
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
“โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล” เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่
ก้าวเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของการดูแลความงามครบวงจรระดับสากล
MEKO Group เปิดตัวโรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล” รองรับกลุ่มลูกค้าไทยและต่างชาติ ดึงจุดแข็งด้านการดูแลผิวพรรณและศัลยกรรม จากการควบรวม 2 แบรนด์ดังอย่าง “เมโกะ คลินิก” และ “โซเมโกะ คลินิก” ภายใต้แนวคิด Tailored for You. Trusted by Generations. Timeless in Beauty. ตอกย้ำมาตรฐานโรงพยาบาลระดับสากล พร้อมยกระดับบริการด้านการดูแลผิวพรรณและศัลยกรรมตกแต่งครบวงจร จากแพทย์เฉพาะทาง เทคโนโลยีล้ำสมัย มีความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ตั้งเป้ารายได้ปีแรกแตะ 600 ล้านบาท หวังเป็นท็อปแบรนด์ในใจผู้บริโภค พร้อมปักหมุดสู่ศูนย์กลางศัลยกรรม-ความงามแห่งเอเชีย

พญ.วรารัตน์ สิริกุตตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล
พญ.วรารัตน์ สิริกุตตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล (MEKO INTERNATIONAL HOSPITAL) ภายใต้ บริษัท พีเอ็มแอล อินเตอร์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวคิดสำคัญที่ MEKO ยึดถือมากว่า 4 ทศวรรษคือ “ความงามที่แท้จริง ต้องได้รับการออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละบุคคล และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความปลอดภัยสูงสุด” ซึ่งเป็นที่ยอมรับทั้งในกลุ่มลูกค้าไทยและต่างประเทศ โดยมี “เมโกะ คลินิก (Meko Clinic)” ซึ่งเป็นที่รู้จักด้านการดูแลผิวพรรณและศัลยกรรมตกแต่ง และ “โซเมโกะ คลินิก (Someko Clinic)” ที่เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมจมูก เสริมหน้าอก และดึงหน้า วันนี้ทั้งสองแบรนด์ได้ผนึกรวมกันก้าวสู่ “โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ MEKO INTERNATIONAL HOSPITAL” ในฐานะโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านศัลยกรรมและความงาม ศูนย์กลางการดูแลความงามแบบองค์รวม ยกระดับความเป็นเลิศด้านบริการ ยึดหลักความจริงใจและส่งมอบผลลัพธ์การรักษาที่มาพร้อมความปลอดภัยและมาตรฐานทางการแพทย์ระดับโลก
ด้วยแนวคิดของเรา ทุกการรักษาจึงถูกวางแผนอย่างพิถีพิถันในทุกขั้นตอน มั่นใจในคุณภาพ ผลลัพธ์ และความปลอดภัย รวมถึงการดูแลที่ต่อเนื่อง โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านศัลยกรรมและความงามครบวงจร ที่ให้บริการลูกค้าในกลุ่มพรีเมียม พร้อมยกระดับมาตรฐานความงามสู่ระดับโลกและส่งมอบผลลัพธ์การรักษาที่ตรงตามความต้องการ ด้วยความโดดเด่นจาก 3 แนวคิดหลัก คือ “Tailored for You. Trusted by Generations. Timeless in Beauty.”
พญ.วรารัตน์ กล่าวว่า Tailored - Trusted - Timeless เป็นแนวทางการดำเนินงานซึ่งเป็นจุดแข็งของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้ใช้บริการ Tailored มุ่งออกแบบการรักษาเฉพาะแต่ละบุคคลและการดูแลแบบองค์รวม (Holistic) เน้นผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ แก้ไขปัญหาตรงตามต้องการ ตอบโจทย์ความงาม ความปลอดภัย และความมั่นใจในระยะยาว ในด้าน Trusted กว่า 40 ปีแห่งความไว้วางใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ภายใต้มาตรฐานโรงพยาบาลระดับสากล ด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ระบบดูแลที่ใส่ใจในทุกกระบวนการ เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ส่วน Timeless เป็นการดูแลอย่างต่อเนื่อง เพื่อมอบความมั่นใจและความสง่างามในทุกช่วงวัยของชีวิต ความประทับใจที่ลูกค้าได้รับและส่งต่อการบอกเล่าประสบการณ์ที่ดี สร้างความยั่งยืนให้กับแบรนด์อย่างแท้จริง

สำหรับโรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร บนถนนวิภาวดีรังสิต (ใกล้กับ ซอยวิภาวดี 5 เยื้องกับการบินไทย สำนักงานใหญ่) เป็นอาคารสูง 7 ชั้น ออกแบบทันสมัยในสไตล์โมเดิร์น เน้นโทนธรรมชาติและบรรยากาศผ่อนคลาย สะดวกต่อการเดินทางทั้งสำหรับผู้ใช้บริการชาวไทยและ Medical Tourist จากทั่วโลก มุ่งเน้นการดูแลด้านความงามแบบครบวงจรด้วยมาตรฐานโรงพยาบาลระดับสากล พร้อมทั้งมีทีมอาจารย์แพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ คอยให้คำปรึกษาและออกแบบการรักษาเฉพาะแต่ละบุคคล โดยคำนึงถึงความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และความสะดวกสบายเป็นหลัก ครบครันด้วยเครื่องมือการแพทย์และเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมบริการแบบพรีเมียม อาทิ ห้องพักฟื้นส่วนตัวเทียบเท่าโรงแรมไฮเอนด์ การดูแลใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง การผ่าตัดเคสใหญ่ระดับ Make Over อย่างไร้รอยต่อ
“MEKO International Hospital ได้ยกระดับมาตรฐานความงามสู่ระดับสากล ด้วยงบลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ การวางระบบและการพัฒนาบริการแบบครบวงจร ควบคู่กับการนำนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยในระดับมาตรฐานสากล เพื่อให้ผู้รับบริการมั่นใจถึงความปลอดภัยสูงสุด การสร้างทักษะและสนับสนุนแพทย์ พยาบาล และบุคลากร รวมถึงการเสริมกลยุทธ์การตลาด เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ทั้งในและต่างประเทศ ฯลฯ โดยตั้งเป้ารายได้ในปีแรกไว้ที่ 600 ล้านบาท” พญ.วรารัตน์กล่าว

ที่ผ่านมา ด้วยบทพิสูจน์ในธุรกิจด้านความงามของทั้งสองแบรนด์ต้นน้ำอย่างเมโกะ คลินิก และโซเมโกะ คลินิก ได้ต่อยอดให้โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล มีฐานลูกค้าราว 100,000 คน แบ่งสัดส่วนเป็นลูกค้าชาวไทย 80% ชาวต่างชาติ 20% ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงานตั้งแต่ Gen Y จนถึงช่วงอายุ 65 ปี ซึ่งเข้าใช้บริการด้านการดูแลผิวพรรณ 35% บริการด้านศัลยกรรม 65% โดยบริการและหัตถการที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ศัลยกรรมจมูก 40% ศัลยกรรมหน้าอก 20% ศัลยกรรมดูดไขมันและตัดหนังหน้าท้อง 20% ศัลยกรรมดึงหน้า 10% และศัลยกรรมอื่นๆ 10% ตามลำดับ
พญ.วรารัตน์ ปิดท้ายด้วยการชี้ให้เห็นเทรนด์ความงามในอนาคตว่า ปัจจุบันธุรกิจศัลยกรรมและความงามของไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากจำนวนผู้เข้ารับบริการด้านหัตถการและศัลยกรรมความงามที่เพิ่มขึ้น สอดรับกับรายงานจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า มูลค่าตลาดศัลยกรรมและเสริมความงามไทยในปี 2568 อยู่ที่ราว 7 หมื่นล้านบาท และมีแนวโน้มขยายตัวก้าวกระโดดสู่ระดับ 5.2 แสนล้านบาท ภายในปี 2573 หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย 47 - 48% ต่อปี โดยได้รับแรงหนุนจากกระแส Medical Tourism โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Y ทั้งผู้หญิงและ LGBTQIA+ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลภาพลักษณ์และการมาใช้บริการเวชศาสตร์ความงามเพิ่มขึ้น ขณะที่กลุ่มผู้ชายในอนาคตจะกลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง เนื่องจากต้องการดูแลตัวเองและภาพลักษณ์มากขึ้นเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์กระแสยังคงไปได้ดี โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากกลุ่มประเทศ CLMV รวมถึงอินโดนีเซีย สิงคโปร์ กลุ่มตะวันออก และจีน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่จะมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่เพียงเป็นหมุดหมายสำคัญด้านการท่องเที่ยว แต่ยังครองสถานะศูนย์กลางด้านหัตถการและศัลยกรรมความงามในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ปัจจุบันชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาเพื่อรับบริการทางการแพทย์ เช่น การตรวจสุขภาพ การรักษาเฉพาะทาง หรือการศัลยกรรม มากกว่า 2 ล้านครั้งต่อปี เนื่องด้วยความเชื่อมั่นด้านทักษะและฝีมือของแพทย์ไทย คลินิกและโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัย JCI (Joint Commission International) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ตลอดจนความคุ้มค่าในการรักษา การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยมาให้บริการ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะเกิดเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ธุรกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีข้างหน้าด้วย
โลตัส ขยายฐานลูกค้าต่างชาติ จัดแคมเปญใหญ่ดึง “NexT1DE”
สร้าง Engagement เจาะใจ Gen Z และนักท่องเที่ยวเอเชีย
โลตัส ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าอุปโภคบริโภค ภายใต้ บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกขยายฐานลูกค้ากลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติเต็มรูปแบบ หลังมองเห็นศักยภาพของตลาดท่องเที่ยวไทยที่กลับมาคึกคักต่อเนื่องในปี 2568 ล่าสุดเปิดตัวแคมเปญใหม่ จัดกิจกรรมแฟนมีตกับศิลปินบอยกรุ๊ปไทย-จีน “NexT1DE” ที่กำลังมาแรงในเอเชีย สร้างการรับรู้เชิงบวกทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมตอกย้ำเป้าหมายการเป็น “จุดหมายปลายทางแห่งอาหารและไลฟ์สไตล์สำหรับคนทุกเจเนอเรชั่น” (The Ultimate Food & Lifestyle for All)

คุณวรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน Transformation
คุณวรวรรณ เพียรลิขิตวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงาน Transformation บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) หรือ CPAXT เปิดเผยว่า กลุ่มนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติ โดยเฉพาะแฟนคลับศิลปิน มีอิทธิพลในการมีส่วนร่วมผ่านสื่อดิจิทัล หรือ Digital Engagement เราเชื่อว่าการสร้างความผูกพันกับลูกค้ากลุ่มนี้จะทำให้แบรนด์โลตัสถูกพูดถึงมากขึ้นบนแพลตฟอร์มโซเชียล รวมถึงเป็นการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่เข้าถึงง่ายและเป็นเพื่อนใกล้ชิดในชีวิตประจำวันของลูกค้า
ภายใต้กลยุทธ์ Friends of Lotus’s โลตัสได้มุ่งสร้างแบรนด์ให้เข้าถึงกลุ่ม Gen Z และนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ผ่านศิลปินที่หลากหลาย หนึ่งในนั้นคือวง NexT1DE ซึ่งมีฐานแฟนคลับหนาแน่น และได้รับความนิยมสูงในกลุ่มลูกค้าต่างชาติหลังแจ้งเกิดจากรายการ CHUANG Asia Season 2 ซึ่งมีสมาชิกทั้งชาวไทยและจีน ทำให้เป็นที่รู้จักอย่างมากในเอเชีย โดยกิจกรรมแฟนมีตครั้งนี้ไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาไทย แต่ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสสินค้ายอดนิยมและสินค้าพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะที่โลตัสเท่านั้น
“การร่วมมือในฐานะ Friend of Lotus ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้โลตัสเข้าถึงฐานแฟนคลับในจีน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น รวมถึงเกาหลีใต้ได้ พร้อมขยายภาพลักษณ์แบรนด์ที่ไม่ได้เป็นเพียงซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เป็นพื้นที่แห่งไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เชื่อมโยงผู้คนผ่านดนตรีและการช้อปปิ้ง เพราะเราไม่ต้องการให้โลตัสเป็นเพียงสถานที่ซื้อของ แต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนมาใช้ชีวิตร่วมกัน ทั้งช้อป กิน และสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ” คุณวรวรรณกล่าว
อีกทั้ง โลตัสยังเตรียมเดินหน้าร่วมมือกับศิลปินและคอมมูนิตี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายฐานลูกค้าเข้าสู่กลุ่มใหม่และกระชับความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างใกล้ชิด หลังมองเห็นศักยภาพของตลาดท่องเที่ยวไทยที่กลับมาคึกคักต่อเนื่องในปี 2568 และเพื่อยกระดับประสบการณ์ และเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โลตัสได้จัดโซนพิเศษใน 19 สาขาท่องเที่ยวสำคัญทั่วประเทศ เช่น กรุงเทพฯ เชียงใหม่ พัทยา หาดใหญ่ ภูเก็ต สมุย หัวหิน กระบี่ และอยุธยา พร้อมยังได้รวบรวมสินค้า ไม่ว่าจะเป็นขนม ของฝาก ผลิตภัณฑ์สุขภาพความงาม เสื้อผ้า และของที่ระลึก ซึ่งเป็นสินค้ายอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติด้วย
สำหรับลูกค้าต่างชาติของโลตัส ส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาวจีน มาเลเซีย อินเดีย ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และเกาหลีใต้ โดยชาวจีนยังคงเป็นลูกค้าหลักที่มีสัดส่วนสูงสุด ขณะที่ตลาดมาเลเซียมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น โดยเฉพาะในจังหวัดภาคใต้ที่เชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวชายแดน อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนมายังประเทศไทยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยนิยมการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ ปีนี้เปลี่ยนเป็นท่องเที่ยวแบบกลุ่มนักเดินทางอิสระ (Individual Traveler) ซึ่งล้วนเป็นเจเนอเรชันใหม่ที่ชอบวางแผนเที่ยวด้วยตนเองผ่านการใช้สื่อออนไลน์ต่างๆ
และเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ โลตัสจึงพัฒนา “WeChat Mini Program” ซึ่งเป็นช่องทางดิจิทัลที่เชื่อมโยงโดยตรงกับนักท่องเที่ยวชาวจีน ให้สามารถค้นหาข้อมูลสินค้า โปรโมชั่น หรือสาขาที่ต้องการไปล่วงหน้าได้ก่อนเดินทางมาประเทศไทย อีกทั้งยังมีบริการจัดส่งสินค้าถึงโรงแรม และส่งกลับประเทศจีนโดยตรง ถือเป็นการต่อยอดสู่กลยุทธ์ “ออมนิชาแนล” (Omnichannel) ที่ช่วยลดข้อจำกัดในการขนของกลับเอง และเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวได้อย่างมีนัยสำคัญ
รวมทั้ง โลตัสยังได้พัฒนา “Lotus’s Tourist Card” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญเพื่อมอบสิทธิพิเศษและโปรโมชั่นร่วมกับพันธมิตรกว่า 20 แบรนด์ชั้นนำแก่ลูกค้าต่างชาติ ครอบคลุมร้านอาหาร ความบันเทิง ทัวร์ และบริการสุขภาพอย่างโรงแรมและสปา ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถสมัครได้แล้วที่โลตัสทั้ง 19 สาขา ขณะเดียวกัน Lotus’s Tourist Card ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือวัดผลเชิงข้อมูล (Data Insight) เพื่อประเมินการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในแต่ละสาขาด้วย
นอกจากนี้ เรายังมีการพัฒนาฟีเจอร์ในแอป MyLotus’s เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ในยุคดิจิทัล พร้อมตอบโจทย์นักท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น เช่น ระบบสะสมแต้ม หรือคูปองพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยว ที่สามารถใช้งานได้ง่าย สะดวก และสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจมากยิ่งขึ้น พร้อมกับการเดินหน้า ขยายสาขาขนาดเล็ก “โลตัส โกเฟรช” (Lotus’s Go Fresh) ซึ่งตั้งอยู่ใกล้โรงแรมและแหล่งท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว โดยจะปรับสินค้าภายในร้านให้ตรงกับความต้องการเฉพาะพื้นที่ เช่น โซนภาคใต้ที่มีนักท่องเที่ยวมาเลเซียจำนวนมาก จะจัดจำหน่ายสินค้าที่เป็นที่นิยมในตลาดมาเลโดยเฉพาะ

วง NexT1DE
คุณวรวรรณ กล่าวว่า ปัจจุบันโลตัสมี “ทัวร์ริสสโตร์” (Tourist Store) รวม 19 สาขาทั่วประเทศ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย หัวหิน และพัทยา โดยแต่ละสาขามียอดขายจากนักท่องเที่ยวต่างชาติคิดเป็นสัดส่วน 20–30% ของรายได้รวม ขณะที่ในกรุงเทพฯ บางสาขาสูงถึง 40–50% เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีการคมนาคมสะดวก ใกล้รถไฟฟ้าและรายล้อมด้วยโรงแรมชั้นนำ ฉะนั้นจึงกลายเป็นฮับหลักของนักท่องเที่ยว
“ในปีที่ผ่านมาเราพบว่านักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมามีบทบาทสำคัญต่อยอดขายของโลตัส โดยเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวหลักและสาขาขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยสร้างการเติบโตให้กับทั้งธุรกิจค้าปลีกและร้านค้าพันธมิตรในศูนย์ของเรา เรามั่นใจว่ากลยุทธ์การสร้างความผูกพัน (Engagement) กับลูกค้าเป้าหมายกลุ่มใหม่ ผ่านแคมเปญการตลาดที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่และนักท่องเที่ยว จะยกระดับภาพลักษณ์โลตัสจากการเป็นศูนย์การค้าสู่การเป็น ‘จุดหมายปลายทางแห่งอาหารและไลฟ์สไตล์สำหรับคนทุกเจเนอเรชั่น’ ที่ทุกคนสามารถ ‘รู้สึกดีๆ ได้ทุกวันที่โลตัส’ ไม่ว่าจะเป็นวันพิเศษหรือวันธรรมดา” คุณวรวรรณกล่าว
สำหรับทิศทางไตรมาสที่เหลือของปี 2568 คุณวรวรรณ เผยว่า แม้ภาพรวมตลาดนักท่องเที่ยวจีนในประเทศจะชะลอตัวลงราว 30% ตามข้อมูลของ ททท. แต่โลตัสได้รับผลกระทบค่อนข้างน้อย เนื่องจากได้ขยายฐานลูกค้าไปยังหลายประเทศตั้งแต่ช่วงต้นปี รวมถึงเพิ่มจำนวนสาขาท่องเที่ยวจากเดิมประมาณ 10 สาขา เป็น 19 สาขาในปัจจุบัน ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทาง “Diversified Market Approach” ที่มุ่งกระจายความเสี่ยง ไม่ผูกติดกับตลาดใดตลาดหนึ่ง โดยโลตัสยังคงรักษาสัดส่วนลูกค้าไทยให้เติบโตควบคู่ไปด้วย ผ่านการจัดโปรโมชั่นและแคมเปญส่วนลดอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีแรกยังคงเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและกำลังซื้อที่ชะลอตัว แต่โลตัสยังสามารถรักษาการเติบโตได้จากการขยายช่องทางออนไลน์และกลยุทธ์กระจายสาขา ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของ CP EXTRA ที่มีผลประกอบการเชิงบวก โลตัสเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะได้รับแรงหนุนจากเทศกาลสำคัญและเทรนด์การ “ให้รางวัลกับตัวเอง (Self-Rewarding Spending)” ของผู้บริโภคไทย ซึ่งมักจะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี ทั้งในแคมเปญครบรอบโลตัสและเทศกาลเฉลิมฉลองต่างๆ
“โลตัสในบทบาท Destination for Life แม้ตลาดค้าปลีกยังคงเผชิญความท้าทาย แต่โลตัสยังเดินหน้าสร้างความแตกต่างผ่านแนวคิด ‘Feel Good Everyday at Lotus’s’ ที่มุ่งพัฒนาให้ห้างกลายเป็น จุดหมายปลายทางของอาหาร ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์ร่วมกันของทุกเจเนอเรชัน แน่นอนการขยายตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขาย แต่เป็นการวางรากฐานสู่อนาคตที่ผสานเทคโนโลยี ดิจิทัล และวัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อให้โลตัสก้าวสู่การเป็นแบรนด์ค้าปลีกไทยที่สามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน” คุณวรวรรณกล่าวทิ้งท้าย
เอส บี แอลผนึกกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
ชูเมกะโปรเจค “ลงนามสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ”
เอส บี แอล ชูโครงการไฮไลท์ปี 68 ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ลงนามสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต “ผลิตภัณฑ์สารเคมีฉีดพ่นหมอกควันกำจัดยุงลายและยุงลายสายพันธุ์ต้านทานสารเคมีกลุ่มไพรีทรอยด์” เตรียมเดินหน้าผลิตและเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์ของเอส บี แอล คาดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ภายในปี 69 พุ่งเป้าที่กลุ่มหน่วยงานสาธารณสุข เพื่อนำไปใช้พ่นควบคุมยุงลายในพื้นที่ ขณะที่ รายได้ปีนี้ตั้งเป้า 30 ลบ. ยังคงมุ่งรักษาฐานลูกค้าเก่าให้อยู่อย่างเหนียวแน่น ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล และการบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ

คุณสมบูรณ์ เลิศเดชะชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส บี แอล ซัพพลาย กรุ๊ป จำกัด
คุณสมบูรณ์ เลิศเดชะชัย กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส บี แอล ซัพพลาย กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิต นำเข้า จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ อุปกรณ์ในการกำจัดแมลงและทำความสะอาด กล่าวว่า เอส บี แอล ได้มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจใน 2 ประเภทหลัก ได้แก่ ประเภทที่ 1 : เป็นผู้ผลิตน้ำยาทำความสะอาด ที่ใช้ในด้านครัวเรือนโดยเฉพาะ และประเภทที่ 2 : เคมีภัณฑ์จำกัดแมลง และพาหะนำโรคต่างๆ ที่ใช้ในงานสาธารณสุข ทั้งนี้ เนื่องจากว่าตนมีประสบการณ์ และคร่ำหวอดอยู่ในธุรกิจนี้มาอย่างยาวนาน ซึ่งเริ่มจากการเป็นลูกจ้าง จากนั้นเริ่มทำธุรกิจของตนเอง จวบจนปัจจุบันที่ได้นำพาเอส บี แอล เติบโตมากว่า 2 ทศวรรษ
ล่าสุดเอส บี แอล ได้ร่วมพิธีลงนามสัญญาการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต “ผลิตภัณฑ์สารเคมีฉีดพ่นหมอกควันกำจัดยุงลายและยุงลายสายพันธุ์ต้านทานสารเคมีกลุ่มไพรีทรอยด์” กับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยเป็นสารเคมีตัวใหม่ที่ป้องกันการดื้อยาของยุงลาย หากสังเกตุในปัจจุบันจะพบว่าไข้เลือดออกไม่ได้ลดน้อยลง อีกทั้ง ยังคงมีอัตราการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากยุงลายเกิดการดื้อยา โดยบริษัทได้ร่วมเสวนากับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อที่จะรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าว
โดยโครงการนี้นับว่าเป็นนวัตกรรมใหม่ของสูตรยากำจัดแมลงที่ถูกคิดค้น วิจัย และพัฒนา โดยคนไทย จนได้สูตรยาที่มีประสิทธิภาพ และจากการที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ออกสำรวจตามพื้นที่ต่างๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ว่ายุงลายดื้อยาชนิดใด จากนั้นได้ทำการวิจัยกว่า 4 ปี จนประสบผลสำเร็จและสามารถเผยแพร่สู่ทั่วโลก

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวถือเป็นเมกะโปรเจค และเป็นโครงการไฮไลท์ของเอส บี แอล ในปี 2568 นี้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น เนื่องจากได้มีการลงนานในสัญญาไปเมื่อต้นปี 2568 และคาดว่าผลิตภัณฑ์จะสามารถจัดจำหน่ายเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2569 โดยการดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะต้องใช้งบประมาณ 6-7 หลัก ขณะเดียวกัน ภายหลังจากการวางจำหน่ายคาดว่าจะช่วยหนุนผลประกอบการให้เติบโตยิ่งขึ้น
“โดยโครงการนี้ที่ได้ร่วมมือกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ถือเป็นโครงการขนาดใหญ่ (Large Project) ในชีวิตของตน ซึ่งเราต้องการทำโครงการนี้ให้ได้ อีกทั้ง สิ่งเหล่านี้อยู่นอกเหนือการทำธุรกิจ เสมือนกับการที่เราได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการดำเนินโครงการนี้ไม่ใช่เรื่องของผลประกอบการเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่เราจะต้องทำยังไงให้สามารถลดจำนวนยุงลายและลดจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกให้ได้มากที่สุด สิ่งนี้ถือเป็นจุดประสงค์หลักของการดำเนินโครงการ เนื่องจากเราได้เห็นผู้เสียชีวิตด้วยไข้เลือดออกเป็นจำนวนมาก เราจึงให้ความสำคัญในจุดนี้เป็นพิเศษ
ขณะเดียวกัน ปัจจุบันโลกร้อนขึ้น สภาพอากาศมีความเปลี่ยนแปลงบ่อย จึงทำให้ยุงเกิดการวิวัฒนาการและส่งผลให้มีการดื้อยา อีกทั้ง การใช้ยาไม่ถูกวิธีก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ปริมาณยุงลายไม่ลดลง เพราะหากใช้ยาที่ถูกวิธีก็จะช่วยป้องกันได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นเราในฐานะเอกชน มีความมุ่งมั่นและพยายามนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการให้ได้มากที่สุด” คุณสมบูรณ์กล่าว
สำหรับกลุ่มเป้าหมายหลักของผลิตภัณฑ์ที่ได้ร่วมพัฒนากับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คือ หน่วยงานราชการ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านสาธารณสุข ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมยุงที่เป็นพาหะนำโรคต่างๆ ในการนำไปใช้พ่นควบคุมยุงลายในพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในกรณีเกิดการระบาดของโรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย (ชิคุนกุนยา) ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการป้องกันได้อย่างครอบคลุม มีการใช้งานอย่างปลอดภัยและถูกวิธี และเมื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เสร็จและเริ่มนำไปใช้ เอส บี แอล จะต้องเข้าไปอบรมให้ความรู้โดยตรง และติดตามผลการดำเนินงานต่อไป
คุณสมบูรณ์กล่าวต่อถึงเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในปีนี้ว่า ด้วยสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันตัวเลขรายได้อาจจะลดลงจากปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงประคองธุรกิจเพื่อคงเป้ารายได้ให้อยู่ที่ประมาณ 30 ล้านบาท โดยการรักษาฐานลูกค้าเก่าให้ยังคงอยู่อย่างเหนียวแน่น ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้หลักๆ คือ กลุ่มลูกค้าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เช่น คอนโดมิเนียม อพาร์ทเม้นท์ และศูนย์ประชุมต่างๆ ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล และการบริการหลังการขายที่เป็นเลิศ
โดยเอส บี แอล ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2540 ปัจจุบันนับเป็นปีที่ 28 ซึ่งบริษัทได้มุ่งมั่นพัฒนาและเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการในการดำเนินธุรกิจของตน คือ “ไม่โลภมาก ทำในสิ่งที่ทำไหว” อีกทั้ง ยังมุ่งมั่นตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าด้วยความเชี่ยวชาญ โดยปัจจุบันยังมีลูกค้าที่อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลากว่า 20 ปี เพราะลูกค้าไว้วางใจในบริการ และให้การเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของเอส บี แอล เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ ในปัจจุบันถือได้ว่าเอส บี แอลเป็นที่รู้จัก และได้รับการยอมรับจากกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากเมื่อมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้น เช่น สึนามิ และโควิด-19 ระบาด หน่วยงานต่างๆ ได้ให้ความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของเอส บี แอล และเรียกใช้บริการอยู่เสมอ

คุณสมบูรณ์กล่าวถึงสิ่งที่อยากจะฝากแก่ลูกค้าของเอส บี แอลว่า อยากเน้นย้ำถึงสิ่งสำคัญ คือ ธุรกิจของเอส บี แอล ที่ยังอยู่ได้ในปัจจุบันนี้เป็นเพราะลูกค้า ขณะเดียวกัน เอส บี แอล ได้มุ่งมั่นส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ราคาสมเหตุสมผล และสิ่งสำคัญ คือ การบริการที่เป็นเลิศและมีประสิทธิภาพ สามารถตอบคำถามลูกค้าได้ทุกข้อ ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับเป็นส่วนสำคัญที่บริษัทมุ่งเน้นดำเนินการ ในด้านการบริการเอส บี แอล ไม่เคยละเลยลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้าที่ซื้อผลิตภัณฑ์มากหรือน้อย บริษัทพร้อมให้บริการเป็นอย่างดี
อีกทั้ง ต้องไม่ดูหมิ่นลูกค้า และต้องให้ความรู้ลูกค้าอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ซึ่งเอส บี แอล ไม่ได้เน้นที่ปริมาณ แต่เน้นที่คุณภาพ ในส่วนของผลิตภัณฑ์กำจัดแมลง ยิ่งใช้ของเราน้อย เรายิ่งดีใจ เพราะเป็นสารเคมีอาจจะก่อให้เกิดอันตรายต่อตัวลูกค้า ขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ของเอส บี แอล สั่งซื้อได้โดยที่ไม่ต้องมีขั้นต่ำ แกลลอนเดียวลูกค้าสามารถสั่งซื้อได้
สำหรับในแง่ของการสื่อสารให้ผู้คนได้รู้จักเอส บี แอล ได้มีการลงข้อมูลใน Yellow pages ซึ่งเป็นผู้ให้บริการข้อมูลรายชื่อธุรกิจ กิจการ ร้านค้า บริษัท รวมถึง สินค้าและบริการต่างๆ ที่ครอบคลุมหลากหลายหมวดหมู่ อีกทั้ง ยังมีเว็บไซต์ (Website) ของบริษัทเอง ที่สามารถเข้าไปเยี่ยมชม พร้อมทั้ง ค้นหาข้อมูลและผลิตภัณฑ์ บริการของเอส บี แอล
“เทพผดุงพรมะพร้าว” ย้ำจุดแข็งกะทิไทยในตลาดโลก
ทะยานสู่อนาคตด้วยนวัตกรรมและคุณภาพ
"เทพผดุงพรมะพร้าว” เจ้าของแบรนด์ “ชาวเกาะ” ที่พากะทิไทยครองตลาดสหรัฐฯ และยุโรป พร้อมสานต่อวิสัยทัศน์สู่การเติบโตอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความท้าทายด้านต้นทุน วัตถุดิบ และนโยบายภาษีสหรัฐ “คุณชวพร เทพผดุงพร” ผู้บริหารเจน 3 ประกาศเดินเกมรุกขยายไลน์น้ำมะพร้าวส่งออก หนุนกำลังการผลิตอีก 30% ในปีหน้า รับกระแสเครื่องดื่มสุขภาพและดีมานด์โตพุ่งในยุโรปและสหรัฐฯ พร้อมนำองค์กรก้าวสู่ยุคที่เทคโนโลยี นวัตกรรม และกลยุทธ์ใหม่ผสานกับคุณภาพอย่างลงตัว ย้ำจุดยืน ไม่ลดคุณภาพเพื่อแข่งราคา และเดินหน้าสู่ความยั่งยืนที่แท้จริง
คุณชวพร เทพผดุงพร ผู้บริหาร บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด
คุณชวพร เทพผดุงพร ผู้บริหาร บริษัท เทพผดุงพรมะพร้าว จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารประเภทกะทิสำเร็จรูปในรูปแบบต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว ภายใต้แบรนด์ ชาวเกาะ, แม่พลอย และ TCC ฯลฯ กล่าวว่า ความสำเร็จที่ทำให้บริษัทเติบโตและเป็นที่รู้จักในวันนี้ เริ่มต้นจากรุ่นคุณปู่คุณย่า ซึ่งทำธุรกิจขายส่งกะทิให้กับตลาดสดต่างๆ หลังจากนั้นจึงเริ่มเห็นโพเทนเชียลการเติบโต และได้ก่อตั้งโรงงานผลิตกะทิขึ้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จากวันนั้นถึงวันนี้ได้มีการขยายขีดความสามารถและศักยภาพในการผลิตอย่างต่อเนื่องทำให้สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากกว่า 200 ชนิด เพื่อรองรับความต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ปัจจุบันมีโรงงานทั้งหมด 3 แห่ง ประกอบด้วย 1.โรงงานชาวเกาะ ซึ่งตั้งอยู่ที่ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ผลิตกะทิและผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ภายใต้แบรนด์ “ชาวเกาะ” เน้นตลาดส่งออกเป็นหลัก 2.โรงงานอำพลฟู้ดโพรเซสซิ่ง ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธมณฑลสาย 5 ผลิตกะทิ ภายใต้แบรนด์ “ชาวเกาะ” เน้นจำหน่ายในประเทศไทยโดยเฉพาะ และ 3.โรงงานแม่พลอย ตั้งอยู่ที่ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ผลิตกะทิสูตรแม่พลอย, เครื่องแกง, น้ำจิ้ม และซอสปรุงรสต่างๆ ภายใต้แบรนด์ “แม่พลอย” เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและส่งออกต่างประเทศ
คุณชวพร เปิดเผยว่า ส่วนตัวจะดูแลโรงงานชาวเกาะที่พุทธมณฑลสาย 4 ซึ่งเป็นโรงงานผลิตที่เน้นการส่งออกเป็นหลัก โดยปัจจุบันมีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 95% ของกำลังผลิตทั้งหมด สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 2568 ถือเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่บริษัทมีปริมาณการส่งออกสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจมา โดยปัจจัยหลักมาจากการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกา ที่ก่อนหน้านี้ประเทศไทยถูกเรียกเก็บอัตราภาษีนำเข้าสินค้าสูงถึง 36% แต่ต่อมาได้มีการปรับอัตราภาษีนำเข้าใหม่เป็น 19% มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2568 เป็นต้นมา ส่งผลให้ลูกค้าจากสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดหลักที่มีสัดส่วนการส่งออกมากกว่า 50% จาก 95% ของการส่งออกทั้งหมด ต้องเร่งออเดอร์เพื่อสต็อกสินค้าเป็นจำนวนมากก่อนมาตรการภาษีใหม่มีผล
แม้ยอดการส่งออกครึ่งปีแรกจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แต่บริษัทยังต้องเผชิญความท้าทายที่สำคัญคือ ราคาวัตถุดิบมะพร้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นถึง 100% จากปัญหาปรากฏการณ์เอลนีโญที่กระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ขณะที่ผลผลิตในประเทศก็มีไม่เพียงพอสำหรับอุตสาหกรรม และถูกกระจายไปยังตลาดสดเป็นหลัก บริษัทจึงจำเป็นต้องนำเข้ามะพร้าวมากกว่า 95% จากเวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งอาจส่งผลให้มาร์จิ้นปีนี้ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
“ในแต่ละปี บริษัทจะตั้งเป้ายอดขายเติบโตไว้ปีละ 10% ซึ่งปีนี้คาดว่าจะเติบโตตามเป้าอย่างแน่นอนจากแรงส่งของครึ่งปีแรกสำหรับตลาดส่งออก แต่ตอนนี้คงต้องรอดูสถานการณ์ไตรมาสหลังด้วยว่าจะเป็นอย่างไร การส่งออกจะชะลอตัวมากน้อยแค่ไหน จากเรื่องภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบ อย่างไรก็ตาม บริษัทยืนยันจะไม่ลดราคาหรือคุณภาพสินค้าลง เพื่อแข่งขันทางราคากับคู่แข่ง เพราะถ้าเราลดราคา ลูกค้าที่สต็อกสินค้าเดิมไว้จะแบกรับต้นทุนส่วนต่างทันที ซึ่งไม่เป็นธรรม และในระยะยาวจะทำลายภาพลักษณ์แบรนด์ ดังนั้นเราเน้นความยั่งยืนเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว และเลือกยืนบนจุดแข็งด้านคุณภาพที่ตลาดยอมรับมากกว่า” คุณชวพรกล่าว
ทั้งนี้ บริษัทยังมองเห็นการเติบโตของตลาดกะทิและน้ำมะพร้าวในอนาคต เพราะยังมีความต้องการมากในต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปซึ่งเติบโตถึง 100% ด้วยเทรนด์สุขภาพ เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์จากพืช (Plant-based) เช่น ผลิตภัณฑ์จากมะพร้าว ที่เป็นการเพิ่มทางเลือกด้านสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีการใช้งานมะพร้าวในหลากหลายอุตสาหกรรมทั้งอาหาร–เครื่องดื่ม, เครื่องสำอาง, และผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นแรงสนับสนุนใหญ่ของตลาด
สำหรับแบรนด์หลักอย่าง “ชาวเกาะ” (Chaokoh) ถือเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งมากในตลาดอเมริกา และหลายประเทศในยุโรป ขณะที่ “TCC” ก็ได้รับความนิยมในยุโรปและออสเตรเลีย ส่วน “แม่พลอย” ซึ่งเป็นที่รู้จักในกลุ่มเครื่องปรุงและน้ำจิ้ม โดยเฉพาะน้ำจิ้มไก่ที่ได้รับความนิยมมากเช่นกันในอเมริกา นอกจากแบรนด์ของเราเองแล้ว ปัจจุบันบริษัทมีการผลิตแบบ OEM คิดเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของยอดผลิตทั้งหมด โดยเฉพาะในกลุ่มน้ำมะพร้าว ซึ่งแบรนด์ของบริษัทแม้อาจยังไม่แข็งแรงเท่ากลุ่มกะทิ แต่สามารถเติมเต็มกำลังการผลิต และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในต่างประเทศได้ดี
คุณชวพร กล่าวถึงทิศทางการดำเนินงานของบริษัทในครึ่งปีหลังด้วยว่า ในปีนี้บริษัทมีแผนขยายไลน์ผลิตน้ำมะพร้าวสำหรับตลาดส่งออก โดยอาศัยจุดแข็งด้านการจัดหาวัตถุดิบที่ครบวงจร คือ สามารถใช้มะพร้าวได้ทั้งเนื้อและน้ำอย่างเต็มที่ ซึ่งช่วยลดต้นทุน ลดของเสีย และเพิ่มความได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ผลิตน้ำมะพร้าวเพียงอย่างเดียว ซึ่งมักประสบปัญหาการบริหารจัดการเนื้อมะพร้าวส่วนเกิน ยิ่งไปว่านั้นน้ำมะพร้าวของบริษัทจะคงความเป็นธรรมชาติ 100% ไม่เติมน้ำตาล แม้ต้นทุนจะสูงกว่าในตลาด แต่เรามั่นใจว่าคุณภาพคือปัจจัยที่สร้างความแตกต่าง
“ปกติเรามีเดินเครื่องน้ำมะพร้าวอยู่แล้ว แต่เนื่องจากเราเห็นการเติบโตของน้ำมะพร้าวที่มีมากในต่างประเทศ ตามกระแสสุขภาพ โดยเฉพาะน้ำมะพร้าวธรรมชาติ 100% ที่นิยมใช้ทั้งดื่มตรงและใช้เป็นส่วนผสมในอาหารและเครื่องดื่มหลากหลายประเภท บริษัทจึงตัดสินใจลงทุนเพิ่มไลน์ผลิตในครั้งนี้ โดยคาดว่าเครื่องจักรใหม่จะพร้อมผลิตปีหน้า ซึ่งจะสามารถตอบสนองความต้องการของตลาด OEM และแบรนด์พรีเมียมในยุโรปได้ ส่วนในประเทศไทยเอง การผลิตน้ำมะพร้าวยังไม่มีแผน เพราะเป็นตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากทั้งในด้านราคาและกลยุทธ์การตลาด โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการเติมน้ำตาล ซึ่งสวนทางกับจุดยืนของบริษัทที่เน้นความเป็นธรรมชาติ” คุณชวพรกล่าว
สำหรับการลงทุนครั้งนี้ บริษัทใช้งบประมาณราว 80 ล้านบาท ครอบคลุมค่าเครื่องจักรใหม่และการก่อสร้างอาคารเพิ่ม โดยคาดว่าจะใช้เวลาติดตั้งเครื่องจักร และสามารถเดินเครื่องผลิตได้เต็มกำลังในปี 2569 ซึ่งหลังจากโครงการแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตรวมได้อีก 30% เพื่อรองรับคำสั่งซื้อจากตลาดยุโรปและลูกค้าแบรนด์ OEM ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นอกจากการขยายไลน์ผลิตน้ำมะพร้าวแล้ว บริษัทยังมีแผนด้านการตลาด โดยมุ่งปรับองค์กรให้ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีใหม่ในกระบวนการผลิตและการตลาด พร้อมมองหาตลาดใหม่เพิ่มเติม เช่น แอฟริกา อเมริกาใต้ และประเทศที่ยังไม่เคยเข้าไป ควบคู่กับการรักษาฐานตลาดหลักอย่างสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันก็ยังต้องจับตานโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่อาจทำให้การส่งออกชะลอตัว ซึ่งบริษัทคงต้องปรับกลยุทธ์ หาตลาดใหม่ รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มเพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคด้วย ทั้งนี้แม้ผลกระทบทางภาษีอาจทำให้รายได้ของบริษัทลดลงแต่คาดว่าเพียงระยะสั้นเท่านั้น ด้วยความแข็งแกร่งของแบรนด์และการยอมรับในตลาดเฉพาะกลุ่ม บริษัทมีโอกาสปรับตัวได้ในระยะกลางถึงยาว
คุณชวพร กล่าวเพิ่มเติมว่า แบรนด์ “ชาวเกาะ” ยังคงได้รับความไว้วางใจจากคู่ค้า เพราะมีจุดแข็งด้านคุณภาพ และมาตรฐานการผลิตที่ได้รับการรับรองสากล เช่น ISO 9001 มาตรฐานด้านคุณภาพ, ISO 14001 มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม, ISO 22000 มาตรฐานด้านความปลอดภัยทางอาหาร, GMP, SCCP, BRC (UK) และยังได้รับการตรวจสอบด้าน Labour Welfare อย่างเข้มงวดจากลูกค้า โดยเฉพาะจากโซนยุโรปและอเมริกา ที่มุ่งเน้นการทำงานที่ปลอดภัยและคำนึงถึงสิทธิแรงงาน นอกจากนี้ ล่าสุดที่บริษัทได้รับคือประกาศนียบัตรเครื่องหมายรับรองฉลากคาร์บอน Carbon Footprint Reduction Certification ได้แก่ CFP คาร์บอนฟุตปริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ และ CFO คาร์บอนฟุตปริ้นท์ขององค์กร ซึ่งช่วยสะท้อนจุดยืนด้านความยั่งยืนขององค์กร

“เรื่องคาร์บอนฟุตปริ้นท์สำคัญมากๆ เลย ผมอยากให้ SME ทำเรื่องนี้ให้มากขึ้นนะ เพราะส่วนใหญ่จะคิดว่าการจะลดคาร์บอนต้องติดโซลาร์เซล ใช้พลังงานสะอาด ต้องใช้ต้นทุนที่สูง ซึ่งจริงๆ ไม่ใช่แค่นั้น เราสามารถทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากจุดเล็กๆ จุดรั่วไหลในโรงงาน การบริหารจัดการภายในอย่างรอบคอบ ตรงไหนที่ใช้พลังงานมากเกินไป เราก็แค่ปรับ ตัด หรือลดตรงนั้นลง ยกตัวอย่าง เราเห็นว่าแพ็กเกจจิ้งที่เป็นกระป๋องบรรจุกะทิมีความหนาอยู่ที่ 0.9 มิลลิเมตร เราก็ลดลงให้เหลือแค่ 0.17 มิลลิเมตร และออกแบบให้เป็นลอนเพื่อให้คงความแข็งแรงเท่าขนาดเดิม ก็เป็นตัวอย่างในการลดคาร์บอนของบริษัทเราทำแบบนี้มาตลอด เพราะนอกจากเรื่องคุณภาพสิ่งที่เราให้ความสำคัญก็คืออยู่กับสังคมอย่างยั่งยืนต่อไป” คุณชวพรกล่าว
ทั้งนี้ เทพผดุงพรมะพร้าวเราไม่ได้มองการเติบโตแค่เชิงปริมาณเท่านั้น แต่ยังใส่ใจแนวคิด “ความยั่งยืน” (Sustainability) ผ่านทั้งกิจกรรม CSR ที่ทำมายาวนานตั้งแต่รุ่นผู้ก่อตั้ง การลดผลกระทบต่อชุมชนรอบโรงงานด้วยมาตรการควบคุมเสียงและระบบกรองควัน การออกแบบกระบวนการผลิตที่ลดการใช้พลังงานต่างๆ ขณะเดียวกันบริษัทยังให้ความสำคัญกับพนักงาน ที่ปัจจุบันมีมากกว่า 1,300 คนในหลายเจเนอเรชัน ก็มีการจัดอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพพนักงานในด้านต่างๆ ต่อเนื่องด้วย
คุณชวพร กล่าวทิ้งท้ายว่า ในยุคที่หลายธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญความท้าทายจากการส่งต่อสู่รุ่นใหม่ ซึ่งมักมีคำกล่าวว่าธุรกิจส่วนใหญ่รุ่งเรืองในรุ่นแรก ขยายตัวในรุ่นสอง และมักถดถอยในรุ่นสาม ซึ่งไม่มีใครอยากให้เป็นไปตามคำกล่าวนี้ ฉะนั้นในฐานะผู้บริหารรุ่นปัจจุบัน เราจะยืนหยัดสานต่อด้วยการผสมผสานคุณภาพ ความใส่ใจในรายละเอียด และวิสัยทัศน์เพื่ออนาคตอย่างมั่นคง พร้อมมุ่งปรับองค์กรให้ทันสมัย นำเทคโนโลยีเข้ามาเสริม รวมทั้งขยายตลาดใหม่โดยไม่ลดทอนคุณภาพสินค้า บริษัทขอย้ำจุดยืนชัดเจนว่าเราจะไม่ลดคุณภาพเพื่อแข่งขันด้านราคา และจะอยู่ร่วมกับสังคมอย่างยั่งยืนให้ได้ยาวนานที่สุด
กางแผนธุรกิจ “AEG”
เร่งขยายสาขา-ตั้งเป้าเติบโต 20%
AEG เดินหน้าแผนธุรกิจ ปักหมุดภาคอีสาน กลาง และเหนือ ขยายอีก 6 สาขา ตั้งเป้าปีนี้ให้บริการกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ เสริมแกร่งการบริการ บวกตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในแต่ละพื้นที่ พร้อมประกาศบุกตลาดอาเซียน รับดีมานด์โต กระแสตอบรับดี ตั้งเป้าเติบโตจากปีที่ผ่านมา 20% มั่นใจตัวเลขตามคาด โดยปริมาณงานพุ่งขึ้นตั้งแต่ต้นปี พร้อมชูบริการใหม่ที่โดดเด่น “AEG Gold Cap-Lock” มุ่งแก้ไข Pain Point ลูกค้า-ปัญหาอาชญากรรม

คุณวชิรวิทย์ พูน รองประธานกรรมการบริหาร แห่งบริษัทแองโกลอีสต์กรุป หรือ AEG
คุณวชิรวิทย์ พูน รองประธานกรรมการบริหาร แห่งบริษัทแองโกลอีสต์กรุป หรือ AEG บริษัทชั้นนำด้านการให้บริการระบบรักษาความปลอดภัยและประกันภัยแบบครบวงจร โดยมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจร้านทอง เพชร อัญมณี และธุรกิจมูลค่าสูง มากว่า 40 ปี กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 ว่า AEG มีแผนที่จะขยายสาขาให้บริการในประเทศครบ 20 สาขา จากปัจจุบันที่ได้เปิดให้บริการแล้วจำนวน 14 สาขา ไม่ว่าจะเป็นสาขาจันทบุรี สมุทรปราการ ชลบุรี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ และนครราชสีมา เป็นต้น ส่วนอีก 6 สาขาที่เหลือจะเร่งทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยจะตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 3 สาขา ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มเติมอีก 2 สาขา และภาคเหนือ 1 สาขา
สำหรับวัตถุประสงค์ในการขยายสาขาดังกล่าว เนื่องจากในปัจจุบัน AEG ดูแลลูกค้ากลุ่มที่เป็นสาขารายใหญ่อยู่แล้วประมาณ 300-500 สาขา ขณะเดียวกัน AEG ได้รับการติดต่อจากลูกค้าในพื้นที่นั้น ๆ หรือ ในกลุ่มสถาบันการเงิน และอื่น ๆ จึงทำให้มองเห็นถึงศักยภาพขององค์กร และความพร้อมของแต่ละพื้นที่ที่ได้เข้าเปิดให้บริการ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่จะทำให้ AEG มีโอกาสเติบโตเพิ่มมากยิ่งขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ การขยายสาขาดังกล่าว ยังทำให้การบริการของ AEG ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มลูกค้า Corporate ขนาดใหญ่ หรือ Top Industry Security ซึ่งตั้งอยู่ในแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย โดยขณะนี้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายดังกล่าว
“AEG มีบริการของบริษัทในเครือ หลายประเภท โดยในแต่ละสาขาที่เราไปเปิดจะมีผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 3 ประเภทหลัก ๆ ให้บริการลูกค้า ได้แก่ ระบบรักษาความปลอดภัย ประกันภัย และตู้นิรภัยให้เช่า ขณะที่ ในแง่ของการลงทุนจะขึ้นอยู่พื้นที่ของแต่ละสาขาที่มีความแตกต่างกัน
เรามีความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่มีมูลค่าสูง อย่างเช่น เพชร พลอย อัญมณี ทองคำ รวมถึง โรงรับจำนำ เรามีผลตอบรับที่ดีจากลูกค้ากลุ่มเหล่านี้อย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น โดยสร้างรายได้มากกว่า 50% ของรายได้รวมทั้งหมด ขณะที่ กลุ่มร้านพื้นเมืองและมีชื่อเสียงที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ นับเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักที่มารองรับกับแผนขยายสาขาการให้บริการของเรา นอกจากนี้ เรายังมีกลุ่มลูกค้าอื่นๆ อย่างเช่น โรงงานปลากระป๋องรายใหญ่ของประเทศ โรงงานผลิตรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ และสถาบันการเงินที่ได้มีการติดต่อเราเข้ามามากขึ้น เป็นต้น” คุณวชิรวิทย์กล่าว

ขณะเดียวกัน ในปี 2568 AEG มีแผนขยายเพิ่มอีก 2 สำนักงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งหมดเป็น 8 สำนักงาน จากปัจจุบันที่มีสำนักงานให้บริการใน 6 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย ฮ่องกง ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และจีน ขณะนี้ อยู่ในระหว่างการดำเนินการ โดย AEG มองเห็นถึงช่องว่างทางการตลาดที่ยังเติบโตได้ดี โดยในแต่ละสำนักงานที่เปิดให้บริการ ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี สำหรับรูปแบบการให้บริการพื้นฐานจะคล้ายคลึงกับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน อาทิ ความเสี่ยงของแต่ละประเทศ เป็นต้น
ด้านการวางเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในปี 2568 คุณวชิรวิทย์กล่าวว่า ปีนี้เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในภาวะชะลอตัว ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า ยกเว้นบางธุรกิจเท่านั้นที่ยังคงมีผลกำไร แต่น้อยมาก รวมถึง สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นกำแพงภาษีกับทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลในเชิงลบต่อภาพรวมการลงทุนของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ สำหรับในส่วนของ AEG ตั้งเป้าเติบโตเพิ่ม 20% จากปี 2567 ที่ผ่านมา และมีความมั่นใจว่าตัวเลขดังกล่าวมีความเป็นไปได้และไม่หลุดกรอบอย่างแน่นอน เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา AEG ได้รับปริมาณงานเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ รายได้ของ AEG ทั้ง 6 ประเทศในปีนี้ คาดการณ์ว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นเช่นกัน
คุณวชิรวิทย์กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน AEG มีทั้งผลิตภัณฑ์และการบริการใหม่ๆ โดยเชื่อมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันภัยทางไซเบอร์และภัยออนไลน์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีภัยอื่น ๆ อีกหลากหลายรูปแบบ ที่ควรเฝ้าระวังเช่นกัน ดังนั้น AEG ได้มีการพัฒนาบริการใหม่ล่าสุด “AEG Gold Cap-Lock” สำหรับแก้ไขปัญหาทองปลอมและอาชกรรมโดยเฉพาะ หรือ Gold Cap-Lock เป็นเทคโนโลยี AI รูปแบบใหม่ที่จะตรวจสอบประวัติของบุคคลต้องสงสัยด้วยการสแกนตัวตนของบุคคลที่เดินผ่านไปผ่านมาหรือเข้า-ออกบริเวณร้าน พร้อมแจ้งเตือนเจ้าของร้านแบบทันทีให้เฝ้าระวังการทำธุรกรรมกับบุคคลที่ระบบแจ้งเตือน
โดยระบบ Gold Cap-Lock เป็นระบบที่จะเชื่อมเครือข่ายไว้กับกล้องรูปแบบพิเศษ ที่เมื่อมีใครเดินผ่านกล้องระบบจะแจ้งเตือนประวัติอาชญากรรมหรือคดีความต่างๆ ที่มีผู้ที่หน้าตาคล้ายคลึงกับบุคคลท่านนั้นเคยทำมา ซึ่งข้อมูลของผู้มีประวัติต้องสงสัยจะถูกอ้างอิงจากฐานข้อมูลของ AEG ที่มีประวัติผู้เคยก่อเหตุทั้งโจรกรรม อาชญากรรม ฉ้อโกง ชิงทรัพย์ และอื่น ๆ โดยแหล่งข้อมูลมีการอัปเดตแบบ Real Time จากทั้ง 6 ประเทศทั่วโลก
ขณะที่ การทำงานของระบบกับประโยชน์ที่ร้านทองจะได้รับ หากคนที่จะเข้ามาซื้อทองเดินผ่านกล้องและเคยก่อเหตุมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น การปล้นทอง หรือ แม้กระทั่งเคยขายทองปลอมก็ตาม ระบบจะขึ้นแจ้งเตือนได้ทันทีที่คนคนนี้เดินเข้ามาในร้าน ว่าบุคคลนี้เคยก่อเหตุในลักษณะใดมาบ้าง โดยจะเป็นการแจ้งเตือนผ่านหลังบ้านของร้านทองให้เจ้าของร้าน หรือ พนักงานรู้ตัวและเฝ้าระวังไว้ก่อนเท่านั้น ซึ่งระบบถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้โจรรู้ตัว และให้เราเฝ้าระวังและไหวตัวได้ทันก่อนผู้ร้ายจะก่อเหตุ
“ระบบ Cap-Lock ถือเป็นหนึ่งของบริการใหม่ล่าสุดของเรา และเป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาเพื่อเสริมจุดเด่นของเราที่คนอื่นไม่มี โดยเป็นการแก้ไขจุดที่สร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการในการทำธุรกิจ (Pain Point) ซึ่งระบบนี้ได้มีการเปิดตัวไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ที่ผ่านมา ปัจจุบันกระแสตอบรับดี เนื่องจากเราได้พัฒนาระบบเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการตอบโจทย์ด้านอาชญากรรมผ่านการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของเราโดยเฉพาะ ขณะนี้ เรามีลูกค้ารายใหญ่ซึ่งมีหลายสาขาในสัตหีบ ลพบุรี และบางบ่อ สมุทรปราการ” คุณวชิรวิทย์กล่าว
ด้านการสร้างแบรนด์ของ AEG ให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยดั้งเดิมเกิดจากคำบอกเล่าแบบปากต่อปากเกี่ยวกับการทำงานอย่างมีคุณภาพของ AEG อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา AEG ได้เพิ่มช่องทางอื่น ๆ ในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ป้ายโฆษณาบิลบอร์ดในจุดหลักๆ หลายจุดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึง สื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ ทุกแพลตฟอร์ม
ทั้งนี้ ในตลาดที่ AEG มีความเชี่ยวชาญ ตนมองว่า AEG มีตำแหน่งที่มั่นคงและยาวนานในระดับหนึ่งแล้ว แต่แน่นอนว่าคนเราต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการพัฒนา หรือแก่เกินไปในการพัฒนา ซึ่ง AEG เองจะต้องมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เช่นกันในตลาดที่มูลค่าสูงที่ AEG ดูแลอยู่แล้ว ส่วนตลาดใหม่ AEG ได้มีการสื่อสารเช่นกัน ซึ่งในขณะนี้ AEG มีลูกค้าจากภาครัฐ ดูแลสนามกอล์ฟรายใหญ่ของประเทศซึ่งมีขนาดกว่า 5,000 ไร่ และมีสถาบันการเงินหลายแห่งได้ติดต่อเข้ามาเพื่อให้เข้าไปดูแล
สำหรับในประเทศไทย AEG มีเส้นทางการดำเนินงานมายาวนานสู่ปีที่ 41 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้ AEG มีความพร้อมที่จะขยายฐานลูกค้าให้กว้างยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การมุ่งเน้นรับงานภาครัฐเพิ่มจากปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนให้ AEG เติบโตอย่างมั่นคงในทุกมิติ
คุณวชิรวิทย์กล่าวในตอนท้ายว่า AEG เข้ามาดูแลกลุ่มลูกค้าในแต่ละตลาด โดยมองถึง Pain Point และการใช้งานจริงของลูกค้าในแต่ละที่ ซึ่งเราพร้อมที่จะ Customize และใช้ Knowledge know-how เพื่อมาพัฒนาและตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ขณะที่ การขยายสำนักงานเพิ่มอีก 2 สำนักงานจากเดิมที่อยู่ใน 6 ประเทศทั่วโลก เพื่อเป็นการรองรับรับลูกค้าที่ติดต่อเข้ามา หรือ AEG ได้มีโอกาสเข้าไปดูแลมากยิ่งขึ้น
ในขณะเดียวกัน AEG ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายที่ยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว เพื่อสร้างบริการที่ตอบโจทย์ Pain Point ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ AEG ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มอบโอกาสให้เราได้ดูแล ไม่ว่าจะตั้งแต่เริ่มต้น หรือแม้ในอุตสาหกรรมที่เราได้มีโอกาสเริ่มเข้าไปให้บริการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ท่านยังคงให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้เราเข้าไปดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดมา
DBD รุกบริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ดันธุรกิจไทยเติบโตยั่งยืน
กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใต้การนำของ “คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” เน้นขับเคลื่อนธุรกิจไทย เร่งปรับบริการรัฐให้เป็นดิจิทัลครบวงจร 100% ลุยส่งเสริมผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถ สร้างโอกาสทางการตลาด และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน พร้อมการันตีความสำเร็จที่ผ่านมา ด้วยหลากหลายรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD
คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเน้นการทำงานที่ร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มากยิ่งขึ้น ทั้งการส่งเสริมแนวคิด ESG รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบาย BCG ของรัฐบาล เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจไทย โดยมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ 3 ด้านหลักๆ ได้แก่
ด้านที่ 1 บริการจดทะเบียนและบริการข้อมูลธุรกิจ ซึ่งกรมฯ มุ่งพัฒนางานบริการดิจิทัลควบคู่ไปกับความยั่งยืน คือ พัฒนาบริการดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบครบทุกกระบวนงาน เพื่อบริการที่รวดเร็ว สะดวก ถูกต้อง อำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ ลดการใช้กระดาษ ภาระการเดินทาง และต้นทุนในการประกอบธุรกิจ พร้อมสนับสนุนนโยบาย e-Government ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้บริการระบบ DBD Biz Regist หรือระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัลที่ได้พัฒนาให้การยื่นคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นในรูปแบบ e-Form มีความเป็น User Friendly ใช้งานง่ายขึ้น รวมถึงการให้บริการระบบจดทะเบียนสมาคมการค้าและหอการค้า ซึ่งจะทำให้งานบริการประชาชนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบครบทุกกระบวนงาน หรือ 100%
นอกจากนี้ กรมฯ ได้ร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อขยายผลหน่วยงานราชการที่ต้องใช้ข้อมูลนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการให้บริการประชาชน โดยการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลจากกรมฯ ผ่านระบบ Business Data Exchange หรือ BDEX โดยปีที่ผ่านมาได้ขยายผลระยะที่ 1 และ 2 จำนวน 22 หน่วยงาน ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการประหยัดค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้กว่า 7,100 ล้านบาทต่อปี โดยปีนี้เตรียมขยายผลระยะที่ 3 อีก 25 หน่วยงาน ให้ครอบคลุมทั้ง 74 หน่วยงาน ภายใต้เป้าหมายคู่มือสำหรับประชาชน ตาม พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ภายในปี 2570
ด้านที่ 2 การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ ได้มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้การบริหารจัดการที่ทันสมัย การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ การสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างความตระหนักถึงแนวโน้มการตลาดที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น แนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และความโปร่งใส นอกจากการคำนึงเรื่องผลประกอบการ และการสร้างรายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจไทยต้องปรับตัวให้ทันต่อกระแสของตลาดโลก เพราะจะช่วยลดต้นทุนและสร้างความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจในระยะยาว โดยกรมฯ ได้เน้นการพัฒนาองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการ ผ่าน e-Learning และส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (ESG และ BCG)
นอกจากนี้ กรมฯ จะเน้นกระตุ้นการค้าออนไลน์ ด้วยการพัฒนาทักษะการตลาดออนไลน์สมัยใหม่ เน้นกลุ่ม BCG นวัตกรรม สินค้าเกษตร และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวมทั้งเน้นสร้างความเชื่อมั่นการทำการค้าออนไลน์ โดยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค โดยกรมฯ ได้พัฒนาระบบเครื่องหมายรับรอง DBD Registered ให้ใช้งานง่าย สะดวก และทันสมัย พร้อมสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอก เช่น E-Marketplace ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับเครื่องหมาย DBD Registered หรือใช้ในการตรวจสอบข้อมูลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงมีการปรับปรุงรูปแบบการนำเครื่องหมายไปใช้ ทั้งในรูปแบบ Source code สำหรับร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ และรูปแบบ QR code สำหรับร้านค้าออนไลน์บน E-Marketplace และ Social Commerce
ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้ส่งเสริมการนำทรัพย์หลักประกันเข้าถึงแหล่งทุนตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ร่วมกับสถาบันการเงินและหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับทรัพย์ประเภทต่างๆ นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เช่น ไม้ยืนต้น ธุรกิจร้านอาหารเคลื่อนที่ (Food Truck) เป็นต้น รวมถึงการสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและระดับสากล เช่น การพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ไทยก้าวสู่สากล (Thai Franchise Towards Global) ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายและนำเสนอธุรกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมการตลาดร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เชื่อมโยงร้านอาหารกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ การยกระดับทักษะการค้าธุรกิจชุมชน เช่น การสร้างแบรนด์ การสร้างเรื่องเล่าผลิตภัณฑ์ การจัดแสดงสินค้า รวมทั้งสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค และส่งเสริมภาพลักษณ์และการตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยร่วมจัดแสดงและเจรจาธุรกิจผลิตภัณฑ์สมุนไพร กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในงานแสดงสินค้าอาหาร 2568 (THAIFEX Anuga Asia 2025) เป็นต้น
ด้านที่ 3 สร้างธรรมาภิบาลธุรกิจ กรมฯ จะเน้นการกำกับดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย ผ่านการบูรณาการร่วมมือกับหลายๆ หน่วยงาน เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมการท่องเที่ยว สภาวิชาชีพบัญชี ฯลฯ เพื่อขับเคลื่อนแผนการทำงานให้เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อขับเคลื่อนแผนการทำงานให้เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเร่งพัฒนาองค์ความรู้และการตระหนักแก่ผู้ทำบัญชี ทั้งด้านการจัดทำบัญชี กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจรรยาบรรณ รวมถึงขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างนักบัญชีคุณภาพรุ่นใหม่ให้มากยิ่งขึ้นด้วย
คุณอรมน กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจหน้าที่ของกรมฯ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการเป็น “องค์กรชั้นนำด้านบริการและขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจ ซึ่งกรมฯ จะไม่หยุดการพัฒนางานในทุกๆ ด้าน โดยจะต้องมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การใช้บริการดิจิทัลของกรมฯ และความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานนำไปสู่การลดภาระผู้ประกอบการ ประชาชน และภาคธุรกิจ และยังส่งเสริมพัฒนาธุรกิจและผู้ประกอบการไทย สามารถแก้ Pain Point ในการดำเนินธุรกิจ โดยเป้าหมายที่สำคัญของเรา คือ พัฒนางานดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศให้เกิดการบริการที่สะดวก ถูกต้อง รวดเร็ว และพัฒนาผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้ มีรายได้ และเติบโต อย่างยั่งยืน
คุณอรมน กล่าวต่อถึงรางวัลและความสำเร็จของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า ที่ผ่านมาสิ่งที่การันตีความเชื่อมั่นแก่ประชาชน คือ “รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ” ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนางานมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การได้รับรางวัล DG Awards อย่างต่อเนื่องทุกปี โดย DG Awards 2024 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้รับรางวัล 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลรัฐบาลดิจิทัล หน่วยงานระดับกรมที่ให้บริการเป็นหลัก อันดับที่ 2 ประกาศนียบัตรรางวัลหน่วยงานคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance) สำหรับหน่วยงานระดับกรม และประกาศนียบัตรรางวัลหน่วยงานคุณภาพด้านการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานหรือการให้บริการ
สำหรับรางวัล DG Awards จัดโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) โดยพิจารณาจากการสำรวจและประเมินผลหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศผ่าน 7 ตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือ ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย การใช้ข้อมูล ศักยภาพบุคลากร บริการสาธารณะ การบริหารจัดการ โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานเป็นต้นแบบในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับการกำหนดแนวนโยบายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล มุ่งพัฒนาระบบงานและศักยภาพบุคลากร รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างยั่งยืน
“การได้รับรางวัลรัฐบาลดิจิทัลถือเป็นความภาคภูมิใจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สะท้อนถึงความร่วมมือและความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้บริการและนักลงทุนต่างชาติ ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีความพร้อมในระดับสากล รางวัลนี้ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้กรมฯ เดินหน้าพัฒนาบริการและขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยืนยันเจตนารมณ์ในการร่วมตอบแบบสำรวจและเข้าร่วมโครงการในปีต่อๆ ไป เพื่อมีส่วนช่วยยกระดับอันดับความพร้อมของประเทศไทยบนเวทีโลก” คุณอรมนกล่าว
นอกจากรางวัลที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว กรมฯ ยังได้รับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจอื่นๆ อีกหลายรางวัล เช่น รางวัล Thailand Cybersecurity Excellence Awards จากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) รางวัลบริการภาครัฐ ประเภทบริการตอบโจทย์ตรงใจ และรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) และรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ประเภทรางวัลประกาศเกียรติคุณส่งเสริมความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ระดับสูง จากกรมบัญชีกลาง เป็นต้น
ทั้งนี้ เป้าหมายการดำเนินงานต่อไป กรมฯ จะมุ่งพัฒนาระบบบริการภาครัฐให้เป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยอิงจากผลสำรวจและข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ลดภาระประชาชน พัฒนาระบบตรวจสอบพฤติกรรมของนิติบุคคลเพื่อป้องกันธุรกิจอำพรางและบัญชีม้า และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เพื่อสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน
"เต่าเหยียบโลก" จากสูตรยาสมุนไพร
สู่แบรนด์ระงับกลิ่นกายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโซเชียล
“เต่าเหยียบโลก” ตำนานแป้งระงับกลิ่นกายจากสมุนไพรในห้องโต๊ะเครื่องแป้ง Pantip ที่ส่งต่อคุณภาพกันแบบปากต่อปาก เตรียมขึ้นแท่นเบอร์ 1 ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายจากธรรมชาติของไทย “คุณนพวิทย์ จันทิพย์วงษ์” ทายาทรุ่นสอง เผยปี 2568 เดินหน้ารุกตลาดเต็มสูบทั้งออฟไลน์-ออนไลน์ ขยายไลน์สินค้า ยกระดับการผลิตเต็มระบบ คาดยอดขายปีนี้โต 300 ล้านบาท พร้อมประกาศเป้าหมาย 3-5 ปีข้างหน้า มุ่งเป็น Top 3 ตลาดรวมผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายของประเทศ

คุณนพวิทย์ จันทิพย์วงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด
คุณนพวิทย์ จันทิพย์วงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทย เฮิร์บ เอนเตอร์ไพรซ์ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายจากธรรมชาติที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ภายใต้แบรนด์ “เต่าเหยียบโลก” เปิดเผยว่า เต่าเหยียบโลกเริ่มต้นขึ้นจากคุณสมชาย จันทิพย์วงษ์ ผู้เป็นบิดา ที่มีพื้นฐานและประสบการณ์ในศาสตร์แห่งสมุนไพรและการแพทย์แผนโบราณมาอย่างยาวนาน กระทั่งมีลูกค้าให้ช่วยปรุงยาสมุนไพรสำหรับใช้ระงับกลิ่นกาย คุณสมชายจึงได้ผสมสูตรยาตามความรู้ ความชำนาญ ประกอบกับส่วนตัวมีปัญหาในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน จึงนำยาสูตรนี้มาใช้เอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือสามารถระงับกลิ่นได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ ไม่เหนียวเหนอะหนะ อีกทั้งเมื่อใช้อย่างสม่ำเสมอยังช่วยให้ใต้วงแขนขาวขึ้น และไม่ทิ้งคราบเหลืองบนเสื้อด้วย
หลังจากนั้นจึงได้มีการพัฒนาสูตรออกมาเป็นรูปแบบแป้งให้ใช้ง่ายและดียิ่งขึ้น โดยวางจำหน่ายตามร้านเสริมสวยต่างๆ โดยใช้ชื่อแรกว่า “จับเต่า” ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น “เต่าเหยียบโลก” ซึ่งกลายเป็นจุดขายสำคัญของแบรนด์ เพราะชื่อที่แปลกสะดุดตาทำให้คนจดจำได้ทันที และด้วยคุณภาพสินค้าที่ดีเห็นผลจริง ราคาจับต้องได้ บวกกับชื่อที่โดดเด่น “เต่าเหยียบโลก” จึงเริ่มได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากการบอกต่อแบบปากต่อปาก โดยเฉพาะในเว็บไซต์ Pantip ห้องโต๊ะเครื่องแป้ง กระทั่ง 7-Eleven ติดต่อเข้ามาเพื่อให้นำสินค้าไปวางจำหน่าย หลังจากนั้น “เต่าเหยียบโลก” ได้มีการขยายตลาดอย่างรวดเร็ว จนสามารถวางจำหน่ายในทุกช่องทางทั้ง Modern Trade, Traditional Trade และออนไลน์ในเวลาไม่นาน
“ตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจจนถึงปัจจุบันคุณพ่อเน้นย้ำเสมอว่า ‘คุณภาพสำคัญที่สุด’ เพราะหากลูกค้าใช้แล้วเห็นผลจริงก็จะกลับมาใช้ซ้ำ ซึ่งในปัจจุบันแม้แบรนด์จะเริ่มมีการใช้เครื่องมือการตลาดออนไลน์บ้าง ไม่ว่าจะเป็น SEO การใช้อินฟลูเอนเซอร์ การทำคอนเทนต์ต่างๆ แต่หัวใจสำคัญที่ทำให้ ‘เต่าเหยียบโลก’ ยังคงเติบโตได้อย่างมั่นคง คือ เสียงของผู้บริโภคตัวจริง จะเห็นได้จากเมื่อมีโพสต์บนโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับเรื่องกลิ่นตัวหรือผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย ชื่อ ‘เต่าเหยียบโลก’ มักถูกพูดถึงเสมอจากผู้ใช้ที่เคยมีประสบการณ์จริง และเลือกแนะนำต่อแบบไม่มีการจ้างวาน นี่จึงกลายเป็นพลังทางการตลาดที่แท้จริง และยั่งยืนกว่าโฆษณารูปแบบใดทั้งสิ้น เพราะสิ่งที่เราไม่สามารถซื้อได้คือคอมเมนต์จริงจากลูกค้า และนั่นคือสิ่งที่ทำให้เต่าเหยียบโลกแบรนด์เล็กๆ ในตอนนั้นเดินทางมาถึงวันนี้ได้อย่างภาคภูมิใจ” คุณนพวิทย์กล่าว
คุณนพวิทย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้อีกหนึ่งจุดแข็งของเรา คือการเน้นผลิตภัณฑ์ที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืนที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญ โดยเต่าเหยียบโลกจะเป็นแบรนด์ในตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและเป็นมิตรต่อผิว ด้วยพื้นฐานจากศาสตร์แผนโบราณ ผสมผสานกับความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ ฉะนั้นเราจึงไม่เพียงแต่เป็นทางเลือกของคนที่มีปัญหากลิ่นกาย แต่ยังเป็นทางเลือกของคนรักสุขภาพ และใส่ใจในสิ่งที่ใช้กับร่างกายทุกวันด้วย
สำหรับเป้าหมาย และกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในปี 2568 คุณนพวิทย์ กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายในปี 2568 ไว้ที่ 300 ล้านบาท จากปี 2567 ที่มียอดขาย 250 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนหน้า (2566) 28% ซึ่งการเติบโตที่ผ่านมามีปัจจัยมาจากการปรับปรุงกระบวนการผลิตจากระบบกึ่งอัตโนมัติสู่ไลน์อัตโนมัติเต็มรูปแบบโดยมีการลงทุนพัฒนาเครื่องจักรประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้รวมถึงอนาคตคาดว่าจะมีการปรับปรุงและพัฒนาการผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรองรับการขยายตัวของสินค้าในอนาคต
ขณะเดียวกัน บริษัทได้มีการแตกไลน์สินค้าเพิ่ม Category ให้หลากหลายขึ้น เพื่อให้เหมาะกับความต้องการของทุกคน ทุกเพศทุกวัย โดยแป้งระงับกลิ่นกายยังเป็นผลิตภัณฑ์หลักของแบรนด์ แต่เราได้เพิ่มจำนวนสินค้าเป็น 7 SKU จาก 3 SKU ซึ่งก่อนหน้านี้ประกอบไปด้วยสูตรออริจินัล สูตรไวท์เทนนิ่ง สูตรนูริชชิ่ง ส่วน 4 SKU ที่เพิ่มเข้ามาประกอบไปด้วย สูตรเอ็กซ์ตร้า ไวท์เทนนิ่ง สูตรมาย แอนด์ เฟิร์ม ที่เหมาะสำหรับเด็ก หรือคนผิวแพ้ง่าย สูตรโพรเทค และสูตรคลู เฟรช ที่เหมาะกับผู้ชายโดยเฉพาะเพื่อการปกป้องที่ยาวนานมากขึ้น รวมถึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสเปรย์ระงับกลิ่นกาย สบู่ และแป้งระงับกลิ่นเท้า โดยเฉพาะสเปรย์สูตรใหม่ "เอ็กซ์ตร้า ไวท์เทนนิ่ง" และ "คลู เฟรช" ที่มีกลิ่นหอมจากสารสกัดธรรมชาติ ซึ่งเราจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม 2568 นี้

นอกจากนี้ บริษัทจะเน้นกลยุทธ์การตลาดแบบผสมผสาน คือ ทำออฟไลน์ควบคู่กับออนไลน์ แม้ว่าปัจจุบันบริษัทจะมีสัดส่วนยอดขายโดยประมาณอยู่ที่ Traditional Trade 58% Modern Trade 40% ขณะที่ออนไลน์มี 1-2% เท่านั้น แต่เราไม่สามารถมองข้ามช่องทางออนไลน์ได้เนื่องจากเป็นเทรนด์ที่กำลังนิยมมากสำหรับการทำการตลาด ทั้งยังเป็นช่องทางที่สามารถสร้างการรับรู้ของแบรนด์ที่ดีอีกหนึ่งช่องทางด้วย เพราะฉะนั้นเราจะให้ความสำคัญควบคู่กันไป
ในปีนี้บริษัทได้เพิ่มงบการตลาดจาก 30 ล้านบาท เป็น 40 ล้านบาท เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นผ่านช่องทางทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยจะดำเนินกิจกรรมทางการตลาดต่างๆ อาทิ การออกโรดโชว์แจกสินค้าตัวอย่างตามโรงเรียนกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ หรือการออกบูธกิจกรรม เพื่อให้ผู้บริโภคได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์จริง พร้อมทั้งเร่งพัฒนา Official Store บนแพลตฟอร์ม Shopee, Lazada และเพิ่มการทำคอนเทนต์บน TikTok, Facebook รวมถึงการยิงแอดโฆษณาแบบผสมผสานออฟไลน์และออนไลน์ให้มากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ “เต่าเหยียบโลก” มีพรีเซนเตอร์ระดับแนวหน้าอย่าง “คุณเบลล่า ราณี” และ “คุณมิกซ์ ทองระย้า” ผู้ที่มีภาพลักษณ์ที่ดี ดูสะอาด สดใส สุภาพ แต่แฝงด้วยพลังและความมั่นใจ ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน มาช่วยสร้างการจดจำและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ผ่านภาพยนตร์โฆษณา (TVC), คลิปไวรัลบน TikTok และกิจกรรมออนไลน์กับแฟนคลับทั้งสองฝั่ง ทำให้แบรนด์กลายเป็นที่พูดถึงบนโลกโซเชียลอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้ยอดขายเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ
“ในปีนี้ สิ่งที่เป็นความท้าทายที่สำคัญของเราคือการสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ แม้แบรนด์จะมีการทำคอนเทนต์ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ แล้ว ในฐานะเจ้าของแบรนด์เราอยากลงมาทำตรงนี้เอง เพราะมองเห็นโอกาสในการสร้างความน่าเชื่อถือและความผูกพันกับผู้บริโภคโดยตรง แต่ก็มีข้อจำกัดด้านเวลา ซึ่งเราก็พยายามจะทำตรงนี้ให้ได้อาจจะต้องใช้เวลาสักหน่อย” คุณนพวิทย์กล่าว
คุณนพวิทย์ กล่าวต่อถึงโอกาสทางธุรกิจด้วยว่า แม้สภาพตลาดในภาพรวมของประเทศที่เราสัมผัสจากคู่ค้าจะดูเงียบเหงา จำนวนผู้ใช้บริการหลายร้านลดลง แต่สำหรับแบรนด์ “เต่าเหยียบโลก” ยังมองเห็นโอกาสและศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้บริโภคที่ยังไม่เคยรู้จักหรือทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา ซึ่งยังมีอีกจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ เราจึงมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าผ่านการเสริมความแข็งแกร่งด้านการตลาด และการเพิ่มจำนวนสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ (SKU)
ก่อนหน้านี้ บริษัทเคยกังวลว่าการออกสินค้าใหม่อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายของสินค้าหลัก แต่เมื่อได้ทดลองจริงกลับพบว่าสินค้าหลักยังคงเติบโตได้ดี ขณะที่สินค้าใหม่ก็สามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นได้อย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะช่องทาง Modern Trade อย่าง 7-Eleven ซึ่งในปัจจุบันกลายเป็นช่องทางสร้างยอดขายอันดับ 1 ของแบรนด์ และแน่นอนว่าบริษัทยังมีแผนที่จะขยายผลิตภัณฑ์เพิ่มอย่างต่อเนื่อง สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครอบคลุมและหลากหลายยิ่งขึ้น
สำหรับโอกาสในต่างประเทศ แม้ยอดขายหลักยังอยู่ในประเทศไทย แต่ “เต่าเหยียบโลก” ได้เริ่มขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้านบ้างแล้ว โดยปัจจุบันมีจำหน่ายใน สปป.ลาว กัมพูชา และเมียนมาบางส่วน ซึ่งในอนาคตบริษัทพร้อมมองหาพันธมิตรศูนย์กระจายสินค้าในต่างประเทศที่มีระบบกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง เพื่อเตรียมรุกตลาดภูมิภาคอื่นๆ ในอนาคตด้วยเช่นกัน
“ในยุคที่การแข่งขันสูง ‘เต่าเหยียบโลก’ เราไม่ได้มองกลุ่มสินค้า OTOP เป็นคู่แข่งหลักอีกต่อไปแล้ว แต่คู่แข่งเราในปัจจุบันคือแบรนด์ชั้นนำในตลาด ซึ่งเราจะนำจุดแข็งของเรามาสร้างการเติบโตต่อ คือคุณภาพ ราคา และการเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากธรรมชาติ เป้าหมายเราใน 3-5 ปีข้างหน้าคือ เราต้องการเป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายจากธรรมชาติอันดับ 1 ของไทย และเป็น Top 3 ของตลาดรวมผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย เราเชื่อว่าด้วยกลยุทธ์แบบครบวงจร การพัฒนาสินค้าอย่างไม่หยุดยั้ง และความมุ่งมั่นของทีมงาน จะพาแบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืน” คุณนพวิทย์กล่าวทิ้ง
กรมหม่อนไหมปักธงปี 68
สร้างมูลค่าสินค้าหม่อนไหมกว่า 10,000 ลบ
กรมหม่อนไหมตั้งเป้าปี 68 สร้างมูลค่าสินค้าหม่อนไหมทะยานกว่า 10,000 ลบ.รับอานิสงส์ขาขึ้นการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม บวกเร่งเพิ่มจำนวนเกษตรกรรายใหม่-พัฒนาศักยภาพเกษตรกรรายเดิม พร้อมเดินหน้าแผนการดำเนินงาน มุ่งสานต่อนโยบายภาครัฐ โดยยึดตลาดนำเป็นหลัก หนุนเกษตรกรมีตลาดรองรับ 100% เตรียมจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 20 ในช่วง ก.ค. - ส.ค. ชูผ้าไหม Soft Power ของประเทศ ภูมิปัญญาที่สร้างมูลค่าจากเส้นไหม-องค์ความรู้ในแต่ละท้องถิ่น

คุณนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
คุณนวนิตย์ พลเคน อธิบดีกรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ภารกิจของกรมหม่อนไหม คือ การส่งเสริมการผลิตให้แก่เกษตรกร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยในส่วนต้นน้ำจะดูแลเกษตรกร ซึ่งเป็นทั้งปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม ขณะที่ กลางน้ำเน้นการพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เส้นไหม และผ้าไหม เป็นต้น ส่วนปลายน้ำจะมีการแสวงหาช่องทางการตลาด และสร้างความยั่งยืนให้แก่เกษตรกร โดยกรมหม่อนไหมมีการจัดแสดงสินค้า 5 ภาค ใน 5 เขตที่กรมหม่อนไหมตั้งอยู่ รวมถึง การจัดงานใหญ่ในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม เป็นประจำทุกปี
ปัจจุบันกรมหม่อนไหมขับเคลื่อนการทำงาน ภายใต้วิสัยทัศน์ “สืบสานต่อยอด ภูมิปัญญา เพิ่มมูลค่าสินค้าหม่อนไหม สร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน” โดยมี 6 พันธกิจที่สำคัญ ประกอบด้วย 1.อนุรักษ์พันธุกรรมหม่อนไหม สืบสานภูมิปัญญา และต่อยอดการใช้ในประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ 2.วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเพิ่มมูลค่าสินค้าหม่อนไหม 3.ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรและผู้ประกอบการให้มีความมั่นคงในอาชีพหม่อนไหม 4.พัฒนาและส่งเสริมการผลิตหม่อนไหมตลอดทั้งห่วงโซ่ให้มีประสิทธิภาพ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 5.มุ่งประสานความร่วมมือในการส่งเสริมและแสวงหาช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ 6.ปรับการบริหารจัดการองค์กร สู่การเป็นองค์กรสมรรถนะสูงและตอบสนองการให้บริการประชาชน ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนตามนโยบายรัฐบาล ได้แก่ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” “เพิ่มรายได้เกษตรกรใน 4 ปี” และ “การเพิ่มจำนวนเกษตรกร/ปริมาณการผลิต”
คุณนวนิตย์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้ส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างอาชีพและมีรายได้คิดเป็นมูลค่ากว่า 9,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้รายได้ลดลง ซึ่งหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย มูลค่าของสินค้าหม่อนไหมมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้ง มีแนวโน้มว่าตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้นในปี 2568 เนื่องจากกำลังการผลิตรังไหมและเส้นไหมของประเทศไทยยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ดังนั้นกรมหม่อนไหมจึงมีเป้าหมายที่จะขยายพื้นที่ และส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรหันมาปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพิ่มมากขึ้นทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ
“ในปี 2568 คาดว่ามูลค่ารายได้จากสินค้าหม่อนไหมของพี่น้องเกษตรกรน่าจะเพิ่มสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท เพราะเรามีเป้าหมายที่จะสร้างเกษตรกรรายใหม่ๆ ในการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเพิ่มขึ้น ขณะที่ รายเดิมที่มีการดำเนินการในรูปแบบหัตกรรม เราจะส่งเสริมให้มีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมในรูปแบบอุตสาหกรรมเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะเรามองว่าอาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การมีตลาดรองรับผลผลิตของเรา” คุณนวนิตย์กล่าว
ด้านแผนการดำเนินงานในปี 2568 กรมหม่อนไหมยึดแนวทางตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้เป็นหลัก ซึ่งเป็นนโยบายของภาครัฐ ณ ปัจจุบันกรมหม่อนไหมได้จับมือกับภาคเอกชนในการทำสัญญาระหว่างเกษตรกรผู้ผลิตและผู้รับซื้อ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรมีตลาดรองรับที่แน่นอน ควบคู่กับการ เร่งสร้างเกษตรกรรายใหม่ เพื่อแก้ไขสถานการณ์การขาดแคลนเส้นไหมและรังไหมที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ยกตัวอย่างเช่นปัจจุบันกรมหม่อนไหมได้จับมือกับบริษัทภาคเอกชนที่เป็นผู้ผลิตเครื่องสำอาง และบริษัทเอกชนที่ต้องการซื้อรังไหมจากเกษตรกรและนำไปสาวเส้นเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ เป็นต้น


ขณะเดียวกัน ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่จะถึงนี้ กรมหม่อนไหมมีแผนที่จะจัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 20 ที่กรุงเทพฯ โดยจะเชิญชวนผู้ประกอบการทั่วประเทศ ทั้งผู้ผลิตและผู้จำหน่ายเส้นไหม ผ้าไหม รวมถึง ผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหม เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถซื้อสินค้าหม่อนไหมทั้งประเทศได้ในที่เดียว อีกทั้ง ยังเป็นการเจรจาคู่ธุรกิจ และการจับคู่ธุรกิจที่มีความสนใจในธุรกิจนี้
โดยในปี 2567 ที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้จัดงาน “ตรานกยูงพระราชทาน สืบสานตำนานไหมไทย” ครั้งที่ 19 ระหว่างวันที่ 1 - 4 สิงหาคม 2567 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งสามารถสร้างยอดขายรวมได้กว่า 30 ล้านบาท ส่วนในปี 2568 คาดว่ายอดขายรวมจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเล็กน้อย ซึ่งเป็นไปตามภาพรวมเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงการฟื้นตัวในขณะนี้
สำหรับผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ที่จะนำมาแสดงและจัดจำหน่ายในงานดังกล่าว โดยหลักๆ ยังคงเป็น ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน รวมทั้ง ผลิตภัณฑ์จากหม่อนและไหม เช่น เครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว สบู่ แชมพู น้ำหม่อน ไวน์ และผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูปจากหม่อนและไหม เป็นต้น รวมถึง ผลงานวิจัยต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมใหม่ๆ จะถูกนำมาแสดงในงานนี้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในปีที่ผ่านมา กรมหม่อนไหมได้มีการจัดแสดงนวัตกรรม การนำไหมมาพัฒนาเป็นวัสดุทางการแพทย์ โดยผลิตเป็น "วิศวกรรมโครงร่างเต้านม" เพื่อใช้ฟื้นฟูเนื้อเยื่อเต้านมที่เกิดจากการผ่าตัดมะเร็งเต้านม และเสริมโครงสร้างเนื้อเยื่อบริเวณที่เกิดการยุบตัวเนื่องจากการผ่าตัด เป็นต้น พร้อมทั้ง มีแผนว่าจะเพิ่มจำนวนวันจัดงานจาก 4 วันในปีก่อนหน้าเป็น 7 วันในปีนี้
ส่วนโครงการสำคัญอื่นๆ ในปีนี้ที่อยากประชาสัมพันธ์ กรมหม่อนไหมอยากจะเชิญชวนเกษตรกรที่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรและยังมองหาอาชีพเสริม ลองพิจารณาอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม หรือ เยาวชนรุ่นใหม่ที่สนใจ ให้มาเป็น Young Smart Farmer เพราะในปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากหม่อนไหมถือได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดยังมีความต้องการอีกมาก
โดยกรมหม่อนไหมพร้อมที่จะสนับสนุนในเรื่องของวิชาการ เทคโนโลยี และปัจจัยการผลิตที่กรมหม่อนไหมมีอยู่ นอกจากนี้ ที่สำคัญที่สุด คือ กรมหม่อนไหมจะให้คำแนะนำและเป็นตัวกลางในการประสานระหว่างภาคเอกชนกับเกษตรกรที่ประกอบอาชีพเลี้ยงไหม เพื่อให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมได้ประกอบอาชีพที่มีอนาคต และมีรายได้มั่นคงเพิ่มขึ้น
“เราขอเน้นย้ำว่า ณ วันนี้ ตลาดยังมีความต้องการผลิตภัณฑ์จากการเลี้ยงไหมอีกมาก สำหรับผลิตภัณฑ์หลักที่มาจากเส้นไหม คือ ผ้าไหมไทย ซึ่งแต่ละท้องถิ่นจะมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนกัน จะมีความโดดเด่น และมีวิธีการเพิ่มมูลค่าได้หลากหลายรูปแบบ ขณะเดียวกัน ปัจจุบันผ้าไหมไทย ถือได้ว่าเป็น Soft Power ของประเทศไทยด้วยเช่นกัน ถือเป็นภูมิปัญญาของพวกเราที่สร้างมูลค่าจากเส้นไหม และเป็นองค์ความรู้ของพี่น้องในแต่ละท้องถิ่น เช่น ทางภาคเหนือก็จะเป็นผ้าไหมยกดอกลำพูน ผ้าจกเมืองลอง ทางภาคอีสาน จะเป็นผ้าลายมัดหมี่ ผ้าแพรวา ผ้าโฮล ส่วนภาคกลาง ก็จะเป็นผ้าจกไทยวน ผ้าจกลาวครั่ง ผ้าขาวม้า และทางภาคใต้ ก็จะเป็น ผ้าจวนตานี ผ้ายกเมืองนคร ผ้าทอนาหมื่นศรี เป็นต้น” คุณนวนิตย์กล่าว
คุณนวนิตย์กล่าวต่อว่า ปัจจุบันคนที่มีอายุระหว่าง 60-80 ปีได้หันมาประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมากขึ้น ซึ่งทำให้คนเหล่านี้จะไม่เป็นภาระของสังคม รวมถึง เป็นกุศโลบายในการดูแลผู้สูงอายุ อีกทั้ง ยังไม่เป็นภาระของกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งในการดูแลผู้สูงอายุอีกด้วย ดังนั้น ตนอยากให้กระทรวง หรือ หน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการดูแลผู้สูงอายุ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้พิการที่ประกอบอาชีพบางอย่างไม่ได้ มาบูรณาการและสนับสนุนกรมหม่อนไหม เพราะคนที่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่สามารถสร้างรายได้ด้วยการปลูกหม่อนและเลี้ยงไหม หรือ สร้างผลิตภัณฑ์ผ้าที่มีมูลค่าจากเส้นไหม ทั้งหมดเหล่านี้ถือเป็นการสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้สูงอายุ ซึ่งกรมหม่อนไหมเป็นอีกหนึ่งกรมที่ดูแลผู้สูงอายุเหล่านั้น
ในปัจจุบัน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นศูนย์กลางหลักของอุตสาหกรรมนี้ โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมกระจายตัวอยู่แทบทุกจังหวัด ในขณะที่ภาคเหนือมีจำนวนเกษตรกรที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเป็นอันดับสอง ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพมาก เนื่องจากสภาพอากาศมีความเหมาะสมในการเลี้ยงไหมด้วย นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทที่รับซื้อรังไหมเพื่อนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม เช่น เครื่องสำอางจากโปรตีนไหม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ส่วนภาคกลางจะอยู่ในจังหวัดอุทัยธานี และสุพรรณบุรีเป็นส่วนใหญ่ สำหรับภาคใต้จะมีผู้ประกอบอาชีพในธุรกิจนี้ค่อนข้างน้อย เพราะสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย แต่ยังคงมีการศึกษาและพัฒนาแนวทางการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะอยู่ในพื้นที่จังหวัดชุมพร ตรัง นราธิวาส เป็นต้น

คุณนวนิตย์กล่าวในตอนท้ายว่า ขณะนี้ มีเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนหม่อนไหมแล้วกว่า 60,000 รายทั่วประเทศ ทั้งนี้ กรมหม่อนไหมได้มีการเชิญชวนให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรหม่อนไหมมาขึ้นทะเบียนดังกล่าว ซึ่งคาดว่า ณ สิ้นปี 2568 จะมีจำนวนเกษตรกรหม่อนไหมที่ขึ้นทะเบียนเพิ่มเป็นกว่า 80,000 รายทั่วประเทศ โดยเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรหม่อนไหมจะได้รับการสนับสนุนจากกรมหม่อนไหม ไม่ว่าจะเป็น องค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม ปัจจัยด้านการผลิต (ต้นหม่อน พันธุ์หม่อน พันธุ์ไหม) การวางแผนในการผลิต และการหาตลาดในการจำหน่าย เป็นต้น
พร้อมกันนี้กรมหม่อนไหมได้มีการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหม่อนไหมเข้ามาช่วยเหลือและพัฒนาเกษตรกรหม่อนไหมให้มีความเข้มแข็ง และยกระดับให้เกษตรกรเป็นผู้ประกอบการหม่อนไหมในอนาคต โดยเกษตรกรจะต้องผลิตเส้นไหมที่ได้มาตรฐาน เพื่อที่จะให้เส้นไหมของเกษตรกรสามารถส่งจำหน่ายให้แก่โรงงานได้โดยตรง
“เราจะส่งเสริมให้เกษตรกรหม่อนไหมรวมกลุ่มกัน โดยมีผู้นำกลุ่มที่สามารถพัฒนาเป็นผู้ประกอบการ เป็นผู้ที่รวบรวมเส้นไหมที่ได้มาตรฐาน และส่งให้แก่โรงงาน ซึ่งถือเป็นการสร้างให้กลุ่มเกษตรกรหม่อนไหมมีความแข็งแกร่ง สามารถดำเนินการในทุกขั้นตอนได้อย่างราบรื่นและยั่งยืนตลอดไป” คุณนวนิตย์กล่าว
YUASA ครองแชมป์ผู้นำตลาดแบตเตอรี่ในไทย
พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนระดับโลก
บมจ.ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย (YUASA) ภายใต้การบริหารของ “คุณสึเนะโนริ โยชิมูระ” เผยพร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นนโยบายการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืนของบริษัทแม่ GS YUASA ประเทศญี่ปุ่น เพื่อมุ่งสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับสากล การันตีความสำเร็จล่าสุดกับรางวัล CSR DIW 5 ปีซ้อน

คุณสึเนะโนริ โยชิมูระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย หรือ YUASA
คุณสึเนะโนริ โยชิมูระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ YUASA เปิดเผยว่า ในปี 2567 แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบด้าน แต่บริษัทยังคงสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยสามารถทำลายสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ทั้งในแง่ของรายได้ และกำไร ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวนี้เป็นผลมาจากการดำเนินงานตามแผน และกลยุทธ์อย่างมุ่งมั่นของคณะผู้บริหารและพนักงานทุกคน
ยิ่งไปกว่านั้นในปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ด้วยการติดตั้งไลน์ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์แบบอัตโนมัติ (Automation Line) ทำให้บริษัทขยายกำลังการผลิตได้มากถึง 4.4 ล้านลูกต่อปี และสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด OEM ด้วยส่วนแบ่งการตลาดแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ในประเทศไทยมากถึง 90% โดยบริษัทผลิตให้กับแบรนด์ชั้นนำอย่าง HONDA 60%, YAMAHA 100% และ Kawasaki 60% พร้อมทั้งยังสามารถขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซีย โดยครองส่วนแบ่งได้ 100% ทั้งสองประเทศ
คุณโยชิมูระ กล่าวว่า ปัจจุบันแม้เศรษฐกิจจะยังคงมีความไม่แน่นอน บริษัทจะยังคงมุ่งมั่นต่อยอดความสำเร็จต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งธุรกิจในปี 2568 โดยจะเน้นให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ 3C ซึ่งประกอบด้วย 1.Customer - ยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ตามความคิดเห็นของผู้ใช้ 2.Company - ลงทุนในระบบบริหารงานทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning : ERP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กรให้ทุกคนสามารถทำงานร่วมกันบนฐานข้อมูลเดียวกัน และมีกระบวนการทำงานที่เป็นมาตรฐานร่วมกัน และลงทุนระบบการจัดการคุณภาพโดยรวม (Total Quality Management : TQM) ที่มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจของลูกค้า ด้วยการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และ 3.Competitor – รักษาความเป็นผู้นำในตลาดด้วยการเน้นที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์มากกว่าการแข่งขันทางด้านราคา
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่องความยั่งยืน เนื่องจากยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทยเป็นบริษัทหนึ่งภายใต้ บริษัท จีเอส ยัวซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประเทศญี่ปุ่น (GS YUASA) ที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนที่เข้มแข็ง และได้ถ่ายทอดมาสู่บริษัทในเครือ โดยหลักการที่บริษัทยึดถือเป็นหลักปฏิบัติคือ “นวัตกรรมและการเติบโต” กล่าวคือ บริษัทจะเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนานวัตกรรม ควบคู่กับการดูแลใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยนวัตกรรมในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงการพัฒนาเทคโนโลยี ธุรกิจ และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผสานเทคโนโลยีและบริการที่มีอยู่เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ ที่จะส่งผลดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท
คุณโยชิมูระ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้บริษัทยังคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องภายใต้การปฏิบัติตามมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อลดผลกระทบในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการขององค์กร โดยยึดหลักการบริหารจัดการองค์กรด้าน CSR จากบริษัทแม่ GS YUASA ที่ครอบคลุมทั้งหมด 7 ด้าน ได้แก่ 1.การกำกับดูแลองค์กร 2.สิทธิมนุษยชน 3.การปฏิบัติด้านแรงงาน 4.สิ่งแวดล้อม 5.การดำเนินงานอย่างเป็นธรรม 6.ประเด็นด้านผู้บริโภค และ 7.การมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน
ทั้งนี้ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา บริษัทได้รับรางวัลมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการ ประจำปี 2567 หรือ CSR-DIW CONTINUOUS AWARD 2024 ภายใต้โครงการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน จัดโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยรางวัล CSR-DIW เป็นรางวัลที่บริษัทได้รับมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการดำเนินงานของบริษัท ที่คำนึงถึงความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่การปฏิบัติตามมาตรฐานความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงการส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม อันเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่จะสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
“ถือเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่นโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่เราได้รับมาจาก GS YUASA ตรงกับหลักเกณฑ์ของ CSR-DIW ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมได้อย่างดี และส่งผลให้เราได้รับรางวัลนี้มาถึงปีที่ 5 ทั้งนี้ หลังจากที่บริษัทได้วางรากฐานนโยบายด้าน CSR อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว บริษัทแม่ของเราได้สานต่อพันธกิจด้วยการผลักดันนโยบายด้านความยั่งยืน ซึ่งจะครอบคลุมถึงผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมในระดับโลก เราตระหนักดีว่าการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่ได้ทำแค่สร้างผลกำไร แต่ต้องรับผิดชอบต่อโลกและสังคมโดยรวมด้วย
ในระดับนานาชาติ องค์การสหประชาชาติ หรือ UN ได้กำหนดหลักการ 10 ข้อ ที่ครอบคลุม 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1.สิทธิมนุษยชน 2.สิ่งแวดล้อม 3.แรงงาน และ 4.การต่อต้านการทุจริต เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนสำหรับทุกคนทั่วโลก โดย GS Yuasa ประเทศญี่ปุ่นได้ลงนามร่วมกับ UN เพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่าทุกบริษัทในเครือจะปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว เพื่อเป็นการขยายขอบเขตความรับผิดชอบของเราจากภายในองค์กรและสังคมโดยรอบไปสู่ระดับโลก นับเป็นอีกเป้าหมายสำคัญในปีนี้ ที่บริษัทจะก้าวไปอีกขั้นในด้านของความยั่งยืน” คุณโยชิมูระกล่าว
คุณโยชิมูระ กล่าวถึงโอกาสและความท้าทายในการดำเนินงานด้วยว่า สิ่งที่เป็นจุดแข็งอันเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญของยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย คือประสบการณ์ด้านการผลิตแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่า 62 ปี ประกอบกับชื่อเสียงและการได้รับการยอมรับในตลาดของแบรนด์ Yuasa ซึ่งจุดเด่นทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนี้ ก็มีสิ่งที่ต้องปรับปรุงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะวัฒนธรรมขององค์กรที่ต้องค่อยๆ พัฒนาปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงต้องรักษาบรรยากาศการทำงานที่อบอุ่นและมั่นคง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการลาออกของพนักงานของบริษัทอยู่ในระดับต่ำ
ด้วยความที่พนักงานมีความผูกพันกับบริษัทอย่างยาวนานอาจทำให้มุมมองจำกัดอยู่เพียงเรื่องภายในองค์กร บริษัทจึงตั้งใจที่จะเปิดโลกทัศน์ของพวกเขาโดยมุ่งเน้นเรื่องของสังคมและความยั่งยืน เพื่อให้มองเห็นภาพรวมที่กว้างขึ้น สามารถเป็นส่วนหนึ่ง และเดินไปในทิศทางเดียวกันกับบริษัทได้ โดยเราเชื่อว่าการผสานประสบการณ์อันยาวนานเข้ากับการปรับปรุงวัฒนธรรมองค์กรและการเปิดโลกทัศน์ของพนักงานจะนำพาบริษัทไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง
นอกจากนี้ ท่ามกลางกระแสเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ทวีความสำคัญ รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงบทบาทของการส่งเสริมธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยมีการพิจารณานโยบายลดหย่อนภาษีสำหรับแบตเตอรี่คุณภาพสูง มีอายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งบริษัทมองว่านโยบายนี้จะช่วยส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งยัวซ่าแบตเตอรี่เรามั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และเชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นแรงผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่านโยบายนี้จะยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทหวังว่านโยบายนี้จะได้รับการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และผลักดันให้อุตสาหกรรมมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต
“ทั้งนี้ จากผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัท เป้าหมายต่อไปของเราคือการทำลายสถิติ New High อีกครั้งในปี 2568 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย เสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กร เพื่อพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำการผลิตแบตเตอรี่ในด้านเทคโนโลยีที่มีคุณภาพระดับโลก และแน่นอนว่าบริษัทจะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน” คุณโยชิมูระกล่าวทิ้งท้าย
https://www.yuasathai.com/
กางแผนงาน “นิคมฯ ดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1”
มุ่งพัฒนานิคมฯ ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน
นิคมฯ ดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 เดินหน้าแผนวิสาหกิจ กนอ. ปีงบประมาณ 2566-2570 ภายใต้วิสัยทัศน์ "นำนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากล ด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน" มุ่งมั่นพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ชูโครงการสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชนรอบนิคมฯ ในกลุ่มอาชีพและวิสาหกิจชุมชน พร้อมตอกย้ำความภาคภูมิใจด้วยผลงานคุณภาพ

คุณธวัชศักดิ์ เกิดมณี ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1
คุณธวัชศักดิ์ เกิดมณี ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 กล่าวว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้กำหนดแผนวิสาหกิจสำหรับปีงบประมาณ 2566-2570 ภายใต้วิสัยทัศน์ "นำนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากล ด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน" โดยทิศทางยุทธศาสตร์สำคัญของ กนอ. ในแผนดังกล่าวประกอบด้วย 1.การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมครบวงจรอย่างยั่งยืน : มุ่งเน้นการเป็นผู้นำในการพัฒนาและให้บริการสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัลที่ครบวงจรตามมาตรฐานสากล
2.การยกระดับความได้เปรียบในการแข่งขันแก่นักลงทุน : พัฒนารูปแบบและคุณภาพการให้บริการเพื่อสนับสนุนการลงทุนและการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.การเพิ่มคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สังคม และสิ่งแวดล้อมบนหลักธรรมาภิบาล : ส่งเสริมการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรืออุตสาหกรรม สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน ตามมาตรฐานสากล และยึดหลักคุณธรรมและความโปร่งใส
นอกจากนี้ กนอ. ยังมุ่งเน้นการยกระดับการบริหารนิคมอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล โดยเฉพาะการนำระบบอัจฉริยะมาใช้ในนิคมอุตสาหกรรม (Smart Industrial Estate: Smart I.E.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) อีกทั้ง ยังได้ดำเนินการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)
สำหรับการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กนอ. ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการผลิตที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับนโยบาย Carbon Neutral เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งวางแผนลดการปล่อยคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานหมุนเวียน และจัดการของเสียตามหลัก Zero Waste รวมถึง สร้างวัฒนธรรมความยั่งยืนในองค์กร พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีเป้าหมายสอดคล้องกัน ทั้งนี้ การตรวจวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะช่วยปรับปรุงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน
ปัจจุบันนิคมฯ อยู่ระหว่างดำเนินโครงการสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพและวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมุ่งเน้นที่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง ลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้เครื่องจักรและนวัตกรรมที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร อีกทั้ง ยังมีการพัฒนาทักษะและส่งเสริมการเติบโตให้กับชุมชนด้วยโครงการสนับสนุนการผลิตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ในสภาวะตลาดที่ท้าทาย ตามกรอบการดำเนินงาน ISO 26000 ในด้านการมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน (Community Involvement and Development) มุ่งเน้นการสนับสนุนการพัฒนาชุมชน เช่น การสร้างงาน การพัฒนาการศึกษา และการส่งเสริมสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ กนอ. (สำนักงานนิคมฯ) ทำงานร่วมกับผู้พัฒนานิคมฯ และมีโครงการต่อเนื่องสำคัญๆ ที่ดำเนินเป็นประจำทุกปี คือ การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนในพื้นที่รอบนิคมฯ ภายใต้ชื่อโครงการมอบทุนการศึกษาเพื่อน้อง (1 โรงเรียน 1 คนเก่ง) ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมอบทุนในวันเด็กแห่งชาติของทุกปีให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี/มีพรสวรรค์โดดเด่น แต่เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสและมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงนิคมฯ ตามที่คัดเลือกจากคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียน ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาจนจบหลักสูตรชั้นสูงสุดของโรงเรียน และยังมีการสนับสนุนด้านการพัฒนายกระดับสุขภาพของชุมชน ทั้งกิจกรรมบริการด้านสุขภาพและอุปกรณ์การแพทย์ภายในหน่วยงาน รพ.สต. เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ทัศนคติที่ดี และสามารถอยู่ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน
ขณะเดียวกัน หนึ่งในความสำเร็จที่สำนักงานนิคมฯ ภาคภูมิใจ คือ การพัฒนาและขยายตลาดสินค้าจากชุมชนท้องถิ่น โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการรายย่อยในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ในพื้นที่สำนักงานนิคมฯ และมีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น ผลงานนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างเศรษฐกิจไทย แต่ยังสร้างความยั่งยืนในระยะยาวให้กับชุมชนอีกด้วย
โดยปัจจุบันมีกลุ่มอาชีพและวิสาหกิจชุมชนภายใต้การดูแลและบริหารจัดการสนับสนุนของสำนักงานนิคมฯ จำนวน 4 กลุ่ม ที่ประกอบธุรกิจแตกต่างกัน มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ กุนเชียง ไข่เค็ม ขนมเปี๊ยะ คุกกี้สัปปะรด ขนมไทย ผลิตภัณฑ์จักสานทำมือ พวงหรีด ดอกไม้จันทน์ สินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปอีกมากมาย ซึ่งในแต่ละปีสำนักงานนิคมฯ จะมีงบประมาณสนับสนุนการฝึกอบรมด้านต่างๆ รวมถึง การจัดทำ Workshop ปรึกษากับผู้เชียวชาญ และการพัฒนาทักษะอาชีพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งการต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิมและการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึง การทำวิจัยและพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์
ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีความรู้ในการพัฒนาทักษะฝีมือ/ผลิตภัณฑ์ของชุมชน และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ และเพื่อยกระดับการสร้างอาชีพของชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม และส่งเสริมให้ชุมชน/กลุ่มอาชีพ/วิสาหกิจชุมชนสามารถใช้เครื่องจักรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการลดต้นทุนการผลิตและใช้เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถเติบโตได้ และสนับสนุนให้ชุมชนมีความรู้ด้านการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ยกระดับศักยภาพการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชน
ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากการสนับสนุนในด้านการฝึกอบรมแล้ว สำนักงานนิคมฯ ยังมีการจัดกิจกรรม ECO GREEN NETWORK ที่เป็นการสานสัมพันธ์ สมาชิกเครือข่าย ซึ่งประกอบด้วยหน่วยราชการ/ส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานนิคมฯ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจแนวคิดของหลักการเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ก่อให้เกิดการสานสัมพันธ์ระหว่างกัน และสามารถพึงพาอาศัยซึ่งกันและกัน รวมถึง อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ยั่งยืนต่อไป
พร้อมทั้ง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยราชการ/ส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ชุมชนโดยรอบนิคมฯ ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานนิคมฯ และผู้พัฒนานิคมฯ ทำให้เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง และเกิดความมั่นใจในการบริหารจัดการของนิคมฯ ในระยะยาว โดยลักษณะกิจกรรมจะมุ่งเน้นพาเครือข่ายไปศึกษาดูงานการบริหารจัดการนิคมฯ และการดำเนินงานด้านวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ผู้นำของทุกภาคส่วนในนำมาปรับใช้ต่อยอดเกิดการบูรณาการ โดยได้รับผลตอบรับที่ดีมาโดยตลอด
คุณธวัชศักดิ์กล่าวถึงข้อเสนอแนะที่อยากให้ภาครัฐเข้าส่งเสริมหรือสนับสนุนเป็นพิเศษว่า ในด้านส่งเสริมการเติบโตและยกระดับรายได้ของชุมชน ขอแบ่งเป็นมิติต่างๆ ดังนี้ 1.การสนับสนุนในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ : ภาครัฐสามารถสนับสนุนโครงการที่ชุมชนมีแนวโน้มที่จะสร้างสินค้าหรือบริการใหม่ที่มีศักยภาพทางการตลาดและการขายทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ 2.การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ : สนับสนุนให้ชุมชนใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุนการผลิต 3.การสนับสนุนในการพัฒนาทักษะและการฝึกอบรม : ส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะให้กับชุมชน เช่น การสอนเทคนิคการผลิตที่ยั่งยืนและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
4.การสนับสนุนในการตลาดและการโปรโมท : ช่วยให้ชุมชนมีเครื่องมือในการตลาดและโปรโมทผลิตภัณฑ์ของพวกเขา รวมถึง การสนับสนุนในการสร้างแบรนด์และการตลาดออนไลน์ 5.การสนับสนุนในการทดลองผลิตภัณฑ์ : สนับสนุนให้ชุมชนมีพื้นที่ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ และ 6.การสนับสนุนในการทดสอบคุณภาพและมาตรฐาน : ช่วยให้ชุมชนทดสอบและปรับปรุงคุณภาพสินค้าเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น
“เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน เราจำเป็นต้องพัฒนาในทุกมิติทั้งด้านนวัตกรรม ความยั่งยืน และการสร้างความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบ การเพิ่มขีดความสามารถของแรงงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่เพียงช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับนิคมฯ แต่ยังเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล หากเรามีการปรับตัวตามความต้องการของตลาดโลกและมุ่งเน้นการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและการวิจัย ข้อเสนอนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตอย่างมีคุณภาพและความยั่งยืนในระยะยาวของประเทศเรา” คุณธวัชศักดิ์กล่าว
ไรซ์ ซัพพลายรุกธุรกิจบริการเต็มร้อย
ปักหมุดรายได้แตะ 100 ลบ.
ไรซ์ ซัพพลายเผยแผนการดำเนินงานปี 68 ชู 2 เป้าหมายหลัก เติมศูนย์บริการเพิ่ม 5 สาขา หนุนต่อยอดธุรกิจ-รองรับทุกโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างมีศักยภาพ พร้อมเข้าสู่วงการขายสินค้าเต็มรูปแบบ ตั้งเป้ารายได้พุ่งทะยานสู่ 100 ลบ. มั่นใจตัวเลขตามคาด รับการโตสวนกระแส ตอกย้ำจุดเด่นที่ครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน ด้วยงานซ่อมที่ได้มาตรฐาน-การให้บริการ 24 ชม.-ทีมช่างที่มีประสิทธิภาพ

คุณสุวภัทร จิรชัยศรีฐานนท์ กรรมการผู้จัดการ
คุณสุวภัทร จิรชัยศรีฐานนท์ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ไรซ์ ซัพพลาย กล่าวว่า ไรซ์ ซัพพลายเป็นบริษัทลูกของบริษัท สยามอินเตอร์คูล จำกัด ผู้ผลิตตู้แช่คุณภาพ โดยไรซ์ ซัพพลายดำเนินธุรกิจบริการหลังการขายที่ดีและมีประสิทธิภาพให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้า ปัจจุบันมีศูนย์ให้บริการในประเทศ 4 สาขา ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ 2 สาขา อยุธยา 1 สาขา และนนทบุรี 1 สาขา รวมทั้ง มีศูนย์บริการในต่างประเทศที่ สปป.ลาว 1 สาขา และกัมพูชา 1 สาขา
ด้านแผนการดำเนินงานในปี 2568 ไรซ์ ซัพพลายเตรียมจะขยายศูนย์บริการหลังการขายเพิ่มอีก 5 สาขา ได้แก่ 1.นครสวรรค์ 2.กำแพงเพชร 3.นครราชสีมา 4.ขอนแก่น และ 5.พื้นที่ในภาคตะวันออก โดยรูปแบบของศูนย์บริการจะมีลักษณะเดียวกันทั้งหมด คือ การให้บริการแบบครบวงจร รวมทั้ง มีอะไหล่สำรองพร้อมให้บริการ ใช้งบประมาณในการดำเนินการ 500,000-600,000 บาทต่อศูนย์ หรือ ใช้งบลงทุนรวม 3 ล้านบาท
สำหรับสาขาแรกที่จะเริ่มดำเนินการก่อสร้าง คือ สาขานครราชสีมา เนื่องจากเป็นจุดศูนย์กลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด ประกอบกับหลายสาขาของลูกค้ารายใหญ่จะหมดระยะเวลาในการรับประกัน ดังนั้นไรซ์ ซัพพลายจึงจำเป็นจะต้องมีศูนย์บริการหลังการขายที่นครราชสีอย่างเร่งด่วน ซึ่งมีกำหนดดำเนินการในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ลำดับต่อมาในไตรมาส 2 จะเริ่มก่อสร้างที่ขอนแก่นและพื้นที่ในภาคตะวันออกไปพร้อมๆ กัน และถัดมาในไตรมาส 3 จะเริ่มก่อสร้างไล่เรียงกันไปที่กำแพงเพชรควบคู่กับนครสวรรค์

คุณสุวภัทรกล่าวต่อถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการก่อสร้างศูนย์บริการหลังการขายเพิ่มอีก 5 แห่งและเมื่อรวมกับศูนย์บริการหลังการขายเดิมที่มีอยู่อีก 4 แห่ง รวมทั้งหมดเป็น 9 แห่งในปี 2568 ว่า นอกเหนือจากการตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกรายได้อย่างครอบคลุมและมีศักยภาพแล้ว จะเป็นโอกาสในการต่อยอดธุรกิจให้เพิ่มมากขึ้น โดยขยายงานบริการด้านระบบไฟฟ้าอีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ ไรซ์ ซัพพลายได้ให้บริการหลังการขายเฉพาะเครื่องเย็นเท่านั้น แต่ ณ ปัจจุบัน ลูกค้าได้มอบความไว้วางใจให้ไรซ์ ซัพพลายดูแลตรวจเช็คกระแสไฟก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ทั้งสาขา ซึ่งไรซ์ ซัพพลายได้ทำการตรวจเช็คให้ลูกค้าทุกๆ 2 เดือน หรือ ตรวจเช็ค 6 ครั้งต่อปีต่อสาขา โดยในแต่ละวัน ไรซ์ ซัพพลายจะมีทีมช่างออกไปให้บริการตรวจเช็ค ตรวจซ่อม และตรวจเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้แก่ลูกค้า
ขณะเดียวกัน นอกจากการทำธุรกิจบริการหลังการขายเครื่องเย็นและการตรวจเช็คกระแสไฟฟ้าทั้งระบบแล้ว ไรซ์ ซัพพลายยังมีบริการธุรกิจซ่อมแซมและก่อสร้างด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น สาขาของลูกค้าที่หมดระยะเวลาการรับประกัน และมีความทรุดโทรม ไม่ว่ากระเบื้องแตก ตู้แช่มีความเสียหายจากการชนของรถเข็น หรือ ไฟหน้าร้านเสีย เป็นต้น ซึ่งลูกค้าได้ไว้วางใจให้ไรซ์ ซัพพลายเป็นผู้เข้าไปดำเนินซ่อมแซมในส่วนต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย โดยธุรกิจนี้มีมูลค่างานเป็นจำนวนมาก
นอกจากนี้ ในปี 2568 ไรซ์ ซัพพลายยังมีแผนที่จะเข้าสู่ธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสนับสนุนให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะดำเนินการในนามบริษัท เคเอสเอ อินเตอร์คูล จำกัด โดยจะจำหน่ายตู้แช่ เครื่องปรับอากาศ สินค้าที่เกี่ยวกับเครื่องเย็นและเทคโนโลยีใหม่ๆ อีกทั้ง ยังสอดคล้องกับธุรกิจของบริษัท สยามอินเตอร์คูล จำกัด ที่มีสินค้าตู้แช่อยู่แล้วอีกด้วย พร้อมกันนี้ ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทั้งในด้านการบริการและสินค้าคุณภาพ โดยจะไม่มีการทอดทิ้งลูกค้าอย่างแน่นอน
“ในปี 2568 เราพร้อมที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกรายอย่างเต็มที่ เรามองว่าตอนนี้ตลาดหมู ตลาดไก่จะมีการเติบโตอีกมากและต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า เมื่อเรามีพาร์ทเนอร์ที่ใหญ่ขึ้น เราต้องมีการขยายตัวเพื่อรองรับพาร์ทเนอร์เหล่านี้ ในปี 2568 โอกาสที่เราจะขยายธุรกิจมีเยอะมาก เราพร้อมที่จะเข้าสู่ธุรกิจขายสินค้าเต็มร้อย เนื่องจากขณะนี้หลังบ้านของเราแข็งแรงแล้ว 100% เรามีทีมช่างที่พร้อมให้บริการตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราเริ่มที่จะไปหน้าบ้าน และพร้อมที่จะขยายตลาดออกไปให้กว้างมากขึ้น เพื่อก้าวสู่การเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคตข้างหน้า” คุณสุวภัทรกล่าว
คุณสุวภัทรกล่าวต่อว่า ในปี 2568 ไรซ์ ซัพพลายตั้งเป้ารายได้จากธุรกิจบริการแตะ 100 ล้านบาท หรือมีอัตราการเติบโตเพิ่มจากปี 2567 กว่า 20% โดยมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างมากว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นไปตามที่คาดการณ์และไม่พลาดเป้า โดยได้รับปัจจัยบวกจากการเซ็นสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ในการเข้าไปดูแลและบริการอีก 100 สาขา ซึ่งจะเพิ่มจากปัจจุบันที่ให้บริการอยู่แล้ว 250 สาขา รวมเป็น 350 สาขา ในปี 2568 ขณะเดียวกัน ไรซ์ ซัพพลายยังมีลูกค้ารายอื่นๆ ทั้งผู้ประกอบการร้านสะดวกซื้อ รวมถึง ร้านดีลเลอร์รายย่อยจำนวนมากที่ขายเนื้อหมูและเนื้อไก่ ซึ่งวางใจให้เข้าไปดูแลและบริการอีกด้วย

“เรามีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่ารายได้ปี 2568 เข้าเป้าอย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ เราไม่ได้ให้บริการเฉพาะเครื่องเย็นเท่านั้น แต่เราได้เข้าสู่การให้บริการในระบบไฟฟ้า และระบบก่อสร้างด้วย สำหรับตัวเลขรายได้ที่เราตั้งไว้ 100 ล้านบาท ถือเป็นตัวเลขสูงสุดในการดำเนินธุรกิจของเรา โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เรามีอัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นในแต่ละปี
โดยย้อนกลับไปเมื่อ 4 ปีก่อน ตอนที่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ธุรกิจตู้แช่ไก่-หมู มีการเติบโตอย่างมหาศาล เนื่องจากคนไม่เดินตลาด และมีการตอบโจทย์ที่ถูกต้อง โดยมีลูกค้ามาเปิดธุรกิจตู้แช่ไก่-หมูในช็อปเป็นจำนวนมาก รวมถึง คนที่มีฟาร์มแต่ต้องการขยายธุรกิจ และให้เราเข้าไปแนะนำว่าควรดำเนินการอย่างไร ด้วยการบริการที่ดีของเรา จึงทำให้เราเติบโตเป็นอย่างมากในช่วงดังกล่าว” คุณสุวภัทรกล่าว
คุณสุวภัทรกล่าวต่อถึงจุดเด่นของไรซ์ ซัพพลายว่า ประกอบด้วย 1.งานซ่อมที่ได้มาตรฐาน โดยเมื่อซ่อมแล้วไม่มีการกลับไปซ่อมซ้ำในทุกกรณี 2.การทำงานที่ลูกค้าสามารถเรียกใช้บริการได้ตลอดเวลา โดยจุดเด่นทั้ง 2 ข้อดังกล่าวทำให้ไรซ์ ซัพพลายมีความโดดเด่นเหนือผู้ประกอบการรายอื่นๆ ในธุรกิจนี้ และ 3.ทีมช่างที่มีประสิทธิภาพ โดยการทำงานมีระเบียบและมีวินัย การแต่งกายที่มีมาตรฐานสะอาด เรียบร้อย และสุภาพ ทำให้ลูกค้าไว้วางใจและเรียกใช้บริการซ้ำเสมอมา
“การทำงานของเราจะให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่ขายอาหารสด เราจึงมีช่างที่เชี่ยวชาญในเรื่องความเย็นโดยตรง หากลูกค้ามีปัญหาเรื่องกระแสไฟฟ้าไม่พอ ตู้แช่ไม่เย็นทำให้อาหารแข็ง หรือ นิ่มเกินไป สามารถเรียกใช้บริการได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังเป็นการตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่สะดวกให้เราเข้าไปให้บริการในช่วงเวลา 8.00 น.-17.00 น. ดังนั้นเราจึงนำจุดด้อยของลูกค้ามาเป็นจุดเด่น และได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้า รวมถึง ตนเชื่อมั่นว่าอะไรที่คนอื่นไม่ทำ มันควรจะเป็นโอกาสที่เราจะได้ ซึ่งธุรกิจนี้มีเม็ดเงินมหาศาล แต่อยู่ที่คนมองว่าจะมองแบบใหน ซึ่งเป็นการพลิกวิธีการคิด และพลิกวิธีการมองธุรกิจ” คุณสุวภัทรกล่าว
ส่วนหลักการบริหารงานที่สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา คือ การลงมือทำจริง ทั้งนี้ เมื่อใดที่เราลงมือทำพนักงานก็จะลงมือทำตามเรา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราทำได้จริง ถ้าเราทำได้พนักงานก็ทำได้เช่นกัน รวมทั้ง การทำงานที่เปรียบเสมือนพี่น้อง หากมีปัญหา หรือ มีเรื่องใดที่ติดขัด ให้นำมาปรึกษาหารือกัน เพื่อช่วยกันแก้ปัญหาต่างๆ ให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี โดยทั้งหมดนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญมากที่ตนยึดมั่นมาโดยตลอด

ขณะเดียวกัน ไรซ์ ซัพพลายได้มีการปลูกฝังพนักงานทุกคนเสมอมาเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการแก่ลูกค้า ประกอบด้วย 1.ทีมช่างที่เข้าไปให้บริการมีสัมมาคาราวะและอ่อนน้อมต่อลูกค้า 2.การให้บริการต่างๆ ทีมช่างจะต้องทำให้ดีที่สุดเหมือนกับบ้านของตัวเอง โดยจะต้องทำความสะอาดทุกครั้งหลังจากเสร็จสิ้นการทำงาน ซึ่งทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจ และจะบอกต่อแบบปากต่อปากออกไปในวงกว้าง รวมทั้ง การเข้ามากดไลค์และกดแชร์ให้ไรซ์ ซัพพลายตลอดมา
พร้อมกันนี้ ไรซ์ ซัพพลายยังได้นำเทคโนโลยีระบบการตรวจสอบ หรือ Monitoring มาใช้ เพื่อช่วยยกระดับความปลอดภัย และการป้องกันการเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงให้แก่ลูกค้า โดยจะนำชิพไปติดที่ตู้แช่ในทุกสาขาของลูกค้า ทั้งนี้ หากกระแสไฟตก หรือ ความร้อนมากเกินไป และอื่นๆ ชิพจะมีการส่งสัญญาณเตือนมาที่ศูนย์บริการ ไรซ์ ซัพพลายจะส่งทีมช่างจะเข้าไปดำเนินการแก้ไขอย่างทันที ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าเป็นอย่างมาก เพราะหัวใจหลักของลูกค้า คือ ความสดของสินค้า อีกทั้ง ยังสอดคล้องกับนโยบายของไรซ์ ซัพพลาย คือ “การเอาใจใส่ลูกค้าเสมือนเป็นตัวเอง และดูแลลูกค้าเสมือนการดูแลตนเอง”
คุณสุวภัทรกล่าวในตอนท้ายว่า ธุรกิจให้บริการมีแนวโน้มสดใส เป็นธุรกิจที่มีอนาคต สามารถเติบโตไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยเป็นงานที่ไม่มีการสิ้นสุด ตราบใดที่ทุกคนต้องรับประทาน และใช้งานอุปกรณ์ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจุบันการแข่งขันยังไม่รุนแรง เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญในการทำงานค่อนข้างสูง
ทั้งนี้ ไรซ์ ซัพพลาย ถือได้ว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของธุรกิจนี้ มีศูนย์ให้บริการแบบครบวงจร และสามารถรองรับทุกโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ ตนมีความภาคภูมิใจในความสำเร็จของไรซ์ ซัพพลายเป็นอย่างมาก จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจเล็กๆ ขยายสู่ธุรกิจที่มีการเจริญเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง และจากที่มีพนักงานไม่ถึง 10 คนมาสู่จำนวนกว่า 50 คน โดยมีการเติบโตแบบสวนกระแสมาตั้งปี 2564 จนถึงปัจจุบัน
https://www.risesupplys.com/