UHG ทุ่ม 2,550 ลบ. ผุด 4 โรงแรม The Quarter ปักหมุดย่านธุรกิจสำคัญ ตั้งเป้าเติบโต 20%
UHG หรือ เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เดินหน้าขยายพอร์ตโรงแรมเรือธง The Quarter ในพื้นที่กรุงเทพฯ ย่านธุรกิจสำคัญ 4 โครงการ ด้วยงบลงทุน 2,550 ล้านบาท
เพื่อรองรับดีมานด์ตลาดท่องเที่ยว นำร่องด้วยโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ เอกมัยเตรียมเปิดปลายปี 2569 ขณะที่โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ พญาไท, นานา (สุขุมวิทซอย 8) และบางนา
คาดเปิดให้บริการภายในปี 2570-2571 ตามลำดับ ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 20%

คุณวุฒิพล ถาวรธวัช กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท UHG เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของกลุ่มมาจากโครงการมิกซ์ยูส-เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์และสำนักงาน Evergreen Place Siam ต่อมาเมื่อสถานการณ์ของตลาดท่องเที่ยวไทยเริ่มเติบโตขึ้น บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสนี้และได้ปรับจากเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์มาเป็นโรงแรม ภายใต้แบรนด์ The Quarter ซึ่งปัจจุบันได้เปิดมาแล้ว 18 แห่ง รวมทั้งหมด 3,000 ห้อง ปัจจุบันเตรียมเปิดอีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 2,550 ล้านบาท
สำหรับปี 2569 นี้ UHG เตรียมเปิด 1 แห่ง คือ โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ เอกมัย จำนวน 200 ห้อง มูลค่าลงทุน 600 ล้านบาท ขณะที่โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ พญาไท จำนวน 200 ห้อง มูลค่าลงทุน 600 ล้านบาท และโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ นานา (สุขุมวิทซอย 8) จำนวน 300 ห้อง มูลค่าลงทุน 800 ล้านบาท ทั้ง 2 โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดจะเปิดให้บริการภายใน Q3 และ Q4 ปี 2570
นอกจากนี้ยังมีโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ บางนา จำนวน 200 ห้อง มูลค่าลงทุน 550 ล้านบาท ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ปัจจุบันเริ่มลงพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์แล้ว และวางแผนเริ่มก่อสร้างช่วง Q2/2570 คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้ภายใน Q2/2571
สำหรับจุดเด่นของโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ ทาง UHG มีเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ โดยเน้นพื้นที่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก โฟกัสที่กลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีคอนเซ็ปต์คือ การเดินทางที่สะดวก ราคาคุ้มค่า เข้าถึงได้ง่าย รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เสริมด้านสุขอนามัย อาทิ ระบบกรองอากาศที่สามารถกรอง PM2.5 ได้ถึง 99.99% ระบบเซ็นเซอร์เพื่อลดการสัมผัส (Touchless) เป็นต้น

คุณวุฒิพล กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์สงครามที่ผ่านมาจะทำให้เที่ยวบินชะลอตัวไปช่วงหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มกลับมาเป็นปกติ ประกอบกับการเติบโตของตลาดใหม่ อาทิ ยุโรปตะวันออกและเอเชียกลาง UHG จึงยังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุง-เทพฯ เนื่องจากการมีดีมานด์ของนักเดินทางที่หลากหลาย อาทิ Medical, Wellness, Events, Conventions, Concerts เป็นต้น นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นศูนย์กลางที่รองรับคนไทยจากต่างจังหวัด ที่เดินทางเข้ามาติดต่อธุรกิจและรับบริการด้านต่าง ๆ เช่น ติดต่อสถานทูต หน่วยราชการ รวมไปถึงการเดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินของประเทศ
คุณวุฒิพล กล่าวเพิ่มว่า สำหรับการขยายโรงแรมไปสู่ต่างจังหวัด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในอนาคต โดยต้องพิจารณาถึงโอกาสและความเสี่ยงควบคู่กันไป อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน UHG ยังคงเน้นพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก เนื่องจากมีดีมานด์ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ UHG ยังมีสำนักงานปล่อยเช่า อีก 5 แห่งที่สร้างรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ช่วยบาลานซ์ความเสี่ยงได้อย่างดีอีกด้วย
ในส่วนของขีดความสามารถในการแข่งขัน UHG มองว่าบริษัทมีความได้เปรียบในเรื่องการเป็นผู้บริหารเอง ไม่ได้จ้างเชน ทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงานสูง อาทิ การปรับราคาห้องพักขึ้นลงตามสถานการณ์ได้รวดเร็ว ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติหลายขั้น นอกจากนี้ การเป็นเจ้าของโรงแรมหลายแห่งยังช่วยให้สามารถต่อรองต้นทุนและเกิด Economy of scale ในการบริหารจัดการบุคลากรและทรัพยากรของโรงแรมได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ปี 2569 นี้ UHG ตั้งเป้าเติบโตไว้ 20% โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ ลาดพร้าว ที่ได้เปิดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 200 ห้อง จากเดิม 194 ห้อง ทำให้มีห้องพักรวมประมาณ 400 ห้อง และโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ เอกมัย ที่เตรียมเปิดให้บริการภายใน Q4 ปีนี้ ประกอบกับโรงแรมในเครือที่เปิดให้บริการแล้วทั้ง 18 แห่ง สามารถทำอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 90% อีกด้วย ทำให้ UHG มีสัดส่วนรายได้จากโรงแรม 70% และจากสำนักงาน 30% โดยในระยะหลัง พื้นที่กรุงเทพฯ มีสำนักงานใหม่เกิดขึ้นหลายแห่ง บริษัทจึงให้น้ำหนักการขยายธุรกิจไปทางฝั่งโรงแรมมากกว่า
สำหรับแผนการขยายธุรกิจในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า UHG คาดว่าจะเปิดโรงแรมได้ประมาณ 5-10 แห่ง แต่ทั้งนี้ยังต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันได้เริ่มมองหาโอกาสนอกเขต CBD เนื่องจากคู่แข่งน้อย ประกอบกับการมีดีมานด์ใหม่ ๆ อันเนื่องมาจากความสะดวกสบายของการเดินทางในปัจจุบัน อาทิ โครงข่ายรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ รวมถึงแมกเนตในพื้นที่โดยรอบ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายโครงการของ UHG ในอนาคตข้างหน้า







