
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
เปิดทิศทาง “กรมฝนหลวงและการบินเกษตร” เดินหน้าบริหารน้ำรับภัยแล้ง เร่งพัฒนาศูนย์ทุ่งกุลาฯ ควบคู่ภารกิจกรมฯ
กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เดินหน้าภารกิจบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติอย่างบูรณาการ
ควบคู่การวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านการดัดแปลงสภาพอากาศ โดยมีโครงการสำคัญในการพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาฝนหลวง
ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จ.บุรีรัมย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เกษตรกรรม

คุณไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจในการบริหารจัดการน้ำในชั้นบรรยากาศ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งและภัยพิบัติอย่างบูรณาการ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม และเทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการในชั้นบรรยากาศ ตลอดจนการบริหารจัดการด้านการบินที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการฝนหลวง การดัดแปลงสภาพอากาศ และภารกิจด้านการเกษตร
หนึ่งในโครงการที่กรมฯ ให้ความสำคัญ คือการพัฒนา ศูนย์ปฏิบัติการพัฒนาฝนหลวงในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งได้รับงบประมาณในปี 2569 และอยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยโครงการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาการทำฝนหลวงให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมถึงศึกษาสารและเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ เพื่อเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติการในพื้นที่
สำหรับพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นแหล่งผลิตข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ซึ่งเป็นสินค้า GI ที่มีความสำคัญของพื้นที่ โดยกรมฯ มองว่าการเพิ่มศักยภาพการผลิตในพื้นที่เดิมจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่นอกเขตชลประทานและพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก
คุณไพจิตร กล่าวว่า แนวทางของกรมฯ คือการพัฒนาการปฏิบัติการฝนหลวงให้สามารถเติมน้ำได้อย่างเพียงพอต่อการเพาะปลูกในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นพื้นที่สำหรับการศึกษาวิจัย เพื่อค้นหาแนวทาง สาร และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้โดยเฉพาะ ขณะเดียวกันกรมฯ ยังได้นำแนวทาง “ฝนหลวงโมเดลทุ่งกุลาร้องไห้” มาทดลองใช้ และประสบความสำเร็จในเบื้องต้นแล้ว
นอกจากการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและการบริหารจัดการน้ำแล้ว กรมฯ ยังให้ความสำคัญกับภารกิจด้านการบรรเทาปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเป็นภารกิจที่เพิ่มเข้ามาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หลังรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาฝุ่นละออง โดยกรมฯ ได้ปรับแผนการปฏิบัติงานและจัดกำลังเพื่อรองรับภารกิจดังกล่าวควบคู่กับภารกิจหลัก

คุณไพจิตร กล่าวว่า การปฏิบัติการเพื่อบรรเทาปัญหา PM2.5 ใช้กระบวนการดัดแปลงสภาพอากาศเพื่อเปิดช่องระบายฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความหนาแน่นของฝุ่นให้อยู่ในระดับที่ลดผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ทั้งนี้ การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการ “บรรเทา” ปัญหา ไม่ใช่การทำให้ฝุ่นละอองหมดไปทั้งหมด เนื่องจากการกำจัดฝุ่นให้หมดจำเป็นต้องใช้ปัจจัยและทรัพยากรในระดับสูง
สำหรับการปฏิบัติการฝนหลวง กรมฯ ใช้ข้อมูลจากเรดาร์และสภาพอากาศ เช่น ความเร็วลม ความชื้นสัมพัทธ์ และทิศทางลม มาวิเคราะห์เพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนขึ้นปฏิบัติการ โดยหลักการสำคัญของฝนหลวงคือการเพิ่มปริมาณน้ำฝนจากกลุ่มเมฆที่มีศักยภาพอยู่แล้ว และช่วยให้ฝนตกในพื้นที่เป้าหมาย ไม่ใช่การสร้างฝนขึ้นมาโดยปราศจากปัจจัยทางธรรมชาติ
ขณะเดียวกัน การดำเนินงานของกรมฯ ยังอาศัยการบูรณาการข้อมูลและการปฏิบัติงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมอุตุนิยมวิทยาและกรมชลประทาน เพื่อใช้ข้อมูลสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำประกอบการวางแผนปฏิบัติการ รวมถึงความร่วมมือกับกองทัพอากาศในการสนับสนุนภารกิจทั้งด้านฝนและฝุ่น
ด้านการพัฒนาองค์ความรู้ กรมฯ มีความร่วมมือด้านการดัดแปลงสภาพอากาศกับ 6 ประเทศ ได้แก่ จีน มองโกเลีย เกาหลี สหรัฐอเมริกา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และศึกษาวิจัยร่วมกัน รวมถึงทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการศูนย์ดัดแปลงสภาพอากาศอาเซียน หรือ AWMC ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือด้านการศึกษา ถ่ายทอด และวิจัยพัฒนาการดัดแปลงสภาพอากาศในระดับภูมิภาค
คุณไพจิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า ภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตรมุ่งช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำและภัยพิบัติ ขณะที่การพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีด้านการดัดแปลงสภาพอากาศจะเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำและการรับมือกับปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในแต่ละพื้นที่
“Honda Certified Used Car” บริการซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนรถใช้แล้วครบวงจร พร้อมให้ลูกค้าเป็นเจ้าของ รถยนต์คันใหม่ได้ง่ายขึ้น
เปิดให้บริการ ณ ศูนย์บริการฮอนด้า 55 แห่งทั่วประเทศ
บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จํากัด มุ่งมั่นให้บริการลูกค้าอย่างครบวงจร ด้วยธุรกิจซื้อ ขาย แลกเปลี่ยนรถยนต์ใช้แล้ว ครบจบในที่เดียว ภายใต้ชื่อ “ฮอนด้า เซอร์ติฟาย ยูสคาร์” (Honda Certified Used Car) ซึ่งดำเนินงานเข้าสู่ปีที่ 11 ในการ “รับซื้อ” ประเมินราคารถยนต์ใช้แล้วและให้คำปรึกษาโดยผู้ชำนาญการ “ขายต่อ” จำหน่ายรถยนต์ใช้แล้วพร้อมอำนวยความสะดวกในการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้ลูกค้าพร้อมใช้งาน และ “แลกเปลี่ยน” รถยนต์ใช้แล้วทุกยี่ห้อด้วยราคาสมเหตุสมผล ช่วยให้ลูกค้าสามารถเป็นเจ้าของรถยนต์คันใหม่ได้ง่ายขึ้น โดยเปิดให้บริการ ณ ศูนย์บริการฮอนด้า ภายใต้สัญลักษณ์ “ฮอนด้า เซอร์ติฟาย ยูสคาร์” (Honda Certified Used Car) 55 แห่งทั่วประเทศ
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดตัวแคมเปญ “Wonders of Thai Jewels” ส่งเสริมภาพลักษณ์อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยสู่สากล
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัวแคมเปญสร้าง ภาพลักษณ์อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับของไทย ภายใต้แนวคิด “Wonders of Thai Jewels: มหัศจรรย์อัญมณีและเครื่องประดับไทย” ผ่านการนำเสนอจุดเด่นของอุตสาหกรรม ซึ่งมีที่มาจากมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่หล่อหลอมให้ช่างฝีมือไทยมีทักษะ ความเชี่ยวชาญและความประณีต ในการรังสรรค์เครื่องประดับชั้นสูง ความคิดสร้างสรรค์ของนักออกแบบ ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ที่เป็นแหล่งกำเนิดวัตถุดิบชั้นเลิศ
เดลต้า ประเทศไทย ออกแคมเปญแบรนด์วิดีโอปี 2565 ร่วมกันเปลี่ยนแปลง เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน
บมจ. เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) เปิดตัวแคมเปญวิดีโอที่ 2 โดยมีเป้าหมายเพื่อจุดประกายให้ร่วมกันเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ยืดหยุ่นและยั่งยืน โดยวิดีโอใหม่ของเดลต้า ประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าบริษัทประยุกต์ใช้นวัตกรรมประหยัดพลังงานเพื่อจัดการกับความท้าทายระดับโลกในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น โรคระบาด การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว
ไทวัสดุพาส่องต้นแบบธุรกิจค้าปลีกสีเขียว กับข้อดีการใช้ EV Truck รถบรรทุกพลังงานสะอาดเพื่อการขนส่ง
ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม “โลกร้อน” ปัญหาสำคัญและกำลังเป็นจุดเปลี่ยนให้ทั่วโลก และประเทศไทยต้องปรับตัวไม่ใช่เพื่อความอยู่รอด แต่ปรับเพื่อเปลี่ยนให้เกิดความยั่งยืนให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ “ไร้คาร์บอน” ทั้งนี้ ไทวัสดุตระหนักถึงความสำคัญถึงปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้องค์กรได้มีส่วนร่วมลดการทำลายสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นต่อประเทศ โดยได้ริเริ่มแนวคิดการนำรถบรรทุกพลังงานสะอาด EV Truck ขนส่งสินค้าจากคลังเพื่อกระจายไปยังสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ การปรับตัวครั้งนี้จึงถือเป็นต้นแบบการดำเนินธุรกิจสีเขียวด้านการประหยัดพลังงาน อีกทั้งช่วยสร้างการเปลี่ยนแปลงของวงการ โลจิสติกส์ไทย ไทวัสดุพาส่องข้อดีของรถบรรทุกพลังงานสะอาด แนวทางสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังตัดสินใจ ดังนี้
พีทีที สเตชั่น เปิดตัวแคมเปญโฆษณาเพลงชุดใหม่ “Can I เติมเต็มยูได้มั้ย?”
ชูจุดยืนการเป็น Living Community ศูนย์กลางในการเติมเต็มทุกความสุขให้กับทุกคน
คุณบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ กล่าวว่า “พีทีที สเตชั่น ก้าวสู่การเป็น Living Community หรือศูนย์กลางที่จะร่วมเติมเต็มทุกความสุขให้กับทุกคน พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตที่มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าความสุขและพลังบวกให้กับลูกค้า สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยได้พัฒนาและออกแบบองค์ประกอบหลากหลายด้านให้สามารถตอบโจทย์การ ‘เติมเต็มทุกความสุข’ อย่างครอบคลุมและครบทุกความต้องการของคนไทย ด้วยรูปแบบการพัฒนาธุรกิจเพื่อส่วนรวมและการบริการที่เป็นมากกว่าสถานีบริการน้ำมัน
อนันดาฯ จับมือ ศิลปิน ลิปตา ปล่อยเพลงพาโรดี้ พร้อม MV ผ่านแคมเปญ “อนันดา ทักครับ!!” ยิงตรงกลุ่มคนรุ่นใหม่
คุณพงศ์อนันต์ สุขเกษม (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย ศิลปินวง ลิปตา (Lipta) ร่วมสร้างสรรค์ผลงานพิเศษในแคมเปญ “อนันดา ทักครับ!!” ปล่อยผลงานเพลงพาโรดี้ พร้อม MV ออกมาในเวอร์ชั่น “อนันดา ทักครับ” เอาใจและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มองหาที่อยู่อาศัยทั้งคอนโดมิเนียม บ้านเดี่ยว หรือ ทาวน์โฮม พร้อมเสนอโปรโมชั่นแรง
ฮอนด้า ส่งต่ออนาคตที่คุณมั่นใจ ตอกย้ำความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อระบบฟูลไฮบริด e:HEV และเครือข่ายศูนย์บริการที่ได้มาตรฐานและครบวงจรทั้ง 228 แห่งทั่วไทย
พร้อมก้าวสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยีการขับเคลื่อนที่รองรับไลฟ์สไตล์ และส่งมอบการบริการเพื่อความพึงพอใจสูงสุดของลูกค้า
ฮอนด้าได้พัฒนาเทคโนโลยีการขับเคลื่อนเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งานทั้งในด้านสมรรถนะและการประหยัดพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกับเทคโนโลยีไฮบริดซึ่งนับเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงในปัจจุบัน และเป็นเทคโนโลยีที่จะเชื่อมต่อไปสู่การขับเคลื่อนแห่งอนาคต ซึ่งระบบขับเคลื่อนแบบฟูลไฮบริด e:HEV ของฮอนด้าสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว เพราะนอกจากจะให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลัง มีอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยอัตราการปล่อยมลพิษที่ต่ำ รวมทั้งความมั่นใจและความสะดวกสบายที่ได้รับจากการบริการหลังการขายจากเครือข่ายศูนย์บริการฮอนด้าที่ได้มาตรฐานและครบวงจรทั้ง 228 แห่ง ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมการบริการจากทีมงานที่เชี่ยวชาญและมากประสบการณ์
สยามราชธานี ส่งโซลูชั่นใหม่ KYC Delivery รูปแบบใหม่ของการยืนยันตัวตน ตอบสนองความต้องการขององค์กรยุคดิจิทัล
สยามราชธานี หรือ SO ล่าสุดนำเสนอโซลูชั่นสำหรับ KYC (Know your Customer) ตอบโจทย์ผู้ให้บริการในธุรกิจที่ต้องการกระบวนการตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินในยุคดิจิทัล ด้วย KYC Delivery นำการยืนยันตัวตนมาอยู่ในรูปแบบของเดลิเวอรี เป็นตัวกลางส่งข้อมูลให้องค์กรลูกค้าเพื่อความรวดเร็วและปลอดภัย ด้วยระบบ BPO กระบวนการจัดการรูปแบบใหม่ที่มีความแม่นยำและให้ความสำคัญด้านความปลอดภัยของข้อมูล
ห้างเซ็นทรัล–โรบินสัน เดินหน้าสู่ Green Retail
ขับเคลื่อน “5 มิชชั่นรักษ์โลก” สร้างผลกระทบเชิงบวกจากพื้นที่ค้าปลีก สู่ชุมชน ผืนป่า ท้องทะเล และพลังงานสะอาดทั่วประเทศ
ล่าสุด ขยาย Solar Rooftop ครอบคลุม 21 สาขาทั่วประเทศ ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดราว 14 ล้านหน่วยต่อปี
ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 7,000 ตันต่อปี พร้อมติดตั้ง ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลมแล้วเสร็จ 100%

กรุงเทพฯ – เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือหนึ่งในแนวทางสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทของธุรกิจรีเทลในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมโยงพลังของ ธุรกิจ ลูกค้า พันธมิตร ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) และเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันนำความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน ตั้งแต่การลดขยะและพลาสติก การสนับสนุนสินค้าและชุมชนที่เติบโตอย่างยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูระบบนิเวศ ไปจนถึงการเปลี่ยนพื้นที่รีเทลให้สามารถผลิตและใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนภายใต้ “5 มิชชั่นรักษ์โลก” ซึ่งสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า พลังของธุรกิจรีเทลสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ไกลกว่าพื้นที่ภายในห้าง และสามารถมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับที่กว้างขึ้น
5 มิชชั่นรักษ์โลก จากเป้าหมายสู่การลงมือทำ
ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันเดินหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 5 แกนสำคัญ ได้แก่
ดำเนินโครงการ Say No To Plastic Bags อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ด้วยการงดแจกถุงพลาสติกในทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในห้างฯ เพื่อช่วยลดการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง
ใช้ศักยภาพของห้างสรรพสินค้าในฐานะช่องทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับผู้บริโภค เปิดพื้นที่ให้ Good Goods ซึ่งรวบรวมและพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาและฝีมือของชุมชนไทย เข้ามาจำหน่ายภายในห้างเซ็นทรัล เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของห้างเซ็นทรัลที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ใช้เครือข่ายค้าปลีก ฐานลูกค้า และศักยภาพด้านการตลาด ช่วยยกระดับสินค้าชุมชนให้สามารถแข่งขันในตลาดสมัยใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และเปลี่ยนพื้นที่ค้าปลีกให้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน
ร่วมกับ กรมป่าไม้ ดำเนินโครงการ “ภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อน” ณ ป่าชุมชนบ้านแม่กัวะ จังหวัดลำปาง ครอบคลุมทั้งการปลูก ฟื้นฟู และบำรุงรักษาผืนป่า พร้อมส่งเสริมให้พื้นที่ป่าเป็นแหล่งธนาคารอาหารของชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน การดำเนินงานดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายของเซ็นทรัล กรุ๊ป ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 50,000 ไร่ทั่วประเทศภายในปี 2573
เดินหน้าดูแลระบบนิเวศทางทะเลผ่านโครงการ Reef Revival 2569 ภายใต้ Central Tham ด้วยแนวทาง Research – Restoration – Education โครงการครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและติดตามข้อมูล การพัฒนาโครงสร้างที่เอื้อต่อการเกาะและฟื้นตัวของปะการังตามธรรมชาติ ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้และการมีส่วนร่วมในการดูแลท้องทะเล โดยเริ่มพื้นที่นำร่องที่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะมันใน จังหวัดระยอง พร้อมทดลองโครงสร้างปะการังเทียมจากวัสดุที่แตกต่างกัน ทั้งส่วนผสมปูนทั่วไป และส่วนผสมจากไบโอชาร์และเปลือกหอยบด เพื่อศึกษาและต่อยอดองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลในอนาคต
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือการนำพื้นที่ของห้างมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ผ่านการติดตั้ง Solar Rooftop ตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2565 จนถึงปี 2569 ระบบ Solar Rooftop ของห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันครอบคลุมแล้ว 21 สาขาทั่วประเทศ โดย 15 สาขาดำเนินการร่วมกับ CHOW Energy และอีก 6 สาขาดำเนินการร่วมกับพันธมิตรอีกหนึ่งราย และในสาขาที่มีศักยภาพในการติดตั้ง ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ครบ 100% เมื่อรวมทุกโครงการ ระบบ Solar Rooftop สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ประมาณ 14 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นประมาณ 7.1% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 6,998.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 777,622 ต้นต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการนำพลังงานสะอาดมาใช้ไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงจากการดำเนินธุรกิจ
หนึ่งในโครงการสำคัญล่าสุดคือ Solar Rooftop ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งติดตั้งแล้วเสร็จ 100% ด้วยขนาดโครงการประมาณ 665 กิโลวัตต์ สะท้อนการนำแนวคิด Sustainability มาผสานเข้ากับการพัฒนา Flagship Store และการบริหารจัดการพื้นที่รีเทลแห่งอนาคต นอกจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันยังเดินหน้าลดการใช้พลังงานภายในอาคาร ผ่านการยกระดับระบบแสงสว่าง รวมถึงการนำเทคโนโลยี Smart AI Chiller มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบปรับอากาศ เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จาก Green Retail สู่ Sustainable Retail Ecosystem
การดำเนินงานทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายใหญ่ในการร่วมขับเคลื่อนเซ็นทรัล รีเทล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593
ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ กล่าวว่า “เราเชื่อว่าศักยภาพของธุรกิจ รีเทลไม่ได้อยู่เพียงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า แต่ยังสามารถเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ สำหรับห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่คือแนวคิดที่เรานำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในสาขา ไปจนถึงชุมชน ผืนป่า ท้องทะเล และการใช้พลังงานของเรา เป้าหมายของเราคือการใช้ Scale และศักยภาพของธุรกิจรีเทล เชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้สามารถร่วมกันสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ และสร้างคุณค่าที่สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน”
จาก Say No To Plastic Bags ในทุกสาขา การสนับสนุนชุมชนและผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูผืนป่า การดูแล Biodiversity ใต้ท้องทะเล ไปจนถึงการเปลี่ยนหลังคาห้างให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาด ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันจึงกำลังขยายบทบาทจาก “พื้นที่ค้าปลีก” สู่ “พื้นที่แห่งการลงมือทำ” และเดินหน้าสร้าง Sustainable Retail Ecosystem ที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับชุมชน สังคม และโลกได้อย่างแท้จริง
เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,834 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม ออโต้วัน เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส และเมพ (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด