
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
บริดจสโตนร่วมขับเคลื่อนตลาดยานยนต์ไทย ตอกย้ำภาพลักษณ์ยางชั้นนำระดับโลก ในงาน Fast Auto Show Thailand 2022
มร. เคนสุเกะ โยชิดะ กรรมการบริษัท ไทยบริดจสโตน จำกัด และบริษัท บริดจสโตนเซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด (ที่สามจากซ้าย) พร้อมด้วย คุณพัฒนเดช อาสาสรรพกิจ (กลาง) และ คุณอัษฎาวุธ อาสาสรรพกิจ (ที่สามจากขวา) ในพิธีเปิดงาน Fast Auto Show Thailand 2022
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เดินหน้าสร้างความมั่นคงทางยาของไทย
“อิมครานิบ 400” ได้รับการขึ้นทะเบียน อย. ต่อยอดองค์ความรู้สู่การผลิตยามะเร็งระดับอุตสาหกรรม โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการพัฒนาและผลิต “อิมครานิบ 400” (IMCRANIB 400) ยามุ่งเป้าสำหรับรักษาโรคมะเร็งชนิดเม็ด ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ การแพทย์ และเภสัชกรรม มาพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ยาที่สามารถผลิตได้จริงในประเทศไทย
พร้อมเดินหน้าต่อยอดสู่การพัฒนายารักษาโรคมะเร็งตำรับอื่น เพิ่มโอกาสการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพของประชาชน และยกระดับขีดความสามารถด้านเภสัชอุตสาหกรรมของประเทศ

ดร.ภก.วัชระ กาญจนกวินกุล ผู้อำนวยการโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “การได้รับการขึ้นทะเบียนยา “อิมครานิบ 400” ถือเป็นความสำเร็จที่สะท้อนถึงการดำเนินงานตามพระปณิธานของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ซึ่งทรงมุ่งมั่นในการนำวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะด้านการแพทย์และเภสัชกรรม มาใช้เพื่อประโยชน์ในการดูแลสุขภาพประชาชน และทรงมีพระนโยบายในการพัฒนาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ให้เป็นหนึ่งในเสาหลักด้านการสาธารณสุขของประเทศ พระองค์ทรงตระหนักถึงข้อจำกัดด้านทรัพยากรของประเทศ ขณะที่องค์ความรู้สามารถสร้างและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง จึงทรงส่งเสริมการพัฒนาบุคลากร การสร้างองค์ความรู้ และการวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพื่อให้เกิดการสะสมและถ่ายทอดองค์ความรู้จากรุ่นสู่รุ่น อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศอย่างยั่งยืน”
จากพระดำริสู่การสร้างขีดความสามารถในการผลิตยามะเร็ง “อิมครานิบ” หรือยาที่มีตัวยาสำคัญ อิมาทินิบ (IMATINIB) เป็นหนึ่งในยามุ่งเป้าสำคัญที่มีบทบาทในการรักษาโรคมะเร็งมาอย่างยาวนาน โดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Tyrosine Kinase) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเจริญเติบโตและการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง
ในอดีตประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้ายาดังกล่าวจากต่างประเทศ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จึงนำอิมาทินิบมาเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์นำร่อง เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะของบุคลากรไทยเกี่ยวกับการผลิตยามะเร็งในระดับอุตสาหกรรม โดยเฉพาะยาที่ต้องให้ความสำคัญอย่างสูงต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน การควบคุมกระบวนการผลิต และคุณภาพของผลิตภัณฑ์
ด้วยเหตุนี้ จึงมีพระดำริให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จัดตั้ง โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ณ พระตำหนักพิมานมาศ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เมื่อปี 2563 เพื่อเป็นพื้นที่ในการรวบรวมองค์ความรู้ พัฒนาบุคลากร และสร้างความสามารถในการวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตยารักษาโรคมะเร็งในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดอยู่ในเวลานั้น
จาก “อิมครานิบ 100” สู่ “อิมครานิบ 400”
ความสำเร็จของ “อิมครานิบ 400” เป็นการต่อยอดจาก “อิมครานิบ 100” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นยามุ่งเป้าสำหรับรักษาโรคมะเร็งที่ผลิตในประเทศไทยในปี 2568
การพัฒนาขนาดความแรง 400 มิลลิกรัม ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ยา โดยผู้ป่วยที่ได้รับคำสั่งใช้ยาในขนาดดังกล่าวสามารถรับประทานยาเพียง 1 เม็ดต่อครั้ง แทนการรับประทานยาขนาด 100 มิลลิกรัมหลายเม็ด ช่วยลดความซับซ้อนในการใช้ยา และสนับสนุนความร่วมมือในการใช้ยาอย่างต่อเนื่องของผู้ป่วย (Patient Compliance)
สำหรับยารักษามะเร็งมุ่งเป้าชนิดรับประทาน ซึ่งผู้ป่วยจำนวนมากสามารถนำกลับไปใช้ต่อที่บ้าน ความถูกต้องและความสม่ำเสมอในการรับประทานยาตามคำสั่งแพทย์จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลสัมฤทธิ์ของการรักษา นอกจากนี้ การมีผลิตภัณฑ์หลายขนาดความแรงยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ภายใต้การพิจารณาของแพทย์ผู้ดูแล และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการยาและคลังยาในระบบบริการสุขภาพ
คนไทยไม่ได้เพียง “รับเทคโนโลยี” แต่สามารถ “ต่อยอดองค์ความรู้”
อีกหนึ่งความสำเร็จที่สำคัญของโครงการ คือ การพัฒนาองค์ความรู้จากการทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ก่อนนำมาศึกษา วิจัย และปรับปรุงให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย
ดร.ภก.วัชระ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะสามารถเรียนรู้และได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญหรือเทคโนโลยีจากต่างประเทศ แต่การนำเทคโนโลยีมาผลิตในระดับอุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีการศึกษาและพัฒนากระบวนการให้เหมาะสมกับวัตถุดิบ เครื่องจักร บุคลากร ระบบคุณภาพ และข้อกำหนดทางกฎหมายของประเทศไทย
“สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ แต่คือการทำให้บุคลากรไทยเข้าใจเทคโนโลยี สามารถควบคุมกระบวนการผลิต ตรวจสอบคุณภาพ ประกันคุณภาพ และพัฒนากระบวนการต่อยอดได้ด้วยตนเอง”
การดำเนินงานดังกล่าวจึงเป็นการเปลี่ยนผ่านจาก ผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้มีความสามารถในการพัฒนาและควบคุมเทคโนโลยี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ
ศึกษาชีวสมมูลในอาสาสมัครไทย
ในการพัฒนา “อิมครานิบ 400” ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ได้มอบหมายให้หน่วยวิจัยชีวสมมูล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการศึกษาวิจัยด้านการดูดซึมและการกระจายยาในร่างกายของอาสาสมัครชาวไทย ผลการศึกษาพบว่าผลิตภัณฑ์มีคุณสมบัติด้านการดูดซึมและการกระจายยาอยู่ในเกณฑ์ที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ต้นแบบตามเกณฑ์ของการศึกษาชีวสมมูลที่กำหนด ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญประกอบกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการขึ้นทะเบียนยา

สร้างระบบความสามารถตั้งแต่การผลิตจนถึงการขึ้นทะเบียน
ความสำเร็จของ “อิมครานิบ 400” ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในขั้นตอนการผลิต แต่เป็นผลจากการพัฒนาระบบความสามารถหลายด้านร่วมกัน ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิต การจัดการวัตถุดิบ การผลิต การควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ การวิจัยทางชีวสมมูล ตลอดจนการจัดทำข้อมูลและดำเนินการตามข้อกำหนดด้านการขึ้นทะเบียนยา
ผลิตภัณฑ์ผลิตภายใต้มาตรฐานระบบคุณภาพและแนวทางการผลิตยาตามหลักเกณฑ์สากล ณ โรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี
“การผลิตอิมครานิบ 400 ได้สำเร็จและสามารถขึ้นทะเบียนได้ เป็นหลักฐานสำคัญว่าประเทศไทยสามารถพัฒนาความพร้อมในการผลิตยาที่มีกระบวนการซับซ้อน ตั้งแต่การผลิต การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ การประกันคุณภาพ ไปจนถึงการศึกษาวิจัยที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์และการขึ้นทะเบียนยาได้” ดร.ภก.วัชระกล่าว
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันประเทศไทยยังมีการพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและสารตั้งต้นบางส่วนจากต่างประเทศ ดังนั้น ในระยะต่อไป ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีแนวคิดที่จะส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพการผลิตวัตถุดิบตั้งต้นภายในประเทศ โดยอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานและภาคส่วนที่มีศักยภาพ เพื่อพัฒนาห่วงโซ่อุปทานด้านยาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
ก้าวต่อไป: ยามะเร็งปอดและผลิตภัณฑ์ยาตำรับใหม่
หลังจากความสำเร็จของ “อิมครานิบ 400” ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์มีแผนเดินหน้าวิจัยและพัฒนายารักษาโรคมะเร็งตำรับอื่นอย่างต่อเนื่อง โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่อยู่ระหว่างดำเนินการคือ ยารักษาโรคมะเร็งปอด ซึ่งมีความก้าวหน้าใกล้แล้วเสร็จ และมีแผนดำเนินการยื่นขอขึ้นทะเบียนต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาในระยะต่อไป
เป้าหมายของการดำเนินงานไม่ได้อยู่เพียงการผลิตยาให้ได้หนึ่งตำรับ แต่คือการสร้าง “ขีดความสามารถของประเทศ” ให้สามารถวิจัย พัฒนา ผลิต ควบคุมคุณภาพ และขึ้นทะเบียนยาที่มีความซับซ้อนได้ด้วยบุคลากรและองค์ความรู้ของไทย การสร้างขีดความสามารถดังกล่าวจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเข้าถึงยาที่มีคุณภาพ ลดการพึ่งพาการนำเข้าบางส่วน และเป็นพื้นฐานในการยกระดับอุตสาหกรรมเภสัชกรรมไทยให้สามารถพัฒนาและแข่งขันได้ในอนาคต
ดร.ภก.วัชระ กล่าวในตอนท้ายว่า “โรคมะเร็งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยเพียงคนเดียว แต่เมื่อสมาชิกคนหนึ่งในครอบครัวเจ็บป่วย ผลกระทบย่อมส่งต่อไปยังคนรอบข้าง ทั้งด้านจิตใจ สังคม และเศรษฐกิจ “เราอยากให้กำลังใจผู้ป่วยและครอบครัวที่กำลังเผชิญกับโรคมะเร็ง ขอให้ทุกคนเดินหน้าต่อสู้กับโรคนี้ไปพร้อมกัน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์และบุคลากรทุกคนจะพยายามอย่างเต็มความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรม และผลิตยาที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยและประชาชนของประเทศ”
จากยาหนึ่งตำรับ สู่การสร้างองค์ความรู้
จากองค์ความรู้ สู่การผลิตระดับอุตสาหกรรม
และจากความสำเร็จของวันนี้ สู่ความมั่นคงทางยาของประเทศไทยในอนาคต
ภาพประกอบบทความ
https://drive.google.com/drive/folders/18ep7d0iBmCCd1I7o0DPkBqSJ9Sj1dKC9?usp=sharing
“โอมาคาเสะ คาร์” พลิกโฉมวงการประมูลรถยนต์มือสองออนไลน์ เปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่
กลุ่มตรีเพชรร่วมมือสถาบันการเงินชั้นนำ ยกระดับการซื้อ-ขายรถยนต์มือสองออนไลน์ผ่านบริการรูปแบบใหม่ภายใต้ชื่อ “OMAKASE CAR AUCTION” แอปพลิเคชันประมูลรถยนต์มือสองออนไลน์บนสมาร์ทโฟน ที่รองรับทั้งระบบปฏิบัติการ Android และ iOS สามารถประมูลรถพร้อมกันได้หลายคัน และเสนอราคาประมูลได้ตลอดเวลาในระหว่างรอบประมูล หรือฝากราคาที่ต้องการซื้อไว้ผ่านแอปพลิเคชัน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายดำเนินการในการประมูล เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่กลุ่มลูกค้าที่ต้องการรถในราคาที่คุ้มค่า เพิ่มความมั่นใจแก่ลูกค้าในการซื้อรถผ่านช่องทางการประมูลที่สามารถเข้าถึงข้อมูลรถได้อย่างละเอียด รวดเร็วและเข้าร่วมประมูลได้ง่ายขึ้น พร้อมชูจุดเด่น “สะดวก โปร่งใส ไว้ใจ โอมาคาเสะ คาร์ อ๊อคชั่น”
CEA ผนึกเครือข่าย 20 จังหวัด เปิดเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569
ประกาศจุดยืน “อีสานยุคใหม่” ภูมิภาคแห่ง “โอกาส - ความหวัง - อนาคต”
ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ 800 ล้านบาท ดึงผู้ร่วมงานกว่า 280,000 คน

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ผนึกกำลังเครือข่าย 20 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดงาน “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569” หรือ “Isan Creative Festival 2026” (ISANCF2026) อย่างเป็นทางการ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ภายใต้แนวคิด “นอร์ทอีสเดิ้น : NORTHEAST MODERN พร้อมสรรพ | ปรับตัว | ม่วนมิตร” พร้อมประกาศยกระดับเทศกาลสู่ “Creative Business Platform” ที่เชื่อมโยงทุนวัฒนธรรม ความคิดสร้างสรรค์ และศักยภาพของผู้คน เข้ากับโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อตอกย้ำบทบาทของอีสานในฐานะภูมิภาคแห่งโอกาส ความหวัง และอนาคต โดยตลอด 9 วันของเทศกาลฯ จะมีนักสร้างสรรค์จากภาคอีสานและภูมิภาคอื่น ๆ ร่วมกว่า 100 คน เครือข่ายต่างประเทศกว่า 16 ประเทศ คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 280,000 คน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท
ปีนี้ เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569 ได้รับเกียรติจาก นายโกศล ปัทมะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วย นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น และ ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตลอดจนผู้แทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ชุมชน และเครือข่ายนักสร้างสรรค์ทั้งในและต่างประเทศ มาร่วมขับเคลื่อน “อีสานยุคใหม่” ให้ก้าวสู่การเป็นภูมิภาคแห่งโอกาส
นายโกศล ปัทมะ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะในภูมิภาคอย่าง ‘ภาคอีสาน’ ที่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแรง ทั้งภูมิปัญญา อาหาร งานหัตถกรรม และวิถีชีวิตของผู้คน สิ่งสำคัญคือการต่อยอดต้นทุนเหล่านี้ให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง ตลอดการจัดเทศกาลฯ ที่ผ่านมา เราได้เห็นตัวอย่างที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับวัตถุดิบท้องถิ่นสู่มาตรฐานใหม่ การพัฒนางานหัตถกรรมให้กลายเป็นสินค้าที่เข้าถึงตลาดได้กว้างขึ้น และการนำเรื่องเล่าและวิถีชีวิตของอีสานเข้าสู่อุตสาหกรรมคอนเทนต์ สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าอีสานไม่ได้มีเพียงต้นทุนที่โดดเด่น แต่มีศักยภาพในการเปลี่ยนต้นทุนนั้นให้เป็นโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจได้จริง”
ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า “ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เทศกาลอีสานสร้างสรรค์สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสะสมกว่า 2,277 ล้านบาท แต่สิ่งที่มีคุณค่าไม่แพ้ตัวเลข คือการทำให้ผู้คนเริ่มมองเห็นศักยภาพของ ‘อีสาน’ ในมิติใหม่ ปีนี้ CEA จึงยกระดับเทศกาลฯ สู่ Creative Business Platform ที่เชื่อมโยงทุนวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และศักยภาพของผู้คน เข้ากับโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และความร่วมมือใหม่ ๆ เพื่อผลักดันให้อีสานเติบโตในฐานะภูมิภาคแห่งโอกาส ความหวัง และอนาคต”

เพื่อต่อยอดเป้าหมายดังกล่าว เทศกาลฯ ปีนี้จึงมุ่งสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน Business Matching Programs การเจรจาจับคู่ธุรกิจ เวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการเชื่อมโยงเครือข่ายกับพันธมิตรจาก 16 ประเทศ พร้อมรวบรวมกิจกรรมกว่า 200 โปรแกรม ที่ส่งเสริม 3 อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดอัตลักษณ์อีสานสู่อุตสาหกรรมเกมและคอนเทนต์ การถอดรหัสภูมิปัญญาอาหารอีสานสู่โอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมอาหาร การต่อยอดงานหัตถกรรมสู่ดีไซน์ในแนวคิดใหม่ และการนำเสนอแนวคิดการพัฒนาเมืองสร้างสรรค์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คน
นอกจากนี้ CEA ยังขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านความคิดสร้างสรรค์ในภาคอีสานอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดำเนินการจัดตั้ง New TCDC อีก 7 แห่ง ได้แก่ นครราชสีมา ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี ร้อยเอ็ด สกลนคร และหนองคาย เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และบ่มเพาะนักสร้างสรรค์ในพื้นที่ ส่งผลใหระบบนิเวศสร้างสรรค์ของอีสานไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงเทศกาลฯ แต่ขยายโอกาสไปยังจังหวัดอื่น ๆ ในภูมิภาค
ดร. ชาคริต กล่าวเพิ่มเติมว่า “เทศกาลฯ ปีนี้จะเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้ามาใช้ประโยชน์ได้จริง
นักลงทุนและกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ได้เห็นโอกาส ขณะเดียวกันผู้ประกอบการและนักออกแบบในพื้นที่ได้ต่อยอดสินค้า บริการ และความร่วมมือ ชุมชนท้องถิ่นได้แสดงศักยภาพในการต่อยอดของทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญา และที่สำคัญที่สุด คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักออกแบบ ได้มองบ้านเกิดเป็นพื้นที่แห่งโอกาส เทศกาลนี้จึงทำหน้าที่มากกว่าพื้นที่จัดแสดงผลงาน แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เรียนรู้ สร้างเครือข่าย ทดลองไอเดีย และต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพที่เติบโตได้จากภูมิภาคของตนเอง”
นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า “วันนี้อีสานไม่ได้เป็นเพียงภูมิภาคที่มีศักยภาพด้านวัฒนธรรมและทรัพยากร แต่คือประตูเศรษฐกิจที่เชื่อมประเทศไทยเข้ากับตลาดอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกว่า 200 ล้านคน ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคมที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน และกระแสนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่เข้ามามองหาโอกาสในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง การรวมพลังของ 20 จังหวัดในเทศกาลอีสานสร้างสรรค์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การจัดงานร่วมกัน แต่คือการประกาศศักยภาพของอีสานในฐานะภูมิภาคที่พร้อมเปิดรับผู้คน ธุรกิจ และการลงทุนจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีจังหวัดขอนแก่นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมต่อเครือข่ายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของภูมิภาคนี้สู่เวทีโลก”
ทั้งนี้ เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ยังเป็น 1 ในเทศกาลสร้างสรรค์ที่จัดขึ้นใน 46 เมืองทั่วโลก ภายใต้เครือข่าย “World Design Weeks (WDW)” และเชื่อมโยงกับเครือข่าย “UNESCO Creative Cities Network (UCCN)” สะท้อนให้เห็นว่าเทศกาลฯ นี้ไม่ใช่เพียงเทศกาลท้องถิ่น แต่ยังเป็นเทศกาลระดับภูมิภาคที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยสู่เวทีโลก และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันเมือง “ขอนแก่น” สู่การเป็น Creative City ระดับสากล
นอกจากนี้ ISANCF2026 ยังได้รับแรงหนุนจากพันธมิตรหลากหลายภาคส่วน เช่น สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน), บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด, สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.), ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ขอนแก่น, เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส, โรงแรมแอดลิบ ขอนแก่น, เดอะ สแตนดาร์ด (The Standard), Canva Pty Ltd., Vaxion Korea Co., Ltd., เอปสัน (ประเทศไทย), มหาวิทยาลัยขอนแก่น, เทศบาลนครขอนแก่น, พิพิธภัณฑ์ธนารักษ์ จังหวัดขอนแก่น, บริษัท โบลท์ ซัพพอร์ต เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย), โกลว์ฟิช และแก่นเก็ต ที่ร่วมกันสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีสานอย่างครบวงจร
พบกับ “เทศกาลอีสานสร้างสรรค์ 2569” ที่จัดเต็มกว่า 200 กิจกรรม ใน 7 รูปแบบ ครอบคลุมกิจกรรมวิชาการสร้างสรรค์ (Academic Program) แพลตฟอร์มธุรกิจสร้างสรรค์ (Creative Business Platform) นิทรรศการ (Showcase & Exhibition) เสวนาและเวิร์กช็อป (Talk & Workshop) อีเวนต์และโปรแกรมบันเทิง (Event & Entertainment Program) ตลาดสร้างสรรค์ดีคัก (D-KAK Market) และกิจกรรมพัฒนาย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative District Project) ระหว่างวันที่ 11 - 19 กรกฎาคม 2569 เวลา 11.00 - 21.00 น. ณ 4 พื้นที่หลักของจังหวัดขอนแก่น ได้แก่ TCDC ขอนแก่น, เซ็นทรัล ขอนแก่น แคมปัส, ย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ศรีจันทร์ และศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติไคซ์ (KICE) รวมถึงพื้นที่สร้างสรรค์อื่น ๆ ทั่วภาคอีสาน