ม.บูรพา ฉลองความสำเร็จ 7 ทศวรรษ รุกยุทธศาสตร์
“มหาวิทยาลัยผู้ประกอบการ”
อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา เผยทิศทางในโอกาสครบรอบ 70 ปี ชูความสำเร็จจากรากฐานวิทยาลัยวิชาการสู่การเป็น Innovation-Driven University เต็มรูปแบบ การันตีด้วยรางวัลระดับนานาชาติและอันดับ 12 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ พร้อมเดินหน้าโมเดล “Entrepreneurial University” และหลักสูตร CWIE เข้มข้น เชื่อมโยงสถานประกอบการในพื้นที่ EEC มุ่งเป้านิสิตมีงานทำ 100% พร้อมเปิดประตูสู่ความร่วมมือระดับสากลกับเกาหลีใต้-ไต้หวัน ยกระดับการเรียนรู้แบบ Customize ที่ผู้เรียนออกแบบเองได้

รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา
รศ.ดร.วัชรินทร์ กาสลัก อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพา เปิดเผยว่า ในวันนี้มหาวิทยาลัยบูรพาได้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 70 อย่างภาคภูมิใจ หากมองย้อนกลับไปจากจุดเริ่มต้นที่ฝังรากลึกจากการเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษาที่มุ่งเน้นเพียงการผลิตบุคลากรครู มหาวิทยาลัยได้ผ่านการขยับปรับเปลี่ยนและเติบโตอย่างไม่หยุดนิ่ง จนปัจจุบันเรียกได้ว่าเรามีทุกองค์ประกอบที่มหาวิทยาลัยชั้นนำระดับสากลควรมี โดยเฉพาะกลุ่มวิทยาศาสตร์สุขภาพที่ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งจนครบถ้วนทุกสาขา ทั้งแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ สหเวชศาสตร์ สาธารณสุขศาสตร์ และความภูมิใจสูงสุดคือการเป็นที่ตั้งของคณะทันตแพทยศาสตร์แห่งแรกในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในภูมิภาค

ความโดดเด่นที่ทำให้มหาวิทยาลัยบูรพาแตกต่างคือ "สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้" (Learning Ecosystem) บนทำเลที่ตั้งซึ่งถือเป็นอันดับต้น ๆ ของมหาวิทยาลัยที่น่าเรียนที่สุดในประเทศไทย ด้วยทำเลที่ตั้งใกล้ทะเลบางแสนมากที่สุด ทำให้นิสิตได้รับบรรยากาศการเรียนที่ไม่แออัด สามารถใช้ชีวิตและเรียนไปพร้อมกับการผ่อนคลายในเมืองท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ เพียงชั่วโมงเศษ นอกจากนี้เรายังลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพื้นที่สร้างสรรค์อย่างหอพักและห้องสมุดที่ทันสมัย ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่นั่งอ่านหนังสือ แต่ยังเป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์ที่มีทั้งมินิเธียเตอร์ ห้องคาราโอเกะ ห้องชมภาพยนตร์สตรีมมิง และห้องเล่นเกม เพื่อให้นิสิตได้ผ่อนคลายอย่างเต็มที่ภายใต้การดูแลสวัสดิภาพที่ครบวงจร ซึ่งรวมไปถึงโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยและระบบคุ้มครองอุบัติเหตุด้วย
ในด้านความเป็นเลิศทางวิชาการ มหาวิทยาลัยบูรพาได้พิสูจน์ศักยภาพบนเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้รับรางวัล Highly Commended ในหมวด Outstanding Contribution to Environmental Leadership จากเวที THE Awards Asia 2025 จัดโดย Times Higher Education จากโครงการศูนย์การเรียนรู้การจัดการชายฝั่งแบบบูรณาการ ซึ่งเป็นผลงานที่สะท้อนอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยติดทะเลได้อย่างชัดเจน ผ่านการทำงานเชิงรุกทั้งการตรวจวัดคุณภาพน้ำทะเล การส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง และการจัดทำแผนรับมือวิกฤตการณ์ทางทะเล เช่น กรณีน้ำมันรั่ว เพื่อสร้างจิตสำนึกและพัฒนากำลังคนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
นอกจากนี้ งานวิจัยของคณาจารย์ยังมุ่งเน้นการตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียนและนวัตกรรมเพื่อสังคม อาทิ ผลงาน “ไคโยเซรามิกส์” ซึ่งนำเปลือกหอยเหลือทิ้งจากการบริโภคในพื้นที่บางแสนมาพัฒนาเป็นวัสดุเซรามิกจนคว้ารางวัลเหรียญทองจากประเทศญี่ปุ่น หรือนวัตกรรมเครื่องส่องไฟ LED สำหรับรักษาภาวะทารกตัวเหลืองด้วยเทคโนโลยี IoT ที่คว้ารางวัล Jury Prize จากกวางโจว ประเทศจีน ความสำเร็จเหล่านี้สะท้อนผ่านการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในปีที่ผ่านมา ซึ่งมหาวิทยาลัยบูรพาครองอันดับที่ 12 ร่วมของประเทศไทย จากสถาบันการศึกษากว่า 170 แห่งทั่วประเทศ และมีทิศทางที่จะขยับอันดับโลกให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รศ.ดร.วัชรินทร์ กล่าวว่า ยุทธศาสตร์สำคัญที่มหาวิทยาลัยกำลังขับเคลื่อนอย่างเข้มข้นคือการมุ่งสู่การเป็น "มหาวิทยาลัยผู้ประกอบการ" (Entrepreneurial University) หรือมหาวิทยาลัยที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (Innovation-Driven University) โดยเราเปลี่ยนวิธีคิดจากการสอนให้มีความรู้เพื่อไปเป็นลูกจ้าง สู่การติดตั้ง DNA ของผู้ประกอบการให้นิสิตทุกคณะ ผ่านการบูรณาการวิชาด้านนวัตกรรมและธุรกิจไว้ในหมวดศึกษาทั่วไป (General Education) ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญอย่าง Thailand 4.0, BCG Model, การตลาดยุคดิจิทัล และการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีแพลตฟอร์มสำคัญอย่าง BACE Program (Innovative Entrepreneurial Skill Accelerator) ที่เร่งรัดทักษะการเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่ปี 1-2 ผ่านการทำ Design Thinking และการ Pitching งานจริง

ตัวอย่างความสำเร็จที่ชัดเจนคือโครงการ SPICE Food Tech ที่สนับสนุนเงินทุนให้นิสิตลงมือทำสตาร์ทอัพด้านอาหารจริง จนเกิดผลิตภัณฑ์อย่าง “Guilt Free Jelly” ที่คว้ารางวัลระดับภูมิภาค และผลงานนวัตกรรมชุดคาบาเรต์ถอดประกอบได้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากโครงการ STARTUP THAILAND LEAGUE ปี 2567 ซึ่งเอาชนะทีมคู่แข่งกว่า 246 ทีมทั่วประเทศ สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ว่านิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา ไม่ว่าจะเรียนสายวิทย์ วิศวะ หรือศิลปกรรม ก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงได้
อีกหนึ่งเสาหลักที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญอย่างสูงสุดคือ นโยบาย CWIE (Cooperative and Work-Integrated Education) หรือสหกิจศึกษา ซึ่งเราไม่ได้วัดความสำเร็จที่การจบการศึกษา แต่ต้องวัดที่ “การมีงานทำจริง” ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรที่บูรณาการ CWIE แล้วกว่า 98 หลักสูตร โดยกำหนดให้นิสิตต้องลงพื้นที่ปฏิบัติงานในสถานประกอบการจริงอย่างเข้มข้น 4 เดือนถึง 1 ปีเต็ม โดยมีอาจารย์นิเทศที่ผ่านการฝึกอบรมกว่า 254 คนคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
ด้วยข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มหาวิทยาลัยได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับสถานประกอบการกว่า 1,986 แห่ง โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมหลัก ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญให้นิสิตได้สร้างผลงานหรือโครงการที่ช่วยยกระดับองค์กรระหว่างฝึกงาน จนนำไปสู่การเสนอรับเข้าทำงานทันทีหลังจบการศึกษาผ่านระบบดิจิทัล BUU CWIE ที่บริหารจัดการอย่างครบวงจร
“สำหรับก้าวต่อไปในอนาคต มหาวิทยาลัยบูรพากำลังมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกด้วยการสร้างความร่วมมือกับสถาบันชั้นนำในต่างประเทศ ล่าสุดได้ร่วมกับมหาวิทยาลัย Daekyeung ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อนำหลักสูตรเฉพาะทางที่เน้นการทำงานจริงแบบดีพาร์ทเมนต์ เช่น การวิเคราะห์กีฬา หรือการแต่งหน้าเพื่ออุตสาหกรรมภาพยนตร์ มาเปิดสอนให้นิสิตในรูปแบบคอร์สระยะสั้น ขณะที่ความร่วมมือกับประเทศไต้หวันในด้านอุตสาหกรรมการผลิตชิป (Semiconductor) ก็กำลังก้าวหน้าอย่างมาก โดยมีการส่งนิสิตไปฝึกงานและเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทเพื่อนำเทคโนโลยีขั้นสูงกลับมาพัฒนาประเทศ” รศ.ดร.วัชรินทร์กล่าว
เหนือสิ่งอื่นใด มหาวิทยาลัยได้ปรับโฉมการเรียนรู้ให้เป็นแบบ "Customized Learning" ซึ่งผู้เรียนสามารถออกแบบรสชาติความรู้ได้ตามความต้องการ ไม่จำเป็นต้องใช้เวลา 4 ปีเท่ากันทุกคน ใครต้องการทักษะเฉพาะด้านเพื่อเปิดร้านอาหารก็สามารถรับประกาศนียบัตรเฉพาะส่วน หรือใครต้องการเรียนแบบครบจบเพื่อรับปริญญาก็สามารถสะสมหน่วยกิตได้ตามเป้าหมาย โดยงานวิจัยในอนาคตจะมุ่งเน้นไปที่ 3 แกนหลัก คือ นวัตกรรมสำหรับสังคมสูงวัย (Aged Society), เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Economy) และนวัตกรรมเชิงสังคมที่มุ่งเน้นความผาสุกของประชาชน เพื่อให้มหาวิทยาลัยบูรพาเป็นสถาบันการศึกษาที่เป็นที่พึ่งของสังคมและขับเคลื่อนประเทศชาติอย่างยั่งยืนในทศวรรษหน้า








