
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
ไลอ้อน มอบรางวัลไลอ้อนเพื่อสุขภาพช่องปาก ประจำปี 2565
รร.ทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ : บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อคนไทย มุ่งมั่นพัฒนาสินค้านวัตกรรม เพื่อสุขภาวะที่ดีของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ตามแนวทางธุรกิจเพื่อนำความดีสู่สังคม สร้างสุขภาวะที่ดีสู่ผู้บริโภค นำโดย นายบุญฤทธิ์ มหามนตรี (กลาง) ประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายโก อิชิทานิ (ที่ 2 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ มอบรางวัลไลอ้อนเพื่อสุขภาพช่องปากประจำปี 2565 ให้กับ ทพญ.จุฑามาศ เหลืองเพียรสมุท (ที่ 1 จากซ้าย) ผู้ได้รับรางวัลที่ 1, ทพ.ธิติพันธุ์ อวนมินทร์ (ที่ 2 จากขวา) ผู้ได้รับรางวัลที่ 2, ทพ.ชาญชัย ศานติพิพัฒน์ (ที่ 1 จากขวา) ผู้ได้รับรางวัลที่ 3 อีกหนึ่งในกิจกรรมของไลอ้อน ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อให้ความสำคัญและสนับสนุนเรื่องสุขอนามัยของคนในสังคม ส่งเสริมให้คนไทยดูแลสุขภาพช่องปาก เพื่อสุขอนามัยที่ดีอย่างต่อเนื่อง เมื่อเร็วๆนี้
นีเวีย มอบเงินสนับสนุนจากแคมเปญ “นีเวีย ไพรด์” แก่มูลนิธิเด็กของสภากาชาดไทย เพื่อมอบโอกาสมีสุขภาพที่ดีให้เด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม
วิศัลยา เจริญรักษ์ (2 จากขวา) หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กร กิจกรรมเพื่อสังคม และกิจการสาธารณะ บริษัท ไบเออร์สด๊อรฟ (ประเทศไทย) จำกัด พร้อมคณะ มอบเงินสนับสนุนจำนวน 135,000 บาทจากการจัดแคมเปญ นีเวีย ไพรด์ (NIVEA Pride: Be Proud of Your Skin) ให้แก่มูลนิธิเด็กของสภากาชาดไทย โดยมี รศ. พญ. นวลจันทร์ ปราบพาล (2 จากซ้าย) กรรมการอำนวยการและเลขาธิการมูลนิธิฯ ให้เกียรติรับมอบ ณ ที่ทำการมูลนิธิฯ ตึกวชิราลงกรณ์ ถนนอังรีดูนังต์
กรุงเทพประกันชีวิต รวมพลังทำดี ร่วมบริจาคโลหิตเนื่องใน วันประกันชีวิตแห่งชาติ ปี 2565
นายโชน โสภณพนิช (แถว 2 ที่ 5 จากขวา) กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ (แถว 2 ที่ 6 จากขวา) เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและพนักงานกรุงเทพประกันชีวิต รวมพลังร่วมบริจาคโลหิตแก่สภากาชาดไทยเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยทั่วประเทศ เนื่องในโอกาสวันประกันชีวิตแห่งชาติประจำปี 2565 ณ หน่วยรับบริจาคโลหิต บ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง) เมื่อเร็ว ๆ นี้
CMC ร่วมกับ Teledoc ประกาศความสำเร็จ มอบชุดตรวจ ATK กว่า 1.5 ล้านบาท ให้กับสถานพยาบาลทั่วประเทศและหน่วยงานช่วยเหลือสังคม รวม 19 แห่ง
หนุนดูแลคนไทยได้เข้าถึงการตรวจโควิด-19 เบื้องต้นด้วยตนเอง
เมื่อเร็ว ๆ นี้ - บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) (CMC) ร่วมกับบริษัท เทเลด็อค จำกัด (Teledoc) เดินหน้าสานต่อความตั้งใจมอบชุดตรวจ ATK ให้ครบมูลค่า 1 ล้านบาท โดยได้นำชุดตรวจ ATK มอบให้กับโรงพยาบาล 7 แห่ง ได้แก่ 1. โรงพยาบาลศิริราช 2. โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า กรมแพทย์ทหารเรือ 3. โรงพยาบาลตากสิน สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร 4. โรงพยาบาลเลิดสิน กรมการแพทย์ 5. โรงพยาบาล
วชิรพยาบาล 6. โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า 7. โรงพยาบาลราชวิถี กรมการแพทย์ และหน่วยงานช่วยเหลือสังคม 2 แห่ง
ฮีโร่ ปลุกพลังการให้ ส่งถุงขยะ บุกเมืองพัทยา สร้างเมืองท่องเที่ยวต้นแบบในด้านจัดการขยะ
‘ฮีโร่’ โดย บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติก ตอกย้ำความเป็นผู้นำถุงขยะ เดินหน้าช่วยลดปัญหาขยะล้นประเทศ ลุยกิจกรรมช่วยสังคมต่อเนื่อง สนับสนุนถุงขยะมูลค่า 577,572 บาท เพื่อใช้เป็นสาธารณะประโยชน์ในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการปลุกพลังแห่งการให้ ในสังคมเพื่อคนในท้องที่พัทยา และส่งเสริมให้เมืองพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวต้นแบบในด้านจัดการขยะโดยมี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา รับมอบถุงขยะ ‘ฮีโร่’
มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทย มุ่งมั่นสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม ร่วมสร้างฝาย ปลูกป่าและหญ้าแฝก สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน
มูลนิธิมิตซูบิชิ อิเล็คทริคไทยมุ่งมั่นสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม เดินหน้าขับเคลื่อนกิจกรรม “สร้างฝาย ปลูกป่าและหญ้าแฝก” โดยได้รับความร่วมมือจาก มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และบริษัทกลุ่ม Mitsubishi Electric ในประเทศไทย ทั้งหมดจำนวน 11 บริษัท นำคณะทีมผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาจำนวนกว่า 200 คน ร่วมทำกิจกรรมสร้างฝายชะลอน้ำ ปลูกป่าและปลูกหญ้าแฝกเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ ณ ป่าชุมชนบ้านเขาใหญ่ ตำบลพลวงทอง อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี
“อาเจไทย” จัดกิจกรรม “ AJE FEEL VOLUNTEERING” ในโอกาสครบรอบ 34 ปี อาเจกรุ๊ป
รวมพลคนอาเจ บุกพัทยา ร่วมพัฒนาสังคมไทย
เนื่องในโอกาสครบรอบ 34 ปี ของอาเจกรุ๊ป กลุ่มบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจ สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน กับความใส่ใจในทุกกระบวนการขององค์กร ตั้งแต่แนวคิดการทำธุรกิจที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้มากที่สุด การบริหารจัดการในองค์กร ไปจนถึงแนวคิดการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) ที่ครอบคลุมมิติด้านสังคม (Social) เศรษฐกิจ (Economic) และสิ่งแวดล้อม (Environmental) ซึ่งอาเจกรุ๊ป ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “ดีสำหรับสุขภาพ ร่วมพัฒนาชุมชนที่ยั่งยืน” (Better for you and Better for the Community) ได้จัดโครงการ “AJE Sustainability” (อาเจ ซัสเทนอะบิลิตี้) กิจกรรมสร้างสรรค์สังคมพร้อมกัน 22 เมืองทั่วโลก เพื่อสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืน
กลุ่มศรีเทพไทย ภูมิใจคว้ารางวัล CSR ยอดเยี่ยม ในงาน Thailand’s Smart Awards 2022
นายประเสริฐ ไตรจักรภพ รองประธานบริหาร กลุ่มศรีเทพไทย รับโล่รางวัลสาขาองค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคมยอดเยี่ยม ในงาน Thailand’s Smart Awards ครั้งที่ 3 จัดขึ้นโดย บริษัท ณ ดี เน็ทเวอร์ค พับลิชชิ่ง จำกัด ผู้ผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ชั้นนำ โดยได้รับเกียรติจากนายกฤชนนท์ อัยยปัญญา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานในพิธีฯ และเป็นผู้มอบรางวัลในวันที่ 29 มิถุนายน 2565 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท สุขุมวิท กรุงเทพฯ
TWZ เดินหน้าโครงการนำร่อง TWZ Smart School ในโรงเรียนสังกัด กทม.
บริษัท ทีดับบลิวแซด คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ TWZ โดย คุณธีรยศ สุทธิสำแดง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมโครงการนำร่อง TWZ Smart School กับโรงเรียนวิชูทิศ สังกัดเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร โดยมี คุณสุพัตรา ฤกษ์บ่าย ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นตัวแทนตรวจรับเครื่องสแกนใบหน้า และระบบ TWZ Smart School ซึ่งเป็นระบบที่ทำการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการคัดกรองบุคคล โดยสามารถเก็บข้อมูลการเข้าออก รวมถึงตรวจวัดอุณหภูมิจากการสแกนใบหน้าโดยไม่ต้องถอดหน้ากากอนามัย อีกทั้งระบบยังบอกค่าฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ รวมถึงพื้นที่อื่นๆ ซึ่งมีฐานข้อมูลอยู่ในกรุงเทพมหานครมากกว่า 400 จุด โดยข้อมูลทั้งหมดสามารถดูผ่านแอพพลิเคชั่นได้ทันที
NARIT ลุยปั้น Deep Tech Ecosystem ดันยุทธศาสตร์สร้าง Tech Ownership ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยระยะยาว
สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT เผยวิสัยทัศน์ใช้ความท้าทายของงานวิจัยดาราศาสตร์เป็นตัวเร่งสร้างอุตสาหกรรมขั้นสูงในประเทศ มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่ "ผู้ครอบครองเทคโนโลยี" แทนการนำเข้า เดินหน้าปั้นระบบนิเวศนวัตกรรมรายได้สูง
ยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว

ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า งานวิจัยดาราศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่มีความยากเฉพาะตัว เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ เช่น กล้องโทรทรรศน์ หรืออุปกรณ์รับสัญญาณดาวเทียมระดับสูงไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป เนื่องจากภาคอุตสาหกรรมปกติไม่มีความต้องการใช้ หรือหากมีจำหน่ายก็ราคาสูงมหาศาล ความจำเป็นนี้เองจึงกลายเป็นภาคบังคับที่ทำให้ NARIT ต้องหันมาพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และกำลังคนขึ้นเองภายในประเทศ
หากย้อนดูประวัติศาสตร์โลก เทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกในชีวิตประจำวันอย่างกล้องดิจิทัล หรือ WiFi ล้วนมีต้นกำเนิดมาจากการพัฒนาอุปกรณ์ในงานวิจัยดาราศาสตร์ทั้งสิ้น สำหรับประเทศไทย NARIT มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีอนาคตที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจสูง (High Economic Impact) อาทิ เทคโนโลยีแผ่นวงจรออปโตอิเล็กทรอนิกส์ (Photonic Chip), ไบโอเซ็นเซอร์ (Biosensor) และระบบวิศวกรรมอวกาศ (Space System)
“เป้าหมายหลักของเราคือการทำให้เกิด Tech Localization และ Tech Ownership หรือการเป็นเจ้าของเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศ เพื่อให้สามารถ Spin-off ไปสู่การจัดตั้งสตาร์ทอัพด้าน Deep Tech ซึ่งธุรกิจทั่วไปไม่สามารถลงทุนเองได้เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงและระยะเวลาคืนทุนยาวนาน ภาครัฐจึงต้องทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการขับเคลื่อน R&D ในส่วนนี้” ดร.วิภูกล่าว
ดร.วิภู กล่าวต่อว่า ในรอบปีที่ผ่านมา NARIT ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมในโครงการระดับแนวหน้าของโลก โดยเฉพาะการส่งมอบอุปกรณ์ปฏิบัติภารกิจวิทยาศาสตร์เพื่อไปโคจรรอบดวงจันทร์ร่วมกับ ภารกิจฉางเอ๋อ 7 (Chang'E 7) ของประเทศจีน โดยอุปกรณ์ประวัติศาสตร์ชิ้นนี้มีชื่อว่า "CE-7 MATCH" หรือ Moon-Aiming Thai-Chinese Hodoscope พัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง NARIT และมหาวิทยาลัยมหิดล ทำหน้าที่หลักในการตรวจวัดรังสีคอสมิกและอนุภาคพลังงานสูงในอวกาศ เพื่อศึกษาและเฝ้าระวังภัยจากสภาพอวกาศ (Space Weather) ที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบการสื่อสารและระบบดาวเทียมของโลก
ในการพัฒนาเทคโนโลยีไปดวงจันทร์มีความยากและซับซ้อนกว่าดาวเทียมวงโคจรต่ำรอบโลกอย่างมาก เนื่องจากต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่รุนแรง ทั้งเรื่องรังสีอวกาศและการบริหารจัดการอุณหภูมิที่ผันผวนอย่างสุดขั้ว ทำให้ทีมวิศวกรไทยต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการขึ้นรูปโครงสร้างอุปกรณ์ด้วยวัสดุพิเศษอย่างแมกนีเซียมอัลลอย (Magnesium Alloy) ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่าอลูมิเนียมถึงร้อยละ 40 พร้อมออกแบบระบบตรวจวัดซิลิกอนซ้อนกัน 7 ชั้น เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องตลอดอายุภารกิจอย่างน้อย 5 ปีบนดวงจันทร์ ซึ่งความสำเร็จในโจทย์ระดับหินนี้ เป็นข้อพิสูจน์ว่าหากไทยสามารถสร้างอุปกรณ์ไปดวงจันทร์ได้ การสร้างดาวเทียมธรรมดาโคจรรอบโลกก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
นอกจากนี้ จากแนวโน้มที่มหาเศรษฐีโลกอย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk) รวมถึงประเทศมหาอำนาจอย่างจีน มีแผนจะส่งดาวเทียมสื่อสารและดาวเทียม AI Data Center ขึ้นสู่อวกาศรวมกันนับแสนถึงล้านดวงในอนาคตอันใกล้ จะส่งผลให้ความต้องการกล้องดูดาวอัตโนมัติคอยมอนิเตอร์วัตถุอวกาศพุ่งสูงขึ้นเป็นหลักหมื่นตัวทั่วโลก นับเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่ ที่ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านระบบกลไกฝังตัว (Mechatronics) หุ่นยนต์ (Robotics) และ AI ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในระดับสากลได้
ขณะเดียวกัน NARIT ยังมีความคืบหน้าใน ระบบกล้องโทรทรรศน์โรโบติกส์ (Robotic Telescope) ซึ่งได้รับการต่อยอดสู่ความร่วมมือกับกองทัพอากาศไทย ในภารกิจการเฝ้าระวังภัยทางอวกาศ หรือ Space Situational Awareness (SSA) และการบริหารจัดการจราจรอวกาศ (Space Traffic Management) และยังประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีบูรณาการ (AI, Robotics และ Optics) มาสร้างระบบต้นแบบตรวจจับโดรน (Drone Detection Prototype) ซึ่งอาจจะรองรับตลาดพลเรือนในอนาคต เมื่อกฎระเบียบ (Regulation) เปิดทางให้ใช้โดรนในการขนส่งสินค้าและอาหารอย่างแพร่หลายในประเทศไทย
ดร.วิภู กล่าวถึงมุมมองเชิงกลยุทธ์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับบทบาทของภาครัฐในการสนับสนุนเทคโนโลยีแต่ละระดับ เพื่อให้ภาคเอกชนมองเห็นภาพการขับเคลื่อนร่วมกันอย่างครบวงจร โดยเทคโนโลยีทั่วไป (General Tech) เป็นเทคที่มีการซื้อขายอยู่ทั่วไป ทั้งออฟไลน์-ออนไลน์ สิ่งที่รัฐต้องทำคือการส่งเสริมการใช้งาน และการออกกฎระเบียบ เพื่อให้สังคมอยู่กับเทคโนโลยีได้อย่างปลอดภัย ขณะที่ เทคโนโลยีขั้นสูงที่มีอยู่แล้ว (High Tech) เป็นเทคที่เอกชนไทยผลิตได้ แต่ยังไม่กล้าลงทุนเพราะไม่แน่ใจเรื่องขนาดของตลาด สิ่งที่ภาครัฐต้องช่วยคือการทำหน้าที่เป็น Anchor Customer (ลูกค้ารายแรกที่มั่นคง) เช่น หากภาครัฐประกาศว่ารถยนต์ราชการในอนาคตต้องเป็น EV ที่ผลิตในประเทศทั้งหมด ภาคเอกชนไทยก็พร้อมลงทุนทันที เป็นต้น
สำหรับเทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) เป็นเทคที่ต้องพึ่งพาการวิจัยและพัฒนามหาศาล กว่าจะพัฒนาเป็นสินค้าที่ขายได้จริง (Minimum Viable Product: MVP) ภาคเอกชนทั่วไปไม่อาจแบกรับต้นทุนการวิจัยที่ใช้เวลานานกว่าจะสร้างผลกำไรได้ รัฐบาลจึงต้องเป็นผู้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและกำลังคน ซึ่งนี่คือจุดที่ NARIT กำลังดำเนินการอยู่ และสุดท้ายเทคโนโลยีขั้นสุดยอด (Frontier Tech) เช่น ควอนตัมคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ของโลกที่เรายังนึกภาพไม่ออกชัดเจน แต่ภาครัฐต้องลงทุน R&D ระยะยาวเพื่อเตรียมความพร้อมเช่นกัน
ด้านแผนการดำเนินงานในปีนี้ ดร.วิภู กล่าวว่า NARIT มุ่งเน้นการทลายข้อจำกัดด้านกฎระเบียบภาครัฐ เพื่อผลักดันให้เกิดระบบนิเวศสตาร์ทอัพที่จับต้องได้ โดยจะร่วมมือกับภาคธุรกิจนำระบบต้นแบบ (Prototype) มาพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ออกสู่ท้องตลาด โดยเราจะยังคงแกนหลักในงานวิจัย แต่พร้อมที่จะผันตัวเป็นผู้ให้ลิขสิทธิ์เทคโนโลยี (Tech Licensing) ในราคาที่เป็นมิตร เพื่อสนับสนุนให้ภาคเอกชนเติบโต
“เราไม่ใช่สถาบันที่มุ่งแสวงหากำไร เพราะเราอยู่ได้ด้วยภาษีประชาชน สิ่งที่สำคัญกว่ากำไรคือการสร้าง Ecosystem ในพื้นที่ภูมิภาค โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงใหม่และส่วนภูมิภาคอื่น ๆ ให้เป็นแหล่งจ้างงานรายได้สูง (High-paying jobs) ในอุตสาหกรรม Deep Tech เพื่อให้เด็กที่เรียนจบสายวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมเฉพาะทางในท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องย้ายไปทำงานที่สิงคโปร์หรือต่างประเทศ” ดร.วิภูกล่าว
อย่างไรก็ตามความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ NARIT และประเทศไทยในการก้าวสู่ Deep Tech ไม่ใช่เรื่องของแค่เครื่องมือ แต่คือกำลังคน เนื่องจากประเทศไทยมีประชากรเพียง 70 ล้านคน ถือเป็นระบบนิเวศที่ค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่อย่างจีนหรืออินเดีย อัตราส่วนของคนเก่งระดับหนึ่งในล้าน” ของไทยจึงมีจำกัด การดึงตัวคนเก่งและการสร้างบุคลากรศักยภาพสูงร่วมกับมหาวิทยาลัยและเครือข่ายระดับนานาชาติ จึงเป็นภารกิจสำคัญที่ NARIT ต้องขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยมีที่ยืนอย่างมั่นคงบนแผนที่เทคโนโลยีโลก