
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
ดอนเมือง ฉลอง 112 ปี เดินหน้าพัฒนาสนามบิน ดันขีดความสามารถรองรับผู้โดยสาร 40 ล้านคนต่อปี
ท่าอากาศยานดอนเมืองเดินหน้าพัฒนาศักยภาพสนามบินในโอกาสครบรอบ 112 ปี ลุยก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ Terminal 3 พร้อมปรับปรุงอาคารเดิมและนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ภายใต้แผนลงทุนมูลค่า 69,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารทั้งในและต่างประเทศรวม 40 ล้านคนต่อปี ควบคู่ขยายธุรกิจคลังสินค้าและยกระดับสู่สนามบินที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

คุณวิจิตต์ แก้วไทรเทียม ผู้อำนวยการท่าอากาศยานดอนเมือง เปิดเผยว่า ในโอกาสครบรอบ 112 ปี ท่าอากาศยานดอนเมืองยังคงเดินหน้าพัฒนาศักยภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 100,000 คนต่อวัน และมีเที่ยวบินประมาณ 650 เที่ยวบินต่อวัน แบ่งเป็นผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 40,000 คน และผู้โดยสารภายในประเทศประมาณ 50,000-60,000 คน โดยในช่วงวันหยุดยาวจำนวนผู้โดยสารภายในประเทศอาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 60,000 คนต่อวัน
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้โดยสารระหว่างประเทศลดลงมากกว่าตลาดภายในประเทศ รวมถึงทำให้บางสายการบินต้องปรับลดเที่ยวบินตามความเหมาะสม ท่าอากาศยานดอนเมืองจึงให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรและการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรักษาประสิทธิภาพการให้บริการและรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการบิน
สำหรับแผนพัฒนาระยะต่อไป ท่าอากาศยานดอนเมืองเตรียมก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศ Terminal 3 บริเวณพื้นที่ทางทิศใต้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารเดิมบริเวณ Pier 6 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารระหว่างประเทศประมาณ 15 ล้านคนต่อปี ขณะเดียวกันมีแผนปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร Terminal 1 ให้รองรับผู้โดยสารภายในประเทศ โดยเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ อาคารผู้โดยสารทั้ง 3 อาคารจะสามารถรองรับผู้โดยสารทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศรวมกันได้ประมาณ 40 ล้านคนต่อปี จากเดิมที่มีผู้โดยสารใช้บริการประมาณ 30 ล้านคนในปีที่ผ่านมา
คุณวิจิตต์ กล่าวว่า โครงการพัฒนาท่าอากาศยานมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 69,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากแผนเดิมที่มีวงเงินประมาณ 36,000 ล้านบาท เนื่องจากต้นทุนวัสดุและค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงมีการพัฒนาองค์ประกอบด้านพาณิชย์และสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม อาทิ การปรับปรุงพื้นที่จอดรถและการเชื่อมต่อเส้นทางเข้าสู่สนามบิน โดยปัจจุบันโครงการอยู่ระหว่างกระบวนการเสนอขออนุมัติตามขั้นตอนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ทั้งนี้ คาดว่าปี 2570 จะสามารถได้ผู้รับจ้างและเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ โดยประเมินระยะเวลาก่อสร้างประมาณ 4 ปี ก่อนเปิดให้บริการอาคาร Terminal 3 และดำเนินการปรับปรุงอาคาร Terminal 1 ต่อไปตามแผน
นอกจากการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ท่าอากาศยานดอนเมืองยังเร่งยกระดับประสบการณ์ผู้โดยสารผ่านการปรับปรุงอาคารและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการให้บริการ โดยที่ผ่านมาได้ปรับปรุงฝ้าเพดานและห้องน้ำภายในอาคารผู้โดยสาร รวมถึงเพิ่มช่องตรวจค้นด้วยเครื่องเอกซเรย์สำหรับผู้โดยสารระหว่างประเทศอีก 3 ช่อง และภายในประเทศอีก 1 ช่อง เพื่อรองรับปริมาณผู้โดยสารในช่วงเวลาเร่งด่วน โดยเฉพาะช่วงเช้ามืดและช่วงบ่าย ตลอดจนวันหยุดเทศกาลที่มีผู้โดยสารเดินทางหนาแน่น
ด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ ท่าอากาศยานดอนเมืองได้ติดตั้งตู้บริการเช็กอินอัตโนมัติ (Kiosk) และระบบไบโอเมตริกสำหรับยืนยันตัวตนด้วยใบหน้า เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่ไม่มีสัมภาระโหลดใต้ท้องเครื่อง และรองรับการใช้บริการประตูขึ้นเครื่องอัตโนมัติ (Self-Boarding Gate) นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างติดตั้งระบบ Automated Border Control (ABC) จำนวน 56 จุด เพื่อเพิ่มความสะดวกในการผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมือง โดยมีความคืบหน้าในการติดตั้งประมาณ 50% คาดว่าจะช่วยลดระยะเวลารอคอยและเพิ่มความคล่องตัวในการเดินทางของผู้โดยสารระหว่างประเทศ
ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการการจราจรภายในสนามบินเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ให้ความสำคัญ โดยมีการจัดพื้นที่รองรับกรุ๊ปทัวร์บริเวณประตู 1 พร้อมจัดเจ้าหน้าที่ Airport Ambassador อำนวยความสะดวกและนำผู้โดยสารไปยังพื้นที่พักคอย ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนเช็กอินตามเวลาที่กำหนด เพื่อลดความแออัดบริเวณหน้าอาคารและเคาน์เตอร์สายการบิน ส่วนการเดินทางเชื่อมต่อสนามบินมีบริการหลากหลายรูปแบบ ทั้งรถแท็กซี่ รถลีมูซีน รถไฟชานเมืองสายสีแดง รถโดยสาร ขสมก. รถตู้ประจำทาง และรถ Shuttle Bus เชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยานดอนเมืองกับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ในด้านมาตรฐานการดำเนินงาน ท่าอากาศยานดอนเมืองยึดหลักสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ ความปลอดภัย (Safety) การรักษาความปลอดภัย (Security) และการให้บริการ (Service) โดยมีการตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยและกล้องวงจรปิดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงตรวจประเมินสภาพทางวิ่งและการสะสมของคราบยาง เพื่อให้สามารถดำเนินการบำรุงรักษาได้ตามความจำเป็น นอกจากนี้ ยังมีหน่วยดับเพลิงและบุคลากรทางการแพทย์ประจำตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมตรวจบำรุงรักษาระบบลิฟต์ บันไดเลื่อน และอุปกรณ์อำนวยความสะดวกตามรอบที่กำหนด เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้โดยสารและผู้ใช้บริการ
สำหรับโอกาสในการขยายธุรกิจ ท่าอากาศยานดอนเมืองให้ความสำคัญกับการพัฒนาพื้นที่คลังสินค้าเพื่อเพิ่มรายได้จากกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบิน (Non-Aeronautical Business) โดยเฉพาะบทเรียนจากช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ธุรกิจขนส่งสินค้ามีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมการบิน แม้การเดินทางของผู้โดยสารจะได้รับผลกระทบ ปัจจุบันท่าอากาศยานอยู่ระหว่างหารือร่วมกับฝ่ายพัฒนาธุรกิจเพื่อศึกษาแนวทางขยายศักยภาพคลังสินค้า เนื่องจากความต้องการพื้นที่รองรับสินค้ามีแนวโน้มเป็นโอกาสทางธุรกิจในระยะต่อไป รวมถึงการพัฒนาบริการที่จอดรถและสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อเพิ่มความสะดวกแก่ผู้โดยสารที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคล
ส่วนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ท่าอากาศยานดอนเมืองมีแนวทางทยอยเปลี่ยนรถยนต์ของผู้บริหารที่ใช้ระบบเช่าเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เมื่อครบกำหนดสัญญาเช่า พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จเพื่อรองรับการใช้งาน โดยตั้งเป้าดำเนินการในส่วนนี้ให้แล้วเสร็จภายในปี 2570 ขณะเดียวกัน ได้ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการและสายการบินพิจารณาใช้รถยนต์ไฟฟ้าภายในเขตการบิน รวมถึงมีแผนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบอาคาร Terminal 3 เพื่อลดการใช้พลังงานและสนับสนุนการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
คุณวิจิตต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่าอากาศยานดอนเมืองมีจุดแข็งด้านการเดินทางแบบ Point-to-Point ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก โดยเฉพาะเส้นทางภายในประเทศที่ครอบคลุมหลายภูมิภาค ประกอบกับการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของสนามบิน ทั้งนี้ ท่าอากาศยานดอนเมืองยังได้รับการจัดอันดับจาก Skytrax ในกลุ่มสนามบินที่ให้บริการสายการบินต้นทุนต่ำ โดยขยับขึ้นจากอันดับ 8 เป็นอันดับ 7 ของโลกในกลุ่ม World’s Best Low-Cost Airline Terminals ประจำปี 2026 และได้รับการรับรองจาก Airports Council International (ACI) ในระดับ 3 พร้อมเดินหน้าสู่ระดับ 4 ต่อไป
“เป้าหมายของท่าอากาศยานดอนเมืองใน 5-10 ปีข้างหน้า คือการยกระดับสนามบินให้มีความทันสมัย สะดวกสบาย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งจากการพัฒนาอาคารผู้โดยสาร การนำเทคโนโลยีมาใช้ และการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวก โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นอันดับแรก เพื่อให้ท่าอากาศยานดอนเมืองสามารถรองรับการเติบโตของการเดินทางและอุตสาหกรรมการบินได้อย่างยั่งยืน” คุณวิจิตต์กล่าวทิ้งท้าย
กลุ่ม KTIS ผนึก Alterpacks สิงคโปร์ และ SJS
ลงนาม MOU นำเทคโนโลยีนวัตกรรมผลิตบรรจุภัณฑ์ชานอ้อย 100% วัสดุปลอด PFAS
ยกระดับความร่วมมือของภูมิภาค ดันแบรนด์ “อ้อยพลัส” ของไทยรุกสู่ตลาดโลก

กลุ่ม KTIS ผนึกความร่วมมือ 2 พันธมิตร Alterpacks จากสิงคโปร์และ SJS เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีวัสดุบรรจุภัณฑ์ปลอดสาร PFAS หวังเจาะตลาดบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมในระดับโลก เพิ่มขีดความสามารถต่อยอดพัฒนาบรรจุภัณฑ์ชานอ้อยภายใต้แบรนด์ “อ้อยพลัส” ยกระดับสินค้าเกษตรไทย เพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ พร้อมวางรากฐานประเทศไทยเป็นฐานผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมสำหรับตลาดส่งออก
นายปรัชญ์ ศิริวิริยะกุล กรรมการ บริษัท เอ็นไวรอนเมนท์พัลพ์ แอนด์ แพคเกจจิ้ง จำกัด (EPAC) บริษัทในกลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจรสู่ BCG อย่างยั่งยืน ร่วมลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) กับ Ms. Karen Cheah ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Alterpacks Pte. Ltd. (Alterpacks) ประเทศสิงคโปร์ และนายสกล รักสัตย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส เจ เอส บิซิเนส จำกัด (SJS) เพื่อศึกษาการนำเทคโนโลยีวัสดุบรรจุภัณฑ์ปลอดสาร PFAS ของ Alterpacks เข้าสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ในประเทศไทย และร่วมกันเจาะตลาดบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (Green Packaging) ในระดับโลก
ความร่วมมือนี้เป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายในภูมิภาคอาเซียน ด้วยการผนวกนวัตกรรมด้านวัสดุจากสิงคโปร์ โดย Alterpacks ขณะที่ EPAC จะรับผิดชอบด้านการผลิตและวัตถุดิบชานอ้อย ซึ่งเข้ากับวัตถุดิบและศักยภาพการผลิตของไทย โดยมีบริษัทไทยเป็นผู้บริหารโครงการในประเทศ ช่วยเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้จากภาคเกษตร และวางรากฐานให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตวัสดุบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมสำหรับตลาดส่งออก
พิธีลงนามครั้งนี้ได้รับเกียรติจากคณะผู้แทน Enterprise Singapore หน่วยงานภายใต้กระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ (Ministry of Trade and Industry – MTI) นำโดย Ms. Irene Teo, Regional Director เข้าร่วมเป็นเกียรติในพิธีลงนามความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของสองประเทศ
สำหรับเทคโนโลยีของ Alterpacks เป็นวัสดุจากเส้นใยพืชที่ช่วยให้บรรจุภัณฑ์เยื่อขึ้นรูปทนความร้อน โครงสร้างแข็งแรง และกันน้ำมันได้ในระดับที่บรรจุภัณฑ์เยื่อธรรมชาติทั่วไปทำได้ยาก โดยไม่ต้องพึ่งพาสาร PFAS และยังคงย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ จุดเด่นสำคัญ คือ สามารถใช้กับสายการผลิตเยื่อขึ้นรูปที่มีอยู่เดิมได้ โดยไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรใหม่ โดยทั้ง 3 ฝ่ายมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาสูตรวัสดุให้ใช้สัดส่วนชานอ้อยไทยได้สูงขึ้นต่อไป
“ปัจจุบัน EPAC เป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมจากเยื่อชานอ้อยบริสุทธิ์ 100% ภายใต้แบรนด์ "อ้อยพลัส (Evolve Purity)" ซึ่งไม่พึ่งพาสาร PFAS ปลอดภัยสำหรับบรรจุอาหารทั้งร้อนและเย็น และย่อยสลายในธรรมชาติภายใน 45 วัน ซึ่งเราเชื่อว่า ความร่วมมือกับ Alterpacks ในครั้งนี้ จะช่วยต่อยอดขีดความสามารถของผลิตภัณฑ์ไปสู่การใช้งานที่ต้องการความทนทานสูงขึ้น เพื่อรุกทำตลาดส่งออกในระดับโลกที่มีข้อกำหนดด้านวัสดุเข้มงวดขึ้น” นายปรัชญ์กล่าว
ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์ชานอ้อยบริสุทธิ์ 100% แบรนด์ “อ้อยพลัส” ภายใต้การดำเนินงานของ EPAC ผลิตได้หลากหลายรูปแบบ อาทิ จาน ชาม กล่องใส่อาหาร โดยผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลด้านความปลอดภัยทางอาหาร (Food Contact Grade) ในระดับสากล เช่น มาตรฐาน FSSC 22000 V.5.1, ISO 22000:2018, GHPs (Good Hygiene Practices) และ HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) ปัจจุบันมีกำลังการผลิตสูงถึง 50 ตันต่อวัน หรือประมาณ 3 ล้านชิ้นต่อวัน ด้วยเครื่องจักรมาตรฐานกว่า 50 เครื่อง
ที่ผ่านมา EPAC เดินหน้าทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยได้เข้าร่วมงานแสดงสินค้าด้านบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกในสหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน ที่เป็นผู้ประกอบการ ซัพพลายเออร์ ผู้จัดจำหน่าย และนักลงทุนจากทั่วโลก ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และธุรกิจบริการ (Hospitality) เป็นอย่างดี
PQS ครบรอบ 21 ปี
ปรับตัวต่อความท้าทาย ด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลา 21 ปี บริษัท พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช จำกัด (มหาชน) หรือ PQS ผ่านทั้งช่วงการเติบโตและความผันผวนของอุตสาหกรรมมันสำปะหลังมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้ CEO Vision : สร้างความมั่นคงจากต้นน้ำ เชื่อมเกษตรกร ชุมชน และธุรกิจ สู่การเติบโตในทศวรรษใหม่
สำหรับ รัฐวิรุฬห์ ชาญจึงถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PQS การก้าวเข้าสู่ปีที่ 21 ไม่ใช่เพียงโอกาสในการย้อนมองความสำเร็จที่ผ่านมา หากเป็นจังหวะสำคัญในการตั้งคำถามว่า PQS จะสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในอีก 10 ปีข้างหน้าได้อย่างไร ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่ผันผวน ความไม่แน่นอนของผลิตผลการเกษตร และมาตรฐานของตลาดโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น
คำตอบของฝ่ายบริหารไม่ได้เริ่มจากการขยายโรงงานหรือเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของธุรกิจ นั่น คือ “มันสำปะหลัง” และคนที่ปลูกมันสำปะหลัง
ในมุมมองของผู้บริหาร ความมั่นคงของธุรกิจแป้งมันสำปะหลังไม่สามารถแยกออกจากความมั่นคงของแหล่งวัตถุดิบต้นน้ำ ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับเกษตรกร ชุมชน และพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งคุณภาพและปริมาณวัตถุดิบหัวมันสำปะหลังที่ต่อเนื่อง ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของดินและน้ำ ความสามารถของเกษตรกรในการบริหารการเพาะปลูก ความเสี่ยงเรื่องโรคพืชและแมลง และที่สำคัญคือ การมีคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อภาคการเกษตร
ดังนั้น จึงเป็นที่มาของแนวคิด Sustainable Cassava Ecosystem ที่ PQS กำลังพัฒนา โดยเพิ่มบทบาทของบริษัทจากการเป็นเพียง “ผู้รับซื้อวัตถุดิบ” ไปสู่การเป็นหนึ่งในกลไกที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับ “ระบบสร้างวัตถุดิบ” ผ่านการเชื่อมโยง เกษตรกร ชุมชน นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ และพันธมิตรทางธุรกิจ เข้าด้วยกัน
สำหรับ PQS ในหลายปีที่ผ่านมา การทำงานร่วมกับชุมชนไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรม CSR ที่ดำเนินการเป็นครั้งคราว แต่เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างฐานที่มั่นคงและมีผลลัพธ์กลับไปยังธุรกิจ บริษัทจึงมุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี ทรัพยากร และโอกาสทางเศรษฐกิจกลับสู่ต้นน้ำ เพื่อให้เกษตรกร ชุมชน ธรรมชาติ และธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกัน

โดยหนึ่งในตัวอย่างการพัฒนาต้นน้ำ คือ การทำงานร่วมกับ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรมูลค่าสูงบ้านแก้ง 1 ซึ่ง PQS ได้ร่วมมือกับ คูโบต้า สนับสนุนทั้งองค์ความรู้ เครื่องจักร และการจัดทำแปลงทดลอง ให้เกษตรกรสามารถเรียนรู้ตั้งแต่การเตรียมดิน การเลือกพันธุ์ การปลูก การใช้ปุ๋ยอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการติดตามต้นทุน ผลผลิต และคุณภาพของมันสำปะหลัง สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การทำ “แปลงทดลอง” เพียงหนึ่งแปลง แต่อยู่ที่การทำให้ชุมชนสามารถเรียนรู้จากข้อมูลจริง และนำองค์ความรู้กลับไปปรับใช้และถ่ายทอดต่อได้ด้วยตนเอง
นอกจากนี้ PQS ยังทำงานร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดมุกดาหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการป้องกันโรคใบด่างมันสำปะหลังและส่งเสริมพันธุ์ต้านทานโรค โดยในปี 2568 PQS ได้ให้ท่อนพันธุ์กับเกษตรกร 42 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูก 85 ไร่ ก่อนขยายเป็น 135 ไร่ในปี 2569 ซึ่งเป้าหมายที่ฝ่ายบริหาร มุ่งหวังมากกว่าจำนวนพื้นที่ คือ การสร้างให้ชุมชนมีระบบหมุนเวียนท่อนพันธุ์มันสำปะหลังที่เข้มแข็ง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อผลผลิต รักษารายได้ของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมในระยะยาว
ขณะเดียวกัน อีกแกนหนึ่งที่ PQS ให้ความสำคัญ คือการปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารการเพาะปลูก จากเดิมที่เกษตรอาศัย ประสบการณ์ ในการเพาะปลูกเพียงอย่างเดียว ไปสู่การใช้ Data-driven Agriculture มากขึ้น ซึ่ง PQS อยู่ระหว่างพัฒนา PQS Farmer Information หรือ Agri Data เพื่อรวบรวมข้อมูลเกษตรกร แปลงเพาะปลูก และแหล่งวัตถุดิบ พร้อมประยุกต์ใช้ GIS และ Traceability โดยเริ่มจากพื้นที่นำร่องประมาณ 2,000 ไร่ ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้บริษัทวางแผนการจัดหาวัตถุดิบ พัฒนาคุณภาพ และบริหารความเสี่ยงได้อย่างมีระบบมากขึ้น
ภาพที่ฝ่ายบริหารต้องการเห็นในระยะต่อไปจึงไม่ใช่ Supply Chain ที่วัตถุดิบไหลจากเกษตรกรเข้าสู่โรงงานเพียงทิศทางเดียว แต่เป็น Value Chain ที่ข้อมูลและคุณค่าไหลกลับได้ ภายใต้ PQS Model : Farm → Factory → Market ความต้องการของลูกค้า มาตรฐานคุณภาพ Traceability และโจทย์ด้านความยั่งยืนจากตลาดจะถูกนำกลับมาใช้พัฒนากระบวนการผลิตและการเพาะปลูก ขณะเดียวกันองค์ความรู้ เทคโนโลยี และทรัพยากรจากบริษัทก็ถูกส่งกลับไปสนับสนุนเกษตรกรและชุมชน
ในมุมของ CEO นี่ คือ ความหมายของ “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” ที่ต้องเกิดขึ้นพร้อมกับความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากกัน
ทั้งนี้ เมื่อเกษตรกรมีความรู้และสามารถบริหารต้นทุนได้ดีขึ้น ชุมชนมีเครือข่ายและศักยภาพในการรับมือความเสี่ยง พื้นที่เพาะปลูกได้รับการดูแล และวัตถุดิบมีคุณภาพและความต่อเนื่องมากขึ้น PQS สามารถสร้างฐาน Supply ที่แข็งแรงขึ้น รองรับความต้องการของตลาด และลดความเสี่ยงของธุรกิจในระยะยาวได้เช่นกัน
“เราเชื่อว่าความมั่นคงของวัตถุดิบในระยะยาว ต้องเริ่มจากการทำให้เกษตรกรและชุมชนต้นทางแข็งแรงไปพร้อมกับธุรกิจ” รัฐวิรุฬห์ ชาญจึงถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PQS กล่าว
สำหรับ PQS การครบรอบ 21 ปี จึงไม่ได้หมายถึงเพียงระยะเวลาที่บริษัทเดินทางมา แต่คือการเริ่มต้นบทต่อไปของการเติบโต-จากการสร้างโรงงานที่แข็งแรง ไปสู่การสร้าง Ecosystem ที่แข็งแรง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของ PQS ต้องเติบโตไปพร้อมกับความมั่นคงของเกษตรกร ชุมชน และพื้นที่ต้นทางของวัตถุดิบ
ห้างเซ็นทรัล–โรบินสัน เดินหน้าสู่ Green Retail
ขับเคลื่อน “5 มิชชั่นรักษ์โลก” สร้างผลกระทบเชิงบวกจากพื้นที่ค้าปลีก สู่ชุมชน ผืนป่า ท้องทะเล และพลังงานสะอาดทั่วประเทศ
ล่าสุด ขยาย Solar Rooftop ครอบคลุม 21 สาขาทั่วประเทศ ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดราว 14 ล้านหน่วยต่อปี
ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 7,000 ตันต่อปี พร้อมติดตั้ง ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลมแล้วเสร็จ 100%

กรุงเทพฯ – เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือหนึ่งในแนวทางสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทของธุรกิจรีเทลในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมโยงพลังของ ธุรกิจ ลูกค้า พันธมิตร ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) และเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันนำความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน ตั้งแต่การลดขยะและพลาสติก การสนับสนุนสินค้าและชุมชนที่เติบโตอย่างยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูระบบนิเวศ ไปจนถึงการเปลี่ยนพื้นที่รีเทลให้สามารถผลิตและใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนภายใต้ “5 มิชชั่นรักษ์โลก” ซึ่งสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า พลังของธุรกิจรีเทลสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ไกลกว่าพื้นที่ภายในห้าง และสามารถมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับที่กว้างขึ้น
5 มิชชั่นรักษ์โลก จากเป้าหมายสู่การลงมือทำ
ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันเดินหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 5 แกนสำคัญ ได้แก่
ดำเนินโครงการ Say No To Plastic Bags อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ด้วยการงดแจกถุงพลาสติกในทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในห้างฯ เพื่อช่วยลดการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง
ใช้ศักยภาพของห้างสรรพสินค้าในฐานะช่องทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับผู้บริโภค เปิดพื้นที่ให้ Good Goods ซึ่งรวบรวมและพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาและฝีมือของชุมชนไทย เข้ามาจำหน่ายภายในห้างเซ็นทรัล เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของห้างเซ็นทรัลที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ใช้เครือข่ายค้าปลีก ฐานลูกค้า และศักยภาพด้านการตลาด ช่วยยกระดับสินค้าชุมชนให้สามารถแข่งขันในตลาดสมัยใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และเปลี่ยนพื้นที่ค้าปลีกให้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน
ร่วมกับ กรมป่าไม้ ดำเนินโครงการ “ภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อน” ณ ป่าชุมชนบ้านแม่กัวะ จังหวัดลำปาง ครอบคลุมทั้งการปลูก ฟื้นฟู และบำรุงรักษาผืนป่า พร้อมส่งเสริมให้พื้นที่ป่าเป็นแหล่งธนาคารอาหารของชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน การดำเนินงานดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายของเซ็นทรัล กรุ๊ป ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 50,000 ไร่ทั่วประเทศภายในปี 2573
เดินหน้าดูแลระบบนิเวศทางทะเลผ่านโครงการ Reef Revival 2569 ภายใต้ Central Tham ด้วยแนวทาง Research – Restoration – Education โครงการครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและติดตามข้อมูล การพัฒนาโครงสร้างที่เอื้อต่อการเกาะและฟื้นตัวของปะการังตามธรรมชาติ ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้และการมีส่วนร่วมในการดูแลท้องทะเล โดยเริ่มพื้นที่นำร่องที่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะมันใน จังหวัดระยอง พร้อมทดลองโครงสร้างปะการังเทียมจากวัสดุที่แตกต่างกัน ทั้งส่วนผสมปูนทั่วไป และส่วนผสมจากไบโอชาร์และเปลือกหอยบด เพื่อศึกษาและต่อยอดองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลในอนาคต
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือการนำพื้นที่ของห้างมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ผ่านการติดตั้ง Solar Rooftop ตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2565 จนถึงปี 2569 ระบบ Solar Rooftop ของห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันครอบคลุมแล้ว 21 สาขาทั่วประเทศ โดย 15 สาขาดำเนินการร่วมกับ CHOW Energy และอีก 6 สาขาดำเนินการร่วมกับพันธมิตรอีกหนึ่งราย และในสาขาที่มีศักยภาพในการติดตั้ง ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ครบ 100% เมื่อรวมทุกโครงการ ระบบ Solar Rooftop สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ประมาณ 14 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นประมาณ 7.1% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 6,998.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 777,622 ต้นต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการนำพลังงานสะอาดมาใช้ไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงจากการดำเนินธุรกิจ
หนึ่งในโครงการสำคัญล่าสุดคือ Solar Rooftop ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งติดตั้งแล้วเสร็จ 100% ด้วยขนาดโครงการประมาณ 665 กิโลวัตต์ สะท้อนการนำแนวคิด Sustainability มาผสานเข้ากับการพัฒนา Flagship Store และการบริหารจัดการพื้นที่รีเทลแห่งอนาคต นอกจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันยังเดินหน้าลดการใช้พลังงานภายในอาคาร ผ่านการยกระดับระบบแสงสว่าง รวมถึงการนำเทคโนโลยี Smart AI Chiller มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบปรับอากาศ เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จาก Green Retail สู่ Sustainable Retail Ecosystem
การดำเนินงานทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายใหญ่ในการร่วมขับเคลื่อนเซ็นทรัล รีเทล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593
ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ กล่าวว่า “เราเชื่อว่าศักยภาพของธุรกิจ รีเทลไม่ได้อยู่เพียงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า แต่ยังสามารถเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ สำหรับห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่คือแนวคิดที่เรานำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในสาขา ไปจนถึงชุมชน ผืนป่า ท้องทะเล และการใช้พลังงานของเรา เป้าหมายของเราคือการใช้ Scale และศักยภาพของธุรกิจรีเทล เชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้สามารถร่วมกันสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ และสร้างคุณค่าที่สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน”
จาก Say No To Plastic Bags ในทุกสาขา การสนับสนุนชุมชนและผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูผืนป่า การดูแล Biodiversity ใต้ท้องทะเล ไปจนถึงการเปลี่ยนหลังคาห้างให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาด ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันจึงกำลังขยายบทบาทจาก “พื้นที่ค้าปลีก” สู่ “พื้นที่แห่งการลงมือทำ” และเดินหน้าสร้าง Sustainable Retail Ecosystem ที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับชุมชน สังคม และโลกได้อย่างแท้จริง
เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,834 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม ออโต้วัน เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส และเมพ (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด
BGC เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวต่อเนื่อง กำไรเติบโตแข็งแกร่ง
พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่าน BCM เสริมศักยภาพการเติบโตระยะยาว

บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในกลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส (BG) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนทิศทางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการปรับสมดุลกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สถานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมี นายวิศาล ลออเสถียรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และนางสาวศิริกุล มังกรกนก รักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ร่วมให้ข้อมูลทางกลยุทธ์และทิศทางของธุรกิจครั้งนี้
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 3,569 ล้านบาท โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วยังคงเป็นธุรกิจหลักและมีปริมาณการขายอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้งยังคงเติบโตต่อเนื่อง และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนและฉลากสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวที่ดีจากการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่
ด้านความสามารถในการทำกำไร BGC สามารถยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นรวมขึ้นมาอยู่ที่ 16.1% สูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการผลิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 53 ล้านบาท
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ BGC ในปี 2569 คือการเข้าถือหุ้นเพิ่มเติมใน บริษัท บางกอกแคน แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (BCM) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและฝาอลูมิเนียมชั้นนำ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานและควบรวมงบการเงินของ BCM ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ BGC ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
BGC ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การเป็นผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ผ่านการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
เบอร์แทรมคว้า Prime Minister’s Export Award 2026

เบอร์แทรมโชว์ผลงานเยี่ยม รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister’s Export Award 2026) สาขาแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand) ตอกย้ำแบรนด์คุณภาพ มาตรฐานการผลิตระดับสากล โดยกาง 4 แนวทางการบริการจัดการสู่ความสำเร็จ ทั้งการเดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศ-เสริมทัพผลิตภัณฑ์ใหม่-การดำเนินงานที่มีความรับผิดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม-การพัฒนากระบวนการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมชูเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ บวกสะท้อนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
คุณมีนา (เอี่ยมพิกุล) อัครพงศ์พิศักดิ์ รองประธานบริหาร ด้านงานกลยุทธ์การเติบโตและความยั่งยืนบริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์เซียงเพียว (SIANGPURE) กล่าวว่า บริษัทได้รับรางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand โดยการได้รับรางวัลครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งได้รับในสาขา Best Thai Brand ทั้งนี้ บริษัทได้วางแนวทางการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและส่งผลให้ได้รับรางวัลดังกล่าว โดยหลัก ๆ ประกอบด้วย 4 แนวทาง ดังนี้
1.Market Expansion หรือ การขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยบริษัทได้มีการขยายตลาดเพิ่มจาก 15 ประเทศจากการได้รับรางวัลในครั้งแรกมาเป็น 28 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับรางวัลในครั้งที่ 2 รวมทั้งหมดเป็น 6 ทวีปที่วางจำหน่ายยาหม่องน้ำเซียงเพียว และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ภายใต้แบรนด์เซียงเพียง ปัจจุบันบริษัทยอดขายของยาหม่องน้ำเซียงเพียว และผลิตภัณฑ์อื่นภายใต้แบรนด์เซียงเพียว โดยส่วนใหญ่จะยังอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศที่บริษัทเข้าไปขยายตลาดเพิ่มในช่วงก่อนหน้านี้ อาทิ เมียนมา ตะวันออกกลาง (คูเวต) ยุโรป (โรมาเนีย และมอลโดวา) เป็นต้น
2.การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์เซียงเพียว ซึ่งจากเดิมที่บริษัทมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายเฉพาะยาหม่องน้ำเซียงเพียว แต่ ณ ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ ยาหม่องเซียงเพียว ยาดมเซียงเพียว ยาปาล์ม ยาเซียงเพียว รีลีฟครีม เอชอาร์ (ครีมบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย) และอื่น ๆ
นอกจากนี้ ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวยาอมสมุนไพรเซียงเพียว ที่ดีต่อสุขภาพ อมง่าย ชุ่มคอ ไม่เติมน้ำตาล โดยพัฒนาจากสมุนไพรไทย ด้วยส่วนผสมจากฟ้าทะลายโจร และสมุนไพร 7 ชนิด ผสานเทคโนโลยีการผลิตมาตรฐานสากล “ยาอมสมุนไพรเซียงเพียว” ช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ และบรรเทาอาการเจ็บคอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบที่รับประทานง่ายและพกพาสะดวก เหมาะสำหรับคนทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และมองหาตัวช่วยดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน
3.บริษัทมีแนวทางในการบริหารองค์กรที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์พิจารณ์ของคณะกรรมการ Minister’s Export Award ซึ่งได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องของการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) รวมถึง การมีธรรมภิบาลที่ดี และการดำเนินงานที่มีความโปร่งใส

ทั้งนี้ ในด้านด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้จัดทำโครงการ Bertram Green โดยเริ่มจากภายในองค์กรเป็นอันดับแรก ได้แก่ โครงการคัดแยกขยะ สำหรับขยะที่ได้รับการคัดแยกจะมีการส่งต่อให้นำกลับมาจัดทำเป็นสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ได้ เช่น ถุงผ้าและสร้อยคอ เป็นต้น โดยโครงการนี้บริษัทสามารถคัดแยกขยะภายในองค์กรได้มากกว่า 300 กิโลกรัม
นอกจากนี้ บริษัทได้มีการร่วมมือกับ K Climate ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้เข้ามาช่วยจัดทำในเรื่องของคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ โดยจะเริ่มจากการนับว่าในแต่ละปี หรือ แต่ละเดือน บริษัทมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากส่วนใดมากที่สุด เพื่อให้ทราบได้ว่าในหนึ่งปี บริษัทได้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมามีปริมาณเท่าใด
ขณะเดียวกัน เพื่อให้บริษัทสามารถตั้งเป้าหมายในเรื่องคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ ยกตัวอย่างเช่น ในระยะเวลาอีก 5 ปีข้างหน้าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้อีกเท่าใด หรือ ใน 6-7 ปีข้างหน้า จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เหลือศูนย์ได้ในวันใด เป็นต้น ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายจะเป็น Milestone ที่น่าภาคภูมิใจสำหรับบริษัท อีกทั้ง ยังจะสอดรับกับนโยบายและภารกิจของบริษัทในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการดูแลสิ่งแวดล้อม
รวมถึง บริษัทให้ความสำคัญ ใส่ใจ และดูแลพนักงานในองค์กรเป็นอย่างดี โดยมีการฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ AI การอัพสกิล-รีสกิล พร้อมทั้ง มีการจัดเวิร์คช้อปอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังมีสวัสดิการที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และคนรุ่นใหม่ชื่นชอบ
4.การพัฒนากระบวนการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ เนื่องผลิตภัณฑ์ยาหม่อง หรือ ยาดม สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้บังคับให้มีมาตฐานการผลิตระดับ PIC/S GMP ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตที่มีความเข้มงวดในระดับสากล โดยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก และมีข้อกำหนดที่ครอบคลุมและละเอียดมากกว่า GMP อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ให้ความใส่ใจ เพราะเชื่อว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องผลิตผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นออกมาเพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด
ดังนี้ บริษัทจึงได้ลงทุนก่อตั้งโรงงานที่มีมาตรฐานสูงสุดระดับสากล PIC/S GMP โดยมีคลีนรูมที่มีรูปแบบเดียวกับห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล ซึ่งมีการควบคุม ฝุ่นละออง อุณหภูมิ และเชื้อโรคในอากาศ รวมถึง มีการพัฒนากระบวนการและวิธีการผลิตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความใส่ใจ และสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มาตรฐานระดับโลก โดยปัจจุบันบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน PIC/S GMP มาตรฐานฮาลาล นอกจากนี้ ยังได้รับมาตฐาน อย. ของแต่ละประเทศที่บริษัทได้ส่งผลิตภัณฑ์เข้าไปจำหน่ายด้วยเช่นกัน
คุณมีนากล่าวต่อว่า รางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand นับเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าในทุกส่วนงานที่บริษัทดำเนินการเป็นสิ่งที่สำคัญทั้งหมด ทั้งในส่วนของโรงงานที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หรือ มีโปรเจคไคเซ็น (Kaizen) ในทุกกระบวนการ รวมถึง ทีมการตลาดที่มีการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) และผู้สูงอายุตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนและส่งผลให้แบรนด์ของบริษัทชนะและได้รับรางวัลนี้
นอกจากนี้ การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ทำให้บริษัทได้มีการแชร์กับพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศเพื่อขอบคุณเขาว่า เพราะบริษัทมีพาร์ทเนอร์ที่ดีจึงทำให้ได้รับการยอมรับในแบรนด์เซียงเพียว ขณะเดียวกัน เนื่องด้วยบริษัทมีวิสัยทัศน์ว่า “จะเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่อยู่ในเวทีโลก” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ได้มีการกำหนดมาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเหตุผลที่ทำให้บริษัทได้มีการขยายตลาดต่างประเทศมากยิ่ง ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่าบริษัทดำเนินการมาถูกทางแล้ว
พร้อมกันนี้ รางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand จะส่งเสริมให้บริษัทสามารถไปเปิดบูธในต่างประเทศได้มากขึ้น โดยร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DIPT) นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังช่วยการรันตีความเชื่อให้ให้แก่ลูกค้าใหม่ ๆ ที่บริษัทออกบูธ หรือ ไปติดต่อเอง โดยตอกย้ำแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้ว่ามีคุณภาพที่ดีและมีรางวัลมารับรอง นอกเหนือจากใบรับรองอื่น ๆ ที่บริษัทได้รับการรับรองอยู่แล้ว
สำหรับในปีหน้า บริษัทมีแผนที่จะเข้าร่วมประกวดในโครงการ Prime Minister’s Export Award อย่างแน่นอน ซึ่งในเบื้องต้นได้เล็งเข้าร่วมประกวดในสาขา Best Sustainability Brand เนื่องจาก บริษัทได้ร่วมมือกับ K Climate ธนาคารกสิกรไทย ที่ได้เข้ามาช่วยองค์กรจัดทำในเรื่องของคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ ดังที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น รวมถึง โครงการ Bertram Green ที่บริษัทได้ดำเนินการมาตลอดทั้งปี
คุณมีนากล่าวต่อถึงเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ว่า ปี 2569 นับเป็นปีที่ค่อนข้างยากสำหรับบริษัท เนื่องด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างจากภายนอก ดังนั้นเป้าหมายของบริษัทจึงอยากจะรักษาระดับตัวเลขและอัตราการเจริญเติบโตให้อยู่ระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา สำหรับในปี 2570 คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะยังไม่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าจะมีแนวทางที่ทำให้ธุรกิจมีการเจริญเติบโตต่อไปได้ และหวังว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยจะมีการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด
สำหรับสิ่งบริษัทอยากจะฝากถึงผู้บริโภค เนื่องด้วยภารกิจของบริษัท คือ “อยากจะมุ่งสู่สังคมที่ดีร่วมกัน” โดยบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์และการบริการที่สามารถอิมแพ็คผู้บริโภค หรือ ทำให้ชีวิตผู้บริโภคดีขึ้น ซึ่งในมุมของเซียงเพียวอยากจะตอบโจทย์ผู้บริโภคในแง่ของการบรรเทาในทุก ๆ อาการในทุก ๆ วันของผู้บริโภค ดังนั้น บริษัทจะมุ่งคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพดี และเป็นตัวแทนของประเทศไทยให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีสำหรับคนไทย หรือ ให้คนทั้งโลกได้ใช้ของดี ซึ่งจะช่วยทำให้รู้สึกสบายตัวมากยิ่งขึ้น
N Health ฉลองครบรอบ 25 ปี เดินหน้าสู่อนาคต ยกระดับบริการสุขภาพด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ
สร้าง Healthcare Ecosystem เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ –กลุ่มบริษัท N Health จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ภายใต้แนวคิด “Dare to Dream | From One Bold Dream to Endless Possibilities เพื่อสะท้อนการเดินทางตลอด 25 ปีแห่งความมุ่งมั่นในการยกระดับบริการด้านสุขภาพ พร้อมประกาศทิศทางการเติบโตขององค์กรสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาบริการ นวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือ เพื่อร่วมขับเคลื่อน Healthcare Ecosystem และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพไทยและภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี N Health ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องจากผู้ให้บริการด้านห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ สู่ผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่ครอบคลุมบริการสนับสนุนทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค พยาธิวิทยา จีโนมิกส์ และบริการด้านสุขภาพที่หลากหลาย โดยยึดมั่นในมาตรฐาน คุณภาพ และความเชี่ยวชาญ พร้อมสนับสนุนโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ องค์กร และพันธมิตรในระบบสาธารณสุข เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ในงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารอาวุโส กลุ่ม 1 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ BDMS ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และพันธมิตรจากภาคการแพทย์ เทคโนโลยี และธุรกิจสุขภาพ เข้าร่วมแสดงความยินดีและร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพในอนาคต
ภายในงาน นายณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท N Health ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และทิศทางการเติบโตขององค์กร โดยเน้นการต่อยอดศักยภาพของบริการด้านสุขภาพในทุกมิติ ผ่านการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการ โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า "ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของ N Health เกิดจากความไว้วางใจของลูกค้า ความร่วมมือจากพันธมิตร และความทุ่มเทของบุคลากรทุกคน งานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา แต่เป็นการเดินหน้าสู่อนาคตด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนการให้บริการ และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับระบบสุขภาพและส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่สังคม"
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ N Health คือการพัฒนา Healthcare Ecosystem ที่เชื่อมโยงบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ และความร่วมมือจากพันธมิตร เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ด้านการวินิจฉัย การแพทย์แม่นยำ และบริการด้านสุขภาพที่หลากหลาย ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ N Health ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งในกลุ่ม BDMS องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานด้านการแพทย์ และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด "Partnership for Endless Possibilities" เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างโอกาสใหม่ในการยกระดับบริการด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์สังคมในระยะยาว
“Dare to Dream” จึงไม่ได้เป็นเพียงธีมของงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี แต่สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมให้บุคลากรกล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และกล้าพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ N Health เติบโตอย่างมั่นคงตลอด 25 ปีที่ผ่านมา และพร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือ นวัตกรรม และการพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ระบบสุขภาพของประเทศไทยและภูมิภาค
ตลอดระยะเวลา 25 ปี N Health ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท และความกล้าที่จะฝัน คือรากฐานสำคัญของความสำเร็จที่ยั่งยืน การก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 N Health ยังคงมุ่งมั่นสานต่อพันธกิจในการเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพที่ได้รับความไว้วางใจ พร้อมยกระดับบริการในทุกมิติ ผ่านการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้คนในทุกช่วงวัยต่อไป
# # # #
Vitafoods Asia 2026 เตรียมจัดงานใหญ่ 2-4 กันยายนนี้!!
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เตรียมจัดงาน Vitafoods Asia 2026 ภายใต้แนวคิด “Nutraceuticals Trends Across Generations” สะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเสริมอาหารและสารสกัดเพื่อสุขภาพ ที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย ด้วยงานวิจัย และเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก ด้วยงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยระดมบริษัทในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่กว่า 600 บริษัท จาก 40 ประเทศ ยกทัพไฮไลต์ใหม่ “Australia Pavilion – Pet Nutraceutical Showcase – Thailand Health Product Awards” และโอกาสทางธุรกิจใหม่
ระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผลวิเคราะห์จากสำนักวิจัยชั้นนำอย่าง Grand View Research และ Fortune Business Insights คาดการณ์มูลค่าตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโลกจะทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ.2033 – 2034 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 7.7 – 10.58% โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน ด้วยส่วนแบ่งตลาดเกือบ 40% ของมูลค่ารวมทั่วโลก ผลักดันด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการรับมือกับสังคมผู้สูงวัย
คุณรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ – ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทย ตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตอย่างโดดเด่นด้วย CAGR 9.5% และคาดว่าจะขยับขึ้นแตะ 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ.2033 เนื่องจากไทยมีความพร้อมตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ตลอดจนฐานการผลิต OEM/ODM ที่ได้มาตรฐานสากลระดับเดียวกับโรงงานยา ทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและส่งออกของภูมิภาคอาเซียน
การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัยยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับตลาด โดยกลุ่ม Gen Z และ Millennials เน้นการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพลำไส้ สุขภาพจิต และรูปแบบการทานที่สะดวก เช่น กัมมี่ ขณะที่ Gen X และ Baby Boomers ขับเคลื่อนมูลค่าตลาดในกลุ่มชะลอวัย สุขภาพข้อต่อ สมอง และการป้องกันโรคเรื้อรัง ความหลากหลายนี้ส่งผลให้ความต้องการนวัตกรรมวัตถุดิบสกัดเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) ทวีความสำคัญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
งาน Vitafoods Asia 2026 จึงเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมสารสกัดและวัตถุดิบเพื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน สารสกัดจากสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ เช่น ผู้ผลิต OEM และ ODM ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานนี้ยังเป็นเวทีสำคัญทางธุรกิจของผู้ผลิต นักวิจัย ผู้ค้าปลีก ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ รวมถึงภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาร่วมมือและร่วมกันผลักดัน เพื่อ
ปลดล็อกอุตสาหกรรม ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตและคว้าส่วนแบ่งตลาดได้ในเวทีโลก

ด้าน ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต คณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวในมิติต้นน้ำว่า สอวช. มุ่งมั่นวางนโยบายเชิงรุกเพื่อเปลี่ยนผ่านวัตถุดิบท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การจะทำให้สารสกัดไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลก เราจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะนาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความคงตัว และความปลอดภัย ซึ่งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติพร้อมสนับสนุนทั้งด้านห้องปฏิบัติการมาตรฐานและการถ่ายทอดองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงทุนวิจัย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก
ขณะที่ ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. ยุคใหม่ ได้ปรับบทบาทจากผู้ควบคุมกฎมาเป็นผู้ส่งเสริมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างเต็มตัว เราได้ปฏิรูปกลไกทางกฎหมายและปรับเกณฑ์การขึ้นทะเบียนสารสกัดไทยให้มีความยืดหยุ่นและรวดเร็ว เอื้อต่อนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ยังคงไว้ ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ อย. ยังพร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างระบบนิเวศสารสกัดไทยที่ปลอดภัย ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในเครือข่ายระดับโลก
ด้าน คุณสินิทธ์นุช ลีพัฒนะพันธ์ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐเอกชน ในการจัดงานคือการต่อภาพจิ๊กซอว์ที่สมบูรณ์ของระบบนิเวศอุตสาหกรรม การที่ภาครัฐนำนาโนเทคโนโลยีมาพิสูจน์ประสิทธิภาพงานวิจัย ผนวกกับการการันตีจาก อย. ถือเป็นใบเบิกทางชั้นเลิศที่ทำให้สารสกัดไทยยกระดับเป็น ‘Global Ingredient’ ได้อย่างแท้จริง ภาคเอกชนมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับไม้ต่อเพื่อแปรเปลี่ยนงานวิจัยเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งการลดขั้นตอนทางกฎหมายของ อย. จะช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งสินค้าออกสู่ตลาด (Time-to-Market) และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพได้อย่างมั่นคง
สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ ได้แก่
Australia Pavilion : การเปิดตัวพาวิลเลียนใหม่จากประเทศออสเตรเลีย นำเสนอนวัตกรรมส่วนผสมคุณภาพสูง พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจับคู่คู่ค้าในระดับสากล
Pet Nutraceutical Showcase: โซนใหม่ล่าสุดที่รวบรวมนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนผสม และโซลูชันสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด Pet Humanization และ Pet Nutraceuticals
Thailand Health Product Awards เวทีประกวดนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำเร็จรูปของไทย พื้นที่ปล่อยของสำหรับผู้ประกอบการและนักวิจัยไทย ในการแสดงศักยภาพการแปรรูปสารสกัดท้องถิ่นและยกระดับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ฝันอยากมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นของตัวเอง งาน Vitafoods Asia 2026 คือจุดเริ่มต้นที่ครบที่สุด เพราะรวมโรงงานผู้ผลิต OEM/ODM มาตรฐานสากล ผู้เชี่ยวชาญด้านสารสกัดและวัตถุดิบ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมให้คำปรึกษาด้านการขึ้นทะเบียน ไว้ในงานเดียว ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากไอเดียหรือมีสูตรผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว ก็สามารถหาพันธมิตรเพื่อผลิตและวางขายได้จริง เพียงมางานเดียวครบจบ
ในงาน Vitafoods Asia 2026 เตรียมจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ บนพื้นที่จัดงานกว่า 15,000 ตารางเมตร คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 16,000 คน และรวบรวมผู้จัดแสดงสินค้าชั้นนำจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก งานจัดระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 3 และ 5 – 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วัตสัน ประเทศไทย คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ต่อเนื่องปีที่ 3
ตอกย้ำแบรนด์ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคไทย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 23 กรกฎาคม 2569 – วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ด้วยการคว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026* ในสาขา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม (Beauty Store) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ ที่มีต่อวัตสันในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วัตสันมุ่งพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด Customer Obsession เป็นหัวใจสำคัญ โดยมุ่งทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การคัดสรรผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก การนำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่อย่างสม่ำเสมอ ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์การชอปปิงผ่านระบบ O+O (Offline + Online) ที่เชื่อมต่อหน้าร้านและแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อมอบความสะดวก ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ในทุกช่องทาง
นวลพรรณ ชัยนาม Managing Director วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า "การได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในวาระครบรอบ 30 ปีของวัตสัน ประเทศไทย คือเครื่องยืนยันว่า “ความไว้วางใจ” ที่แบรนด์สั่งสมมาตลอด 3 ทศวรรษ ยังคงแข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้จึงเป็นทั้งความภาคภูมิใจของพนักงานทุกคน และแรงผลักดันให้วัตสันเติบโตเคียงข้างผู้บริโภคไทยอย่างมั่นคงในทุกช่วงเวลาของชีวิต"
การได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งความสำเร็จของแบรนด์ แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวัตสันในการเป็นมากกว่าร้านเพื่อสุขภาพและความงาม ด้วยการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า ผ่านบริการกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ พร้อมยกระดับสินค้า บริการ และประสบการณ์การชอปปิงให้ทันกับทุกความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ควบคู่กับการส่งมอบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกช่วงของชีวิต พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาด Health & Beauty Retail ของประเทศไทยในระยะยาว

*รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ถือเป็นรางวัลที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 เพื่อมอบให้กับ แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย จากการสำรวจความนิยมของแบรนด์ในหมวดสินค้าทั่วไป 103 ผลิตภัณฑ์ และสินค้ากลุ่มเฉพาะ 20 ผลิตภัณฑ์ ทั่วประเทศ ซึ่งผ่านกระบวนการวิจัยที่น่าเชื่อถือขั้นสูงและครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 6,500 ตัวอย่าง
เกี่ยวกับ วัตสัน ประเทศไทย
วัตสัน ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2539 วัตสันนำเสนอประสบการณ์ชอปปิ้งแบบไร้รอยต่อด้วยจำนวนสาขามากกว่า 750 สาขาทั่วประเทศ และวัตสัน ออนไลน์ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครบครันให้แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยวัตสันมีความมุ่งมั่นต่อเนื่องที่จะส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มราคา รวมไปถึงการให้บริการแก่ลูกค้าทุกคนด้วยความใส่ใจ และมีมาตรฐาน รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ LOOK GOOD, DO GOOD, FEEL GREAT
Wise Plus Grow ชี้มาตรฐานการผลิตคือหัวใจของแบรนด์
แนะเลือกโรงงานผลิตจากมาตรฐานและศักยภาพ มากกว่าต้นทุน

กรุงเทพฯ – ตลาดเครื่องสำอางและสกินแคร์ของไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การสร้างแบรนด์หรือทำการตลาด แต่เริ่มตั้งแต่การเลือกโรงงานผู้ผลิต เพราะคุณภาพของสินค้า ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และโอกาสในการเติบโตในอนาคต ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากกระบวนการผลิต
ดร.วราวุฒิ เรืองบุตร กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) บริษัท ไวส์ พลัส โกรว์ จำกัด (Wise Plus Grow Co., Ltd.) กล่าวว่า "การแข่งขันของตลาดเครื่องสำอางวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครผลิตได้ถูกกว่า แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น การเลือกโรงงานผลิตจึงเป็นการลงทุนระยะยาว เพราะโรงงานที่มีมาตรฐานและมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้เจ้าของแบรนด์ลดความเสี่ยง สร้างความแตกต่าง และเติบโตได้อย่างมั่นคง"
ดร.วราวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังใช้ "ราคา" เป็นเกณฑ์หลักในการเลือกโรงงาน ทั้งที่ความพร้อมของโรงงานมีผลต่อคุณภาพของสินค้าในระยะยาว โรงงานจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับจ้างผลิต แต่เป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาแบรนด์ ตั้งแต่การคิดค้นสูตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการนำสินค้าออกสู่ตลาด หากเลือกโรงงานที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาด้านคุณภาพสินค้า กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และเพิ่มต้นทุนในการแก้ไขปัญหาในภายหลัง”

สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรก คือมาตรฐานการผลิต GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมกระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการบรรจุและจัดเก็บผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ขณะที่การได้รับการรับรอง ISO 22716:2007 และ ISO 9001:2015 ยังช่วยยืนยันว่าระบบการผลิตมีมาตรฐาน สามารถควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน
อีกองค์ประกอบที่มีบทบาทไม่แพ้กันคือทีม Research & Development (R&D) ซึ่งทำหน้าที่ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสูตร การคัดเลือกสารสกัด การติดตามเทรนด์ของตลาด ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกระแส Clean Beauty, Vegan และ Cruelty-Free ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ การเลือกโรงงานที่ให้บริการแบบ One Stop Service จะช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงาน ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการจดแจ้งผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้สามารถนำสินค้าออกสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น
ปัจจุบัน Wise Plus Grow ให้บริการรับผลิตเครื่องสำอางและสกินแคร์แบบครบวงจร ทั้งในรูปแบบ OEM, ODM และ OBM ครอบคลุมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และเครื่องสำอาง พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาตั้งแต่การพัฒนาสูตร การคัดเลือกส่วนผสม ไปจนถึงการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ รองรับทั้งการผลิตแบบ Small Batch สำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจ และการผลิตในระดับอุตสาหกรรมสำหรับแบรนด์ที่ต้องการขยายกำลังการผลิต
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 10 ปี Wise Plus Grow ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP, ISO 22716:2007, ISO 9001:2015 และ Green Industry จากกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงให้บริการด้านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการนำสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
ดร.วราวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการวางรากฐานที่ดีตั้งแต่กระบวนการผลิต การเลือกโรงงานที่มีมาตรฐาน มีทีมวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง และสามารถสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างครบวงจร จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยง เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และสร้างโอกาสในการแข่งขันได้ในระยะยาว