผู้ร่วมงาน และ การบริหารจัดการขยะอินทรีย์จากเศษใบไม้ ที่ร่วมกับเทศบาลนครมาบตาพุดถ่ายทอดกระบวนการเปลี่ยนเศษใบไม้ให้เป็นดินพร้อมปลูก เพื่อลดการเผา ลดปริมาณขยะ และเพิ่มคุณค่าให้ทรัพยากรธรรมชาติ จึงเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี ในการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน เพื่อร่วมผลักดันการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการใช้ทรัพยากรใหม่ และร่วมขับเคลื่อนจังหวัดระยองสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
OR จับมือ Big C เปิดให้บริการสถานีชาร์จ “EV Station PluZ” กว่า 80 แห่ง
เดินหน้าปักหมุดใน Big C ทุกสาขาทั่วประเทศ
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (OR) ร่วมกับ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด(มหาชน) (Big C) ประกาศความสำเร็จของความร่วมมือในการเปิดให้บริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า “EV Station PluZ” ณ ศูนย์การค้าบิ๊กซีครบ 80 แห่งทั่วประเทศ เมื่อช่วงต้นปี 2569 ที่ผ่านมา เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึง
และตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า

คุณพิมาน พูลศรี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน OR และ คุณปวีณรัช นุตสติ รองผู้จัดการใหญ่ฝ่ายการเงินกลุ่มบริษัทฯ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)
เปิดเผยถึงความร่วมมือดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการติดตั้งและเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2566 โดยปัจจุบันมีสถานีชาร์จ EV Station PluZ เปิดให้บริการรวมกว่า 80 แห่งภายในศูนย์การค้าบิ๊กซีทั่วประเทศ โดยเน้นการติดตั้งเครื่องชาร์จเร็ว (Quick Charger) ที่มีกำลังไฟตั้งแต่ 40–180 กิโลวัตต์ (kW) ซึ่งได้รับการคัดเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งานในแต่ละพื้นที่
เพื่อความสะดวกสบายสูงสุด ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าสามารถใช้งานสถานีชาร์จได้ผ่านแอปพลิเคชัน EV Station PluZ ตั้งแต่การค้นหาสถานี การจองชาร์จล่วงหน้า การเริ่ม-หยุดชาร์จ ชำระเงิน สะสมคะแนน blueplus+ จากการชาร์จ ได้ภายในแอปเดียว นอกจากนี้ ยังมีระบบแจ้งเตือนเมื่อใกล้หมดช่วงเวลาชาร์จ และแจ้งเตือนเมื่อหยุดชาร์จ ช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้เวลาภายในศูนย์การค้าทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกสบายและไร้กังวลระหว่างรอการชาร์จไฟ
สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะถัดไป OR และ Big C เตรียมเดินหน้าขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ EV Station PluZ ภายในศูนย์การค้าบิ๊กซีให้ครบ 120 แห่ง ภายในปี 2569 โดยพิจารณาการขยายสถานีชาร์จในรูปแบบ “EV HUB” ที่มีเครื่องชาร์จความเร็วสูงกำลังไฟกว่า 180 kW จำนวนหัวชาร์จรูปแบบ DC CCS2 ไม่น้อยกว่า 6 หัว ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับความต้องการใช้งานในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้าสูงนอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีเป้าหมายเปิดให้บริการสถานีชาร์จ EV Station PluZ ให้ครอบคลุมทุกสาขาของศูนย์การค้าบิ๊กซีทั่วประเทศภายในปี 2570 เพื่อยกระดับการให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่ผู้มาใช้บริการได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ

EV Station PluZ ได้เปิดให้บริการแล้วกว่า 1,350 แห่ง ครอบคลุมครบทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2569) โดย OR ยังคงมุ่งมั่นขยายเครือข่ายสถานีชาร์จอย่างต่อเนื่อง ทั้งในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น และพื้นที่เชิงพาณิชย์ศักยภาพสูง อาทิ ศูนย์การค้า โรงแรม รีสอร์ต ร้านอาหาร และอาคารสำนักงาน เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ผ่านการพัฒนาและขยายเครือข่ายสถานีชาร์จให้เพียงพอและรองรับความต้องการใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง