
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
ห้างเซ็นทรัล–โรบินสัน เดินหน้าสู่ Green Retail
ขับเคลื่อน “5 มิชชั่นรักษ์โลก” สร้างผลกระทบเชิงบวกจากพื้นที่ค้าปลีก สู่ชุมชน ผืนป่า ท้องทะเล และพลังงานสะอาดทั่วประเทศ
ล่าสุด ขยาย Solar Rooftop ครอบคลุม 21 สาขาทั่วประเทศ ผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดราว 14 ล้านหน่วยต่อปี
ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 7,000 ตันต่อปี พร้อมติดตั้ง ณ ห้างเซ็นทรัลชิดลมแล้วเสร็จ 100%

กรุงเทพฯ – เมื่อความยั่งยืนไม่ใช่เพียงกิจกรรมเพื่อสังคม แต่คือหนึ่งในแนวทางสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล และห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ในเครือเซ็นทรัล รีเทล เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาทของธุรกิจรีเทลในการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเชื่อมโยงพลังของ ธุรกิจ ลูกค้า พันธมิตร ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวทาง ESG (Environmental, Social and Governance) และเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันนำความยั่งยืนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน ตั้งแต่การลดขยะและพลาสติก การสนับสนุนสินค้าและชุมชนที่เติบโตอย่างยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูระบบนิเวศ ไปจนถึงการเปลี่ยนพื้นที่รีเทลให้สามารถผลิตและใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น ทั้งหมดถูกขับเคลื่อนภายใต้ “5 มิชชั่นรักษ์โลก” ซึ่งสะท้อนแนวคิดสำคัญว่า พลังของธุรกิจรีเทลสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ไกลกว่าพื้นที่ภายในห้าง และสามารถมีส่วนร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระดับที่กว้างขึ้น
5 มิชชั่นรักษ์โลก จากเป้าหมายสู่การลงมือทำ
ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันเดินหน้าการดำเนินงานด้านความยั่งยืนผ่าน 5 แกนสำคัญ ได้แก่
ดำเนินโครงการ Say No To Plastic Bags อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2562 ด้วยการงดแจกถุงพลาสติกในทุกสาขาทั่วประเทศ พร้อมส่งเสริมการใช้วัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในห้างฯ เพื่อช่วยลดการเกิดขยะตั้งแต่ต้นทาง
ใช้ศักยภาพของห้างสรรพสินค้าในฐานะช่องทางเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับผู้บริโภค เปิดพื้นที่ให้ Good Goods ซึ่งรวบรวมและพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาและฝีมือของชุมชนไทย เข้ามาจำหน่ายภายในห้างเซ็นทรัล เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่กว้างขึ้น และสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง แนวทางดังกล่าวสะท้อนบทบาทของห้างเซ็นทรัลที่ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จำหน่ายสินค้า แต่ใช้เครือข่ายค้าปลีก ฐานลูกค้า และศักยภาพด้านการตลาด ช่วยยกระดับสินค้าชุมชนให้สามารถแข่งขันในตลาดสมัยใหม่ สร้างมูลค่าเพิ่มจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และเปลี่ยนพื้นที่ค้าปลีกให้เป็นอีกหนึ่งกลไกในการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน
ร่วมกับ กรมป่าไม้ ดำเนินโครงการ “ภาคีสนับสนุนป่าชุมชนลดโลกร้อน” ณ ป่าชุมชนบ้านแม่กัวะ จังหวัดลำปาง ครอบคลุมทั้งการปลูก ฟื้นฟู และบำรุงรักษาผืนป่า พร้อมส่งเสริมให้พื้นที่ป่าเป็นแหล่งธนาคารอาหารของชุมชน เพื่อสร้างประโยชน์ทั้งต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืน การดำเนินงานดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับเป้าหมายของเซ็นทรัล กรุ๊ป ในการเพิ่มพื้นที่สีเขียว 50,000 ไร่ทั่วประเทศภายในปี 2573
เดินหน้าดูแลระบบนิเวศทางทะเลผ่านโครงการ Reef Revival 2569 ภายใต้ Central Tham ด้วยแนวทาง Research – Restoration – Education โครงการครอบคลุมตั้งแต่การสำรวจและติดตามข้อมูล การพัฒนาโครงสร้างที่เอื้อต่อการเกาะและฟื้นตัวของปะการังตามธรรมชาติ ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้และการมีส่วนร่วมในการดูแลท้องทะเล โดยเริ่มพื้นที่นำร่องที่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเกาะมันใน จังหวัดระยอง พร้อมทดลองโครงสร้างปะการังเทียมจากวัสดุที่แตกต่างกัน ทั้งส่วนผสมปูนทั่วไป และส่วนผสมจากไบโอชาร์และเปลือกหอยบด เพื่อศึกษาและต่อยอดองค์ความรู้ด้านการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลในอนาคต
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ คือการนำพื้นที่ของห้างมาเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด ผ่านการติดตั้ง Solar Rooftop ตั้งแต่เริ่มดำเนินการในปี 2565 จนถึงปี 2569 ระบบ Solar Rooftop ของห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันครอบคลุมแล้ว 21 สาขาทั่วประเทศ โดย 15 สาขาดำเนินการร่วมกับ CHOW Energy และอีก 6 สาขาดำเนินการร่วมกับพันธมิตรอีกหนึ่งราย และในสาขาที่มีศักยภาพในการติดตั้ง ปัจจุบันสามารถดำเนินการได้ครบ 100% เมื่อรวมทุกโครงการ ระบบ Solar Rooftop สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ได้ประมาณ 14 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นประมาณ 7.1% ของการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด พร้อมช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 6,998.6 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 777,622 ต้นต่อปี ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการนำพลังงานสะอาดมาใช้ไม่ใช่เพียงแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม แต่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้จริงจากการดำเนินธุรกิจ
หนึ่งในโครงการสำคัญล่าสุดคือ Solar Rooftop ณ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม ซึ่งติดตั้งแล้วเสร็จ 100% ด้วยขนาดโครงการประมาณ 665 กิโลวัตต์ สะท้อนการนำแนวคิด Sustainability มาผสานเข้ากับการพัฒนา Flagship Store และการบริหารจัดการพื้นที่รีเทลแห่งอนาคต นอกจากการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แล้ว ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันยังเดินหน้าลดการใช้พลังงานภายในอาคาร ผ่านการยกระดับระบบแสงสว่าง รวมถึงการนำเทคโนโลยี Smart AI Chiller มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบปรับอากาศ เพื่อให้การบริหารจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

จาก Green Retail สู่ Sustainable Retail Ecosystem
การดำเนินงานทั้งหมดเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายใหญ่ในการร่วมขับเคลื่อนเซ็นทรัล รีเทล ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 30% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593
ณัฐธีรา บุญศรี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ กล่าวว่า “เราเชื่อว่าศักยภาพของธุรกิจ รีเทลไม่ได้อยู่เพียงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า แต่ยังสามารถเป็นพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ สำหรับห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสัน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่กิจกรรมที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว แต่คือแนวคิดที่เรานำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่สิ่งที่เกิดขึ้นภายในสาขา ไปจนถึงชุมชน ผืนป่า ท้องทะเล และการใช้พลังงานของเรา เป้าหมายของเราคือการใช้ Scale และศักยภาพของธุรกิจรีเทล เชื่อมโยงทุกภาคส่วนให้สามารถร่วมกันสร้างผลลัพธ์ที่วัดผลได้ และสร้างคุณค่าที่สามารถส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน”
จาก Say No To Plastic Bags ในทุกสาขา การสนับสนุนชุมชนและผลิตภัณฑ์อย่างยั่งยืน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูผืนป่า การดูแล Biodiversity ใต้ท้องทะเล ไปจนถึงการเปลี่ยนหลังคาห้างให้กลายเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาด ห้างเซ็นทรัลและห้างโรบินสันจึงกำลังขยายบทบาทจาก “พื้นที่ค้าปลีก” สู่ “พื้นที่แห่งการลงมือทำ” และเดินหน้าสร้าง Sustainable Retail Ecosystem ที่ทำให้การเติบโตของธุรกิจสามารถเติบโตไปพร้อมกับชุมชน สังคม และโลกได้อย่างแท้จริง
เกี่ยวกับเซ็นทรัล รีเทล
บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “เซ็นทรัล รีเทล”) เป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกรวมทั้งธุรกิจค้าส่งสินค้าหลากหลายประเภท ผ่านรูปแบบและช่องทางที่หลากหลาย (Multi-Format, Multi-Category Omnichannel Retail and Wholesale Platform) ในประเทศไทย และ ประเทศเวียดนาม บริษัทฯ มีเครือข่ายร้านค้าภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งทั้งหมด 3,834 ร้านค้า (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569) อาทิ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายสินค้าเฉพาะทาง ศูนย์ค้าส่งวัตถุดิบอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต ไฮเปอร์มาร์เก็ต พลาซ่า และการจำหน่ายสินค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Omnichannel โดยธุรกิจของเซ็นทรัล รีเทล ครอบคลุมทั้งหมด 4 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ (1) กลุ่มฟู้ด มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าอุปโภค-บริโภค วัตถุดิบอาหาร รวมถึงสินค้าและบริการด้านสุขภาพคนและสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ค้าปลีกและค้าส่งต่าง ๆ เช่น ท็อปส์ ท็อปส์ ฟู้ด ฮอลล์ ท็อปส์ ไฟน์ ฟู้ด ท็อปส์ เดลี่ ท็อปส์ แคร์ และโก โฮลเซลล์ ในประเทศไทย ส่วนประเทศเวียดนาม ได้แก่ โก ไฮเปอร์มาร์เก็ต (บิ๊กซี / GO!) ท็อปส์ มาร์เก็ต มินิ โก (go!) และ ลานชี มาร์ท (2) กลุ่มฮาร์ดไลน์ มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าตกแต่งและปรับปรุงบ้าน สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องเขียนและอุปกรณ์สำนักงาน หนังสือ และ e-Book ภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ไทวัสดุ ไทวัสดุ x บีเอ็นบี โฮม ออโต้วัน เพาเวอร์บาย ออฟฟิศเมท บีทูเอส และเมพ (3) กลุ่มแฟชั่น มุ่งเน้นการจำหน่ายสินค้าเครื่องแต่งกาย และเครื่องประดับภายใต้แบรนด์ค้าปลีกต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต และ เซ็นทรัล มาร์เก็ตติ้ง กรุ๊ป และ (4) กลุ่มพร็อพเพอร์ตี้ มุ่งเน้นการให้เช่าพื้นที่สำหรับร้านค้าของกลุ่มบริษัทฯ และร้านค้าและบริการของบุคคลภายนอก เช่น โรบินสันไลฟ์สไตล์ ท็อปส์ พลาซ่า และ บิ๊กซี / GO! เวียดนาม โดย ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 เซ็นทรัล รีเทล ดำเนินธุรกิจใน 2 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ทั้งหมด 63 จังหวัด และ ประเทศเวียดนามทั้งหมด 26 จังหวัด
BGC เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวต่อเนื่อง กำไรเติบโตแข็งแกร่ง
พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่าน BCM เสริมศักยภาพการเติบโตระยะยาว

บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในกลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส (BG) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนทิศทางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการปรับสมดุลกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สถานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมี นายวิศาล ลออเสถียรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และนางสาวศิริกุล มังกรกนก รักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ร่วมให้ข้อมูลทางกลยุทธ์และทิศทางของธุรกิจครั้งนี้
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 3,569 ล้านบาท โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วยังคงเป็นธุรกิจหลักและมีปริมาณการขายอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้งยังคงเติบโตต่อเนื่อง และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนและฉลากสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวที่ดีจากการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่
ด้านความสามารถในการทำกำไร BGC สามารถยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นรวมขึ้นมาอยู่ที่ 16.1% สูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการผลิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 53 ล้านบาท
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ BGC ในปี 2569 คือการเข้าถือหุ้นเพิ่มเติมใน บริษัท บางกอกแคน แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (BCM) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและฝาอลูมิเนียมชั้นนำ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานและควบรวมงบการเงินของ BCM ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ BGC ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
BGC ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การเป็นผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ผ่านการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
เบอร์แทรมคว้า Prime Minister’s Export Award 2026

เบอร์แทรมโชว์ผลงานเยี่ยม รับรางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister’s Export Award 2026) สาขาแบรนด์ไทยยอดเยี่ยม (Best Thai Brand) ตอกย้ำแบรนด์คุณภาพ มาตรฐานการผลิตระดับสากล โดยกาง 4 แนวทางการบริการจัดการสู่ความสำเร็จ ทั้งการเดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศ-เสริมทัพผลิตภัณฑ์ใหม่-การดำเนินงานที่มีความรับผิดต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม-การพัฒนากระบวนการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์ พร้อมชูเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ บวกสะท้อนการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
คุณมีนา (เอี่ยมพิกุล) อัครพงศ์พิศักดิ์ รองประธานบริหาร ด้านงานกลยุทธ์การเติบโตและความยั่งยืนบริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพภายใต้แบรนด์เซียงเพียว (SIANGPURE) กล่าวว่า บริษัทได้รับรางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand โดยการได้รับรางวัลครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งได้รับในสาขา Best Thai Brand ทั้งนี้ บริษัทได้วางแนวทางการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและส่งผลให้ได้รับรางวัลดังกล่าว โดยหลัก ๆ ประกอบด้วย 4 แนวทาง ดังนี้
1.Market Expansion หรือ การขยายตลาดไปยังต่างประเทศ โดยบริษัทได้มีการขยายตลาดเพิ่มจาก 15 ประเทศจากการได้รับรางวัลในครั้งแรกมาเป็น 28 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับรางวัลในครั้งที่ 2 รวมทั้งหมดเป็น 6 ทวีปที่วางจำหน่ายยาหม่องน้ำเซียงเพียว และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ภายใต้แบรนด์เซียงเพียง ปัจจุบันบริษัทยอดขายของยาหม่องน้ำเซียงเพียว และผลิตภัณฑ์อื่นภายใต้แบรนด์เซียงเพียว โดยส่วนใหญ่จะยังอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สำหรับประเทศที่บริษัทเข้าไปขยายตลาดเพิ่มในช่วงก่อนหน้านี้ อาทิ เมียนมา ตะวันออกกลาง (คูเวต) ยุโรป (โรมาเนีย และมอลโดวา) เป็นต้น
2.การขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์เซียงเพียว ซึ่งจากเดิมที่บริษัทมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายเฉพาะยาหม่องน้ำเซียงเพียว แต่ ณ ปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ ยาหม่องเซียงเพียว ยาดมเซียงเพียว ยาปาล์ม ยาเซียงเพียว รีลีฟครีม เอชอาร์ (ครีมบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย) และอื่น ๆ
นอกจากนี้ ล่าสุด บริษัทได้เปิดตัวยาอมสมุนไพรเซียงเพียว ที่ดีต่อสุขภาพ อมง่าย ชุ่มคอ ไม่เติมน้ำตาล โดยพัฒนาจากสมุนไพรไทย ด้วยส่วนผสมจากฟ้าทะลายโจร และสมุนไพร 7 ชนิด ผสานเทคโนโลยีการผลิตมาตรฐานสากล “ยาอมสมุนไพรเซียงเพียว” ช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ และบรรเทาอาการเจ็บคอได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบที่รับประทานง่ายและพกพาสะดวก เหมาะสำหรับคนทำงานและคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสุขภาพ และมองหาตัวช่วยดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน
3.บริษัทมีแนวทางในการบริหารองค์กรที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์พิจารณ์ของคณะกรรมการ Minister’s Export Award ซึ่งได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในเรื่องของการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) รวมถึง การมีธรรมภิบาลที่ดี และการดำเนินงานที่มีความโปร่งใส

ทั้งนี้ ในด้านด้านความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Sustainability) ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้จัดทำโครงการ Bertram Green โดยเริ่มจากภายในองค์กรเป็นอันดับแรก ได้แก่ โครงการคัดแยกขยะ สำหรับขยะที่ได้รับการคัดแยกจะมีการส่งต่อให้นำกลับมาจัดทำเป็นสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ได้ เช่น ถุงผ้าและสร้อยคอ เป็นต้น โดยโครงการนี้บริษัทสามารถคัดแยกขยะภายในองค์กรได้มากกว่า 300 กิโลกรัม
นอกจากนี้ บริษัทได้มีการร่วมมือกับ K Climate ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งได้เข้ามาช่วยจัดทำในเรื่องของคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ โดยจะเริ่มจากการนับว่าในแต่ละปี หรือ แต่ละเดือน บริษัทมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากส่วนใดมากที่สุด เพื่อให้ทราบได้ว่าในหนึ่งปี บริษัทได้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกมามีปริมาณเท่าใด
ขณะเดียวกัน เพื่อให้บริษัทสามารถตั้งเป้าหมายในเรื่องคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ ยกตัวอย่างเช่น ในระยะเวลาอีก 5 ปีข้างหน้าจะลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้อีกเท่าใด หรือ ใน 6-7 ปีข้างหน้า จะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เหลือศูนย์ได้ในวันใด เป็นต้น ทั้งนี้ หากสามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายจะเป็น Milestone ที่น่าภาคภูมิใจสำหรับบริษัท อีกทั้ง ยังจะสอดรับกับนโยบายและภารกิจของบริษัทในด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการดูแลสิ่งแวดล้อม
รวมถึง บริษัทให้ความสำคัญ ใส่ใจ และดูแลพนักงานในองค์กรเป็นอย่างดี โดยมีการฝึกอบรมพนักงานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของ AI การอัพสกิล-รีสกิล พร้อมทั้ง มีการจัดเวิร์คช้อปอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้ง ยังมีสวัสดิการที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่าย และคนรุ่นใหม่ชื่นชอบ
4.การพัฒนากระบวนการผลิตและคุณภาพผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ เนื่องผลิตภัณฑ์ยาหม่อง หรือ ยาดม สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ได้บังคับให้มีมาตฐานการผลิตระดับ PIC/S GMP ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตที่มีความเข้มงวดในระดับสากล โดยได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก และมีข้อกำหนดที่ครอบคลุมและละเอียดมากกว่า GMP อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ให้ความใส่ใจ เพราะเชื่อว่าเป็นหน้าที่ที่จะต้องผลิตผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นออกมาเพื่อให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีที่สุด
ดังนี้ บริษัทจึงได้ลงทุนก่อตั้งโรงงานที่มีมาตรฐานสูงสุดระดับสากล PIC/S GMP โดยมีคลีนรูมที่มีรูปแบบเดียวกับห้องผ่าตัดในโรงพยาบาล ซึ่งมีการควบคุม ฝุ่นละออง อุณหภูมิ และเชื้อโรคในอากาศ รวมถึง มีการพัฒนากระบวนการและวิธีการผลิตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความใส่ใจ และสร้างความเชื่อมั่นได้ว่าบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มาตรฐานระดับโลก โดยปัจจุบันบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน PIC/S GMP มาตรฐานฮาลาล นอกจากนี้ ยังได้รับมาตฐาน อย. ของแต่ละประเทศที่บริษัทได้ส่งผลิตภัณฑ์เข้าไปจำหน่ายด้วยเช่นกัน
คุณมีนากล่าวต่อว่า รางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand นับเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทเป็นอย่างมาก ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าในทุกส่วนงานที่บริษัทดำเนินการเป็นสิ่งที่สำคัญทั้งหมด ทั้งในส่วนของโรงงานที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง หรือ มีโปรเจคไคเซ็น (Kaizen) ในทุกกระบวนการ รวมถึง ทีมการตลาดที่มีการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม) และผู้สูงอายุตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นส่วนสนับสนุนและส่งผลให้แบรนด์ของบริษัทชนะและได้รับรางวัลนี้
นอกจากนี้ การได้รับรางวัลในครั้งนี้ ทำให้บริษัทได้มีการแชร์กับพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศเพื่อขอบคุณเขาว่า เพราะบริษัทมีพาร์ทเนอร์ที่ดีจึงทำให้ได้รับการยอมรับในแบรนด์เซียงเพียว ขณะเดียวกัน เนื่องด้วยบริษัทมีวิสัยทัศน์ว่า “จะเป็นหนึ่งในแบรนด์ไทยที่อยู่ในเวทีโลก” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ได้มีการกำหนดมาเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงเหตุผลที่ทำให้บริษัทได้มีการขยายตลาดต่างประเทศมากยิ่ง ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงเป็นการตอกย้ำว่าบริษัทดำเนินการมาถูกทางแล้ว
พร้อมกันนี้ รางวัล Prime Minister’s Export Award 2026 สาขา Best Thai Brand จะส่งเสริมให้บริษัทสามารถไปเปิดบูธในต่างประเทศได้มากขึ้น โดยร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DIPT) นอกจากนี้ รางวัลนี้ยังช่วยการรันตีความเชื่อให้ให้แก่ลูกค้าใหม่ ๆ ที่บริษัทออกบูธ หรือ ไปติดต่อเอง โดยตอกย้ำแบรนด์ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้ว่ามีคุณภาพที่ดีและมีรางวัลมารับรอง นอกเหนือจากใบรับรองอื่น ๆ ที่บริษัทได้รับการรับรองอยู่แล้ว
สำหรับในปีหน้า บริษัทมีแผนที่จะเข้าร่วมประกวดในโครงการ Prime Minister’s Export Award อย่างแน่นอน ซึ่งในเบื้องต้นได้เล็งเข้าร่วมประกวดในสาขา Best Sustainability Brand เนื่องจาก บริษัทได้ร่วมมือกับ K Climate ธนาคารกสิกรไทย ที่ได้เข้ามาช่วยองค์กรจัดทำในเรื่องของคาร์บอน ฟุตพริ้นท์ ดังที่กล่าวไปแล้วเบื้องต้น รวมถึง โครงการ Bertram Green ที่บริษัทได้ดำเนินการมาตลอดทั้งปี
คุณมีนากล่าวต่อถึงเป้าหมายการดำเนินงานในปีนี้ว่า ปี 2569 นับเป็นปีที่ค่อนข้างยากสำหรับบริษัท เนื่องด้วยปัจจัยหลาย ๆ อย่างจากภายนอก ดังนั้นเป้าหมายของบริษัทจึงอยากจะรักษาระดับตัวเลขและอัตราการเจริญเติบโตให้อยู่ระดับเดียวกับปีที่ผ่านมา สำหรับในปี 2570 คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจจะยังไม่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีนี้ อย่างไรก็ตาม บริษัทเชื่อว่าจะมีแนวทางที่ทำให้ธุรกิจมีการเจริญเติบโตต่อไปได้ และหวังว่าจะทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยจะมีการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาเสริมทัพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้มากที่สุด
สำหรับสิ่งบริษัทอยากจะฝากถึงผู้บริโภค เนื่องด้วยภารกิจของบริษัท คือ “อยากจะมุ่งสู่สังคมที่ดีร่วมกัน” โดยบริษัทผลิตผลิตภัณฑ์และการบริการที่สามารถอิมแพ็คผู้บริโภค หรือ ทำให้ชีวิตผู้บริโภคดีขึ้น ซึ่งในมุมของเซียงเพียวอยากจะตอบโจทย์ผู้บริโภคในแง่ของการบรรเทาในทุก ๆ อาการในทุก ๆ วันของผู้บริโภค ดังนั้น บริษัทจะมุ่งคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพดี และเป็นตัวแทนของประเทศไทยให้ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดีสำหรับคนไทย หรือ ให้คนทั้งโลกได้ใช้ของดี ซึ่งจะช่วยทำให้รู้สึกสบายตัวมากยิ่งขึ้น
N Health ฉลองครบรอบ 25 ปี เดินหน้าสู่อนาคต ยกระดับบริการสุขภาพด้วยนวัตกรรมและความร่วมมือ
สร้าง Healthcare Ecosystem เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

กรุงเทพฯ –กลุ่มบริษัท N Health จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี ภายใต้แนวคิด “Dare to Dream | From One Bold Dream to Endless Possibilities เพื่อสะท้อนการเดินทางตลอด 25 ปีแห่งความมุ่งมั่นในการยกระดับบริการด้านสุขภาพ พร้อมประกาศทิศทางการเติบโตขององค์กรสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาบริการ นวัตกรรม เทคโนโลยี และความร่วมมือ เพื่อร่วมขับเคลื่อน Healthcare Ecosystem และสร้างคุณค่าให้แก่ระบบสุขภาพไทยและภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปี N Health ได้เติบโตอย่างต่อเนื่องจากผู้ให้บริการด้านห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ สู่ผู้ให้บริการด้านสุขภาพที่ครอบคลุมบริการสนับสนุนทางการแพทย์ การวินิจฉัยโรค พยาธิวิทยา จีโนมิกส์ และบริการด้านสุขภาพที่หลากหลาย โดยยึดมั่นในมาตรฐาน คุณภาพ และความเชี่ยวชาญ พร้อมสนับสนุนโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ องค์กร และพันธมิตรในระบบสาธารณสุข เพื่อยกระดับคุณภาพการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ในงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหารอาวุโส กลุ่ม 1 บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของ BDMS ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และพันธมิตรจากภาคการแพทย์ เทคโนโลยี และธุรกิจสุขภาพ เข้าร่วมแสดงความยินดีและร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาระบบสุขภาพในอนาคต
ภายในงาน นายณรงค์ฤทธิ์ กาละพุฒ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มบริษัท N Health ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และทิศทางการเติบโตขององค์กร โดยเน้นการต่อยอดศักยภาพของบริการด้านสุขภาพในทุกมิติ ผ่านการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ตอบสนองต่อความต้องการของผู้รับบริการ โรงพยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง
นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่า "ตลอด 25 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของ N Health เกิดจากความไว้วางใจของลูกค้า ความร่วมมือจากพันธมิตร และความทุ่มเทของบุคลากรทุกคน งานครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเฉลิมฉลองความสำเร็จที่ผ่านมา แต่เป็นการเดินหน้าสู่อนาคตด้วยความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการด้านสุขภาพอย่างต่อเนื่อง พร้อมนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสนับสนุนการให้บริการ และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับระบบสุขภาพและส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนแก่สังคม"
หนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของ N Health คือการพัฒนา Healthcare Ecosystem ที่เชื่อมโยงบริการด้านสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล เครือข่ายผู้เชี่ยวชาญ และความร่วมมือจากพันธมิตร เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร พร้อมต่อยอดองค์ความรู้ด้านการวินิจฉัย การแพทย์แม่นยำ และบริการด้านสุขภาพที่หลากหลาย ให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและอุตสาหกรรมสุขภาพในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ N Health ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร ทั้งในกลุ่ม BDMS องค์กรวิชาชีพ หน่วยงานด้านการแพทย์ และพันธมิตรด้านเทคโนโลยี ภายใต้แนวคิด "Partnership for Endless Possibilities" เพื่อร่วมพัฒนานวัตกรรม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างโอกาสใหม่ในการยกระดับบริการด้านสุขภาพให้ตอบโจทย์สังคมในระยะยาว
“Dare to Dream” จึงไม่ได้เป็นเพียงธีมของงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี แต่สะท้อนถึงวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมให้บุคลากรกล้าคิด กล้าสร้างสรรค์ และกล้าพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ N Health เติบโตอย่างมั่นคงตลอด 25 ปีที่ผ่านมา และพร้อมก้าวสู่อนาคตด้วยความเชื่อมั่นว่า ความร่วมมือ นวัตกรรม และการพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่อง จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างคุณค่าใหม่ให้แก่ระบบสุขภาพของประเทศไทยและภูมิภาค
ตลอดระยะเวลา 25 ปี N Health ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ความมุ่งมั่น ความทุ่มเท และความกล้าที่จะฝัน คือรากฐานสำคัญของความสำเร็จที่ยั่งยืน การก้าวเข้าสู่ปีที่ 26 N Health ยังคงมุ่งมั่นสานต่อพันธกิจในการเป็นพันธมิตรด้านสุขภาพที่ได้รับความไว้วางใจ พร้อมยกระดับบริการในทุกมิติ ผ่านการผสานองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบสุขภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้คนในทุกช่วงวัยต่อไป
# # # #
Vitafoods Asia 2026 เตรียมจัดงานใหญ่ 2-4 กันยายนนี้!!
อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เตรียมจัดงาน Vitafoods Asia 2026 ภายใต้แนวคิด “Nutraceuticals Trends Across Generations” สะท้อนทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมเสริมอาหารและสารสกัดเพื่อสุขภาพ ที่มุ่งตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกช่วงวัย ด้วยงานวิจัย และเชื่อมเครือข่ายทั่วโลก ด้วยงานแสดงสินค้า เทคโนโลยี และนวัตกรรมส่วนผสมสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพอันดับหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยระดมบริษัทในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่กว่า 600 บริษัท จาก 40 ประเทศ ยกทัพไฮไลต์ใหม่ “Australia Pavilion – Pet Nutraceutical Showcase – Thailand Health Product Awards” และโอกาสทางธุรกิจใหม่
ระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ที่ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ผลวิเคราะห์จากสำนักวิจัยชั้นนำอย่าง Grand View Research และ Fortune Business Insights คาดการณ์มูลค่าตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโลกจะทะลุ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ.2033 – 2034 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) สูงถึง 7.7 – 10.58% โดยมีภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อน ด้วยส่วนแบ่งตลาดเกือบ 40% ของมูลค่ารวมทั่วโลก ผลักดันด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านเข้าสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการรับมือกับสังคมผู้สูงวัย
คุณรุ้งเพชร ชิตานุวัตร์ ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการ – ภูมิภาคอาเซียน อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ เปิดเผยว่า สำหรับประเทศไทย ตลาดโภชนเภสัชและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเติบโตอย่างโดดเด่นด้วย CAGR 9.5% และคาดว่าจะขยับขึ้นแตะ 1.29 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี ค.ศ.2033 เนื่องจากไทยมีความพร้อมตั้งแต่ห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ การสนับสนุนจากภาครัฐผ่านแผนปฏิบัติการด้านสมุนไพรแห่งชาติ ตลอดจนฐานการผลิต OEM/ODM ที่ได้มาตรฐานสากลระดับเดียวกับโรงงานยา ทำให้ไทยก้าวขึ้นเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการผลิตและส่งออกของภูมิภาคอาเซียน
การเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละช่วงวัยยังสร้างโอกาสใหม่ให้กับตลาด โดยกลุ่ม Gen Z และ Millennials เน้นการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพลำไส้ สุขภาพจิต และรูปแบบการทานที่สะดวก เช่น กัมมี่ ขณะที่ Gen X และ Baby Boomers ขับเคลื่อนมูลค่าตลาดในกลุ่มชะลอวัย สุขภาพข้อต่อ สมอง และการป้องกันโรคเรื้อรัง ความหลากหลายนี้ส่งผลให้ความต้องการนวัตกรรมวัตถุดิบสกัดเฉพาะบุคคล (Personalized Nutrition) ทวีความสำคัญขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
งาน Vitafoods Asia 2026 จึงเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าเทคโนโลยีและนวัตกรรมสารสกัดและวัตถุดิบเพื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน สารสกัดจากสมุนไพร ผลิตภัณฑ์ทางโภชนาการ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในอุตสาหกรรมทั้งห่วงโซ่ เช่น ผู้ผลิต OEM และ ODM ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ งานนี้ยังเป็นเวทีสำคัญทางธุรกิจของผู้ผลิต นักวิจัย ผู้ค้าปลีก ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร ยา เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ รวมถึงภาครัฐและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้เข้ามาร่วมมือและร่วมกันผลักดัน เพื่อ
ปลดล็อกอุตสาหกรรม ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตและคว้าส่วนแบ่งตลาดได้ในเวทีโลก

ด้าน ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต คณะกรรมการอำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) และกรรมการบริหารศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ กล่าวในมิติต้นน้ำว่า สอวช. มุ่งมั่นวางนโยบายเชิงรุกเพื่อเปลี่ยนผ่านวัตถุดิบท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การจะทำให้สารสกัดไทยได้รับการยอมรับในตลาดโลก เราจำเป็นต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะนาโนเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ความคงตัว และความปลอดภัย ซึ่งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติพร้อมสนับสนุนทั้งด้านห้องปฏิบัติการมาตรฐานและการถ่ายทอดองค์ความรู้ ควบคู่ไปกับการเชื่อมโยงทุนวิจัย เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก
ขณะที่ ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย. ยุคใหม่ ได้ปรับบทบาทจากผู้ควบคุมกฎมาเป็นผู้ส่งเสริมขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพอย่างเต็มตัว เราได้ปฏิรูปกลไกทางกฎหมายและปรับเกณฑ์การขึ้นทะเบียนสารสกัดไทยให้มีความยืดหยุ่นและรวดเร็ว เอื้อต่อนวัตกรรมใหม่ ๆ แต่ยังคงไว้ ซึ่งมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด นอกจากนี้ อย. ยังพร้อมให้คำปรึกษาแก่ผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำ เพื่อสร้างระบบนิเวศสารสกัดไทยที่ปลอดภัย ปราศจากการปนเปื้อน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าในเครือข่ายระดับโลก
ด้าน คุณสินิทธ์นุช ลีพัฒนะพันธ์ เลขาธิการกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและคลัสเตอร์อุตสาหกรรมสุขภาพและความงามฯ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างภาครัฐเอกชน ในการจัดงานคือการต่อภาพจิ๊กซอว์ที่สมบูรณ์ของระบบนิเวศอุตสาหกรรม การที่ภาครัฐนำนาโนเทคโนโลยีมาพิสูจน์ประสิทธิภาพงานวิจัย ผนวกกับการการันตีจาก อย. ถือเป็นใบเบิกทางชั้นเลิศที่ทำให้สารสกัดไทยยกระดับเป็น ‘Global Ingredient’ ได้อย่างแท้จริง ภาคเอกชนมีความพร้อมอย่างยิ่งที่จะรับไม้ต่อเพื่อแปรเปลี่ยนงานวิจัยเหล่านี้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ขายได้จริงในเชิงพาณิชย์ ซึ่งการลดขั้นตอนทางกฎหมายของ อย. จะช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งสินค้าออกสู่ตลาด (Time-to-Market) และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสุขภาพได้อย่างมั่นคง
สำหรับไฮไลต์สำคัญของงานในปีนี้ ได้แก่
Australia Pavilion : การเปิดตัวพาวิลเลียนใหม่จากประเทศออสเตรเลีย นำเสนอนวัตกรรมส่วนผสมคุณภาพสูง พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจับคู่คู่ค้าในระดับสากล
Pet Nutraceutical Showcase: โซนใหม่ล่าสุดที่รวบรวมนวัตกรรมผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ส่วนผสม และโซลูชันสุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง เพื่อรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาด Pet Humanization และ Pet Nutraceuticals
Thailand Health Product Awards เวทีประกวดนวัตกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำเร็จรูปของไทย พื้นที่ปล่อยของสำหรับผู้ประกอบการและนักวิจัยไทย ในการแสดงศักยภาพการแปรรูปสารสกัดท้องถิ่นและยกระดับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไทยสู่มาตรฐานสากล
ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ฝันอยากมีแบรนด์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นของตัวเอง งาน Vitafoods Asia 2026 คือจุดเริ่มต้นที่ครบที่สุด เพราะรวมโรงงานผู้ผลิต OEM/ODM มาตรฐานสากล ผู้เชี่ยวชาญด้านสารสกัดและวัตถุดิบ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐที่พร้อมให้คำปรึกษาด้านการขึ้นทะเบียน ไว้ในงานเดียว ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากไอเดียหรือมีสูตรผลิตภัณฑ์อยู่แล้ว ก็สามารถหาพันธมิตรเพื่อผลิตและวางขายได้จริง เพียงมางานเดียวครบจบ
ในงาน Vitafoods Asia 2026 เตรียมจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ บนพื้นที่จัดงานกว่า 15,000 ตารางเมตร คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 16,000 คน และรวบรวมผู้จัดแสดงสินค้าชั้นนำจากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก งานจัดระหว่างวันที่ 2 – 4 กันยายน 2569 ณ ฮอลล์ 1 – 3 และ 5 – 7 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
วัตสัน ประเทศไทย คว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ต่อเนื่องปีที่ 3
ตอกย้ำแบรนด์ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคไทย

กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 23 กรกฎาคม 2569 – วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศ ตอกย้ำความแข็งแกร่งของแบรนด์ด้วยการคว้ารางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026* ในสาขา ร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ความงาม (Beauty Store) ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 สะท้อนความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วประเทศ ที่มีต่อวัตสันในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและความงามที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์อย่างครบวงจร
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา วัตสันมุ่งพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิด Customer Obsession เป็นหัวใจสำคัญ โดยมุ่งทำความเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่การคัดสรรผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงามจากแบรนด์ชั้นนำทั่วโลก การนำเสนอผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่อย่างสม่ำเสมอ ไปจนถึงการยกระดับประสบการณ์การชอปปิงผ่านระบบ O+O (Offline + Online) ที่เชื่อมต่อหน้าร้านและแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างไร้รอยต่อ เพื่อมอบความสะดวก ความคุ้มค่า และประสบการณ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ในทุกช่องทาง
นวลพรรณ ชัยนาม Managing Director วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า "การได้รับรางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในวาระครบรอบ 30 ปีของวัตสัน ประเทศไทย คือเครื่องยืนยันว่า “ความไว้วางใจ” ที่แบรนด์สั่งสมมาตลอด 3 ทศวรรษ ยังคงแข็งแกร่งและเติบโตอย่างต่อเนื่อง รางวัลนี้จึงเป็นทั้งความภาคภูมิใจของพนักงานทุกคน และแรงผลักดันให้วัตสันเติบโตเคียงข้างผู้บริโภคไทยอย่างมั่นคงในทุกช่วงเวลาของชีวิต"
การได้รับรางวัลในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงอีกหนึ่งความสำเร็จของแบรนด์ แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของวัตสันในการเป็นมากกว่าร้านเพื่อสุขภาพและความงาม ด้วยการสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า ผ่านบริการกว่า 800 สาขาทั่วประเทศ พร้อมยกระดับสินค้า บริการ และประสบการณ์การชอปปิงให้ทันกับทุกความเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค ควบคู่กับการส่งมอบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในทุกช่วงของชีวิต พร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาด Health & Beauty Retail ของประเทศไทยในระยะยาว

*รางวัล Marketeer No.1 Brand Thailand 2026 ถือเป็นรางวัลที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 เพื่อมอบให้กับ แบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของประเทศไทย จากการสำรวจความนิยมของแบรนด์ในหมวดสินค้าทั่วไป 103 ผลิตภัณฑ์ และสินค้ากลุ่มเฉพาะ 20 ผลิตภัณฑ์ ทั่วประเทศ ซึ่งผ่านกระบวนการวิจัยที่น่าเชื่อถือขั้นสูงและครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างกว่า 6,500 ตัวอย่าง
เกี่ยวกับ วัตสัน ประเทศไทย
วัตสัน ร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2539 วัตสันนำเสนอประสบการณ์ชอปปิ้งแบบไร้รอยต่อด้วยจำนวนสาขามากกว่า 750 สาขาทั่วประเทศ และวัตสัน ออนไลน์ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครบครันให้แก่ผู้บริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยวัตสันมีความมุ่งมั่นต่อเนื่องที่จะส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ คุ้มค่า คุ้มราคา รวมไปถึงการให้บริการแก่ลูกค้าทุกคนด้วยความใส่ใจ และมีมาตรฐาน รวมไปถึงความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ LOOK GOOD, DO GOOD, FEEL GREAT
Wise Plus Grow ชี้มาตรฐานการผลิตคือหัวใจของแบรนด์
แนะเลือกโรงงานผลิตจากมาตรฐานและศักยภาพ มากกว่าต้นทุน

กรุงเทพฯ – ตลาดเครื่องสำอางและสกินแคร์ของไทยยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่การสร้างแบรนด์หรือทำการตลาด แต่เริ่มตั้งแต่การเลือกโรงงานผู้ผลิต เพราะคุณภาพของสินค้า ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และโอกาสในการเติบโตในอนาคต ล้วนมีจุดเริ่มต้นจากกระบวนการผลิต
ดร.วราวุฒิ เรืองบุตร กรรมการผู้จัดการ (Managing Director) บริษัท ไวส์ พลัส โกรว์ จำกัด (Wise Plus Grow Co., Ltd.) กล่าวว่า "การแข่งขันของตลาดเครื่องสำอางวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ใครผลิตได้ถูกกว่า แต่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือของแบรนด์มากขึ้น การเลือกโรงงานผลิตจึงเป็นการลงทุนระยะยาว เพราะโรงงานที่มีมาตรฐานและมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จะช่วยให้เจ้าของแบรนด์ลดความเสี่ยง สร้างความแตกต่าง และเติบโตได้อย่างมั่นคง"
ดร.วราวุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังใช้ "ราคา" เป็นเกณฑ์หลักในการเลือกโรงงาน ทั้งที่ความพร้อมของโรงงานมีผลต่อคุณภาพของสินค้าในระยะยาว โรงงานจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงรับจ้างผลิต แต่เป็นพันธมิตรที่ร่วมพัฒนาแบรนด์ ตั้งแต่การคิดค้นสูตร การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการนำสินค้าออกสู่ตลาด หากเลือกโรงงานที่ไม่มีศักยภาพเพียงพอ อาจนำไปสู่ปัญหาด้านคุณภาพสินค้า กระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และเพิ่มต้นทุนในการแก้ไขปัญหาในภายหลัง”

สิ่งที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรก คือมาตรฐานการผลิต GMP (Good Manufacturing Practice) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การควบคุมกระบวนการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ ไปจนถึงการบรรจุและจัดเก็บผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้ามีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค ขณะที่การได้รับการรับรอง ISO 22716:2007 และ ISO 9001:2015 ยังช่วยยืนยันว่าระบบการผลิตมีมาตรฐาน สามารถควบคุมคุณภาพและตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน
อีกองค์ประกอบที่มีบทบาทไม่แพ้กันคือทีม Research & Development (R&D) ซึ่งทำหน้าที่ตั้งแต่การวิจัยและพัฒนาสูตร การคัดเลือกสารสกัด การติดตามเทรนด์ของตลาด ไปจนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคในแต่ละกลุ่ม โดยเฉพาะกระแส Clean Beauty, Vegan และ Cruelty-Free ที่กำลังได้รับความนิยมทั่วโลก
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการสร้างแบรนด์ การเลือกโรงงานที่ให้บริการแบบ One Stop Service จะช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงาน ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการจดแจ้งผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทำให้สามารถนำสินค้าออกสู่ตลาดได้รวดเร็วขึ้น
ปัจจุบัน Wise Plus Grow ให้บริการรับผลิตเครื่องสำอางและสกินแคร์แบบครบวงจร ทั้งในรูปแบบ OEM, ODM และ OBM ครอบคลุมผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เวชสำอาง ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม ผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกาย และเครื่องสำอาง พร้อมทีมผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาตั้งแต่การพัฒนาสูตร การคัดเลือกส่วนผสม ไปจนถึงการสร้างเอกลักษณ์ของแบรนด์ รองรับทั้งการผลิตแบบ Small Batch สำหรับผู้ประกอบการที่เริ่มต้นธุรกิจ และการผลิตในระดับอุตสาหกรรมสำหรับแบรนด์ที่ต้องการขยายกำลังการผลิต
ด้วยประสบการณ์มากกว่า 10 ปี Wise Plus Grow ได้รับการรับรองมาตรฐาน GMP, ISO 22716:2007, ISO 9001:2015 และ Green Industry จากกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงให้บริการด้านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์กับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการนำสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างถูกต้องและมั่นใจ
ดร.วราวุฒิ กล่าวทิ้งท้ายว่า การสร้างแบรนด์ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องเริ่มจากการวางรากฐานที่ดีตั้งแต่กระบวนการผลิต การเลือกโรงงานที่มีมาตรฐาน มีทีมวิจัยและพัฒนาที่แข็งแกร่ง และสามารถสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างครบวงจร จะช่วยให้ผู้ประกอบการลดความเสี่ยง เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และสร้างโอกาสในการแข่งขันได้ในระยะยาว
“ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย” คว้ารางวัลสถานที่ทำงานยอดเยี่ยม
2026 Great Place To Work Certification™ ปีที่ 5 ติดต่อกัน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับ Great Place to Work Certification™ เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน จากคะแนนโหวต 85% ของพนักงานในปัจจุบันที่บอกเล่าประสบการณ์การทำงานในสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยม
ทั้งนี้ Great Place To Work® เป็นองค์กรระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมในองค์กร ประสบการณ์ของพนักงาน และพฤติกรรมของผู้นำ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความเป็นผู้นำในตลาด รักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรและสร้างสรรค์นวัตกรรมได้
"การได้รับ Great Place to Work Certification™ ถือเป็นความสำเร็จที่หลายองค์กรปรารถนาอย่างยิ่ง ซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องและทุ่มเทตั้งใจต่อประสบการณ์โดยรวมของพนักงาน" ซาราห์ ลูอิส-คูลิน รองประธาน ฝ่าย Global Recognition at Great Place To Work กล่าว “การรับรองนี้เป็นการยกย่องอย่างเป็นทางการเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับจากความคิดเห็นแบบเรียลไทม์ของพนักงานที่มีต่อวัฒนธรรมองค์กรของพวกเขา จากการประสบความสำเร็จในการได้รับการยอมรับในครั้งนี้ เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย โดดเด่นในฐานะหนึ่งในบริษัทชั้นนำที่น่าทำงานด้วย โดยมอบสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ยอดเยี่ยมให้แก่พนักงาน”
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับแนวทางเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องในการสร้างแรงจูงใจ พัฒนาและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานที่ทำงานระดับโลกที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ความมุ่งมั่นนี้ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ว่า สถานที่ทำงานที่โดดเด่นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการลงทุนอย่างรอบคอบ ยั่งยืนและสม่ำเสมอ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นรากฐานสำหรับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะบุคลากรที่มีคุณภาพสูง และส่งเสริมความผูกพันในระยะยาวระหว่างพนักงานและองค์กรอีกด้วย
วัฒนธรรมองค์กรของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค หล่อหลอมด้วยคุณค่าของแนวคิด IMPACT ประกอบด้วย การยอมรับความแตกต่าง (Inclusion) ความเชี่ยวชาญ (Mastery) เป้าหมายที่ชัดเจน (Purpose) การลงมือทำ (Action) ความต้องการเรียนรู้ (Curiosity) และการทำงานเป็นทีม (Teamwork) ซึ่งเป็นหลักการสำหรับกิจกรรมและทิศทางการพัฒนาครอบคลุมทั้งองค์กร
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว สะท้อนถึงการวางตำแหน่งขององค์กรในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยีจัดการพลังงาน (Energy Tech Partner) โดยมีความมุ่งมั่นเด่นชัดในเรื่อง นโยบายสวัสดิการที่ครอบคลุมและเป้าหมายการจ้างงานที่สมดุลทางเพศเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมในทุกการดำเนินงาน ในขณะเดียวกัน ยังคงเร่งขับเคลื่อนโครงการยกระดับทักษะดิจิทัล (Digital Upskilling) โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI เป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถติดตามข้อมูลความรู้อย่างต่อเนื่อง และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภูมิทัศน์ด้านพลังงานและเทคโนโลยี
“ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเชื่อว่าการทรานส์ฟอร์มจะยั่งยืนอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อถูกขับเคลื่อนด้วยผู้คน นั่นคือเหตุผลที่เราลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาคน ไม่เพียงแต่ในด้านความสามารถทางดิจิทัลและเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเติบโตมีส่วนร่วมและก้าวหน้าได้ การได้รับการยอมรับให้เป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยมเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างพนักงานที่พร้อมจะนำอนาคตของการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและดิจิทัล” วุฒยา วงษ์สวรรค์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ประเทศไทย ลาว และเมียนมา กล่าว
เกี่ยวกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค
เราคือพันธมิตรด้านเทคโนโลยีพลังงานของคุณ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน สร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืนด้วยการนำระบบไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ และระบบดิจิทัลปรับใช้ในอุตสาหกรรม ธุรกิจ และที่อยู่อาศัย เทคโนโลยีของเราช่วยให้อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายไฟฟ้าทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นและยั่งยืน กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย อุปกรณ์อัจฉริยะ สถาปัตยกรรมที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI บริการระบบดิจิทัลและการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีพนักงาน 160,000 คน และมีพันธมิตรคู่ค้ามากกว่า 1 ล้านราย ครอบคลุมกว่า 100 ประเทศ และได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง www.se.com/th
เกี่ยวกับ Great Place to Work Certification™
การได้ใบรับรอง Great Place To Work Certification™ เป็นการยอมรับในฐานะ "องค์กรที่พนักงานเลือก" (employer-of-choice) ที่ชัดเจนที่สุดซึ่งบริษัทต่างๆ ปรารถนาที่จะบรรลุ ซึ่งเป็นเกียรติประวัติเดียวที่อ้างอิงตามสิ่งที่พนักงานรายงานเกี่ยวกับประสบการณ์ในสถานที่ทำงานของพวกเขาโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสม่ำเสมอที่พวกเขาได้รับประสบการณ์ในสถานที่ทำงานที่มีความไว้วางใจสูง การรับรองจาก Great Place To Work® เป็นที่ยอมรับทั่วโลกทั้งจากพนักงานและนายจ้าง และเป็นมาตรฐานระดับโลกในการระบุและยกย่องประสบการณ์ของพนักงานที่โดดเด่น ในแต่ละปี มีบริษัทมากกว่า 10,000 แห่งใน 60 ประเทศทั่วโลกที่สมัครเข้ารับการรับรอง Great Place to Work Certification™
เกี่ยวกับ Great Place To Work®
ในฐานะองค์กรระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมในสถานที่ทำงาน Great Place To Work® ได้นำผลงานวิจัยและข้อมูลที่ก้าวล้ำยาวนานกว่า 30 ปี มาช่วยให้ทุกสถานที่กลายเป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกคน แพลตฟอร์มที่เป็นกรรมสิทธิ์และโมเดล For All™ ช่วยให้บริษัทต่างๆ ประเมินประสบการณ์ของพนักงานทุกคน โดยสถานที่ทำงานที่เป็นแบบอย่างจะได้รับการรับรอง Great Place To Work Certified™ หรือได้รับการยอมรับในรายชื่อสถานที่ทำงานที่ดีที่สุด Best Workplaces™ ที่หลายองค์กรปรารถนา เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ greatplacetowork.com และติดตาม Great Place To Work® ได้ทาง LinkedIn, Twitter, Facebook และ Instagram
บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้าเซ็นเตอร์ จำกัด หรือ True IDC
ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดของไทยภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกาศเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องกว่า 6 พันล้านบาท พร้อมวางศิลาฤกษ์ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 7 ในกรุงเทพมหานครตอนเหนือ
โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งมอบบริการดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานสูง รองรับความต้องการ Cloud และ AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมเสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจ AI อย่างเต็มรูปแบบ โดยโครงการนี้มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570

นายฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ True IDC เปิดเผยว่า "ปัจจุบัน Cloud และ AI เป็นกลไกและเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยข้อมูลจาก IDC ได้ระบุว่าการลงทุนด้าน AI และ GenAI ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตขึ้นถึง 5 เท่า สู่มูลค่า 11 ล้านล้านบาทในปี 2572 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 38.4% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของธุรกิจในปัจจุบันคือการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับ AI Hyperscale ที่สามารถรองรับการประมวลผลขั้นสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป้าหมายของเราคือการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานระดับโลกเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว โครงการแห่งนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีศักยภาพการประมวลผลสูง มีศูนย์กลางโครงข่ายการเชื่อมต่อขนาดใหญ่ อยู่ในย่านเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมให้องค์กรไทยและองค์กรต่างชาติสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดียิ่งขึ้น เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ารากฐานที่แข็งแกร่งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เร่งให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน"

ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ AI Hyperscale แห่งใหม่นี้ ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการทางเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างรอบด้าน โดยมีจุดเด่นสำคัญ ได้แก่
การเดินหน้าลงทุนก่อสร้างโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ AI Hyperscale แห่งที่ 7 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของ True IDC ในการยกระดับอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสนับสนุนอธิปไตยข้อมูล โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศทางเทคโนโลยีของไทย แต่ยังเป็นกำลังหลักที่จะขับเคลื่อนความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน
เกี่ยวกับ True IDC
บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด หรือ True IDC (สำนักงานใหญ่: กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย) ดำเนินงานภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์และพันธมิตรระดับโลกอย่าง GIP-BlackRock คือผู้นำการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดดเด่นด้วยบริการระดับ AI Hyperscale Data Center ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผลขั้นสูง ตลอดจนการขยายตัวของระบบคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ ด้วยประสบการณ์ในการบริหารจัดการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในย่านธุรกิจสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้การรับรองมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด True IDC จึงพร้อมตอบสนองความต้องการและยกระดับความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ธุรกิจในยุคดิจิทัล จนได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำระดับโลก และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนให้ก้าวหน้าอย่างแข็งแกร่ง
ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.trueidc.com/
แคเรียร์ พลิกประวัติศาสตร์! ส่ง “Beyond X” แอร์นวัตกรรมดีไซน์จากไม้จริง
ระดับ Masterpiece หนึ่งเดียวในโลก
บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศรายแรกของโลกสัญชาติอเมริกา ภายใต้แบรนด์ แคเรียร์ (Carrier) ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมความเย็น ฉีกทุกกฎเกณฑ์การดีไซน์เครื่องปรับอากาศนวัตกรรมใหม่ ชู 3 คอนเซปต์หลัก “Be Crafted, Be Cool, Be Care มุ่งสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นทางการ

“แคเรียร์” สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศอีกครั้ง ด้วยการจัดงานเปิดตัวแอร์ระดับ Flagship สุดพรีเมียมรุ่นล่าสุด “Carrier Beyond X” ภายใต้คอนเซปต์งาน “The Masterpiece of Air Conditioner, Value Beyond Expectations” ยกระดับเครื่องปรับอากาศให้เป็นชิ้นงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซชิ้นเอกในบ้าน ทลายทุกข้อจำกัดด้านดีไซน์ด้วยการใช้วัสดุจาก “ไม้จริง” เป็นครั้งแรก มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับซูเปอร์พรีเมียมควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
นายวรเศรษฐ์ ตันติศิริวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แคเรียร์” คือผู้คิดค้นเครื่องปรับอากาศรายแรกของโลก ตลอดระยะเวลากว่า 124 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมความเย็นเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แคเรียร์ได้สร้างปรากฏการณ์ด้าน Design & Innovation มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเปิดตัวรุ่น Color Smart แอร์ดีไซน์โค้งมนที่สามารถเปลี่ยนหน้ากากลวดลายและสีสันได้จนคว้ารางวัล Product Innovation Awards และตามมาด้วยรุ่น X Inverter Plus ที่ปฏิวัติวงการด้วยแนวคิดแอร์พรีเมียม 5 เฉดสี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค
ในปีนี้ แคเรียร์พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมความเย็นให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วย “Carrier Beyond X” เครื่องปรับอากาศรุ่น Flagship ที่ทลายทุกขีดจำกัดเดิมๆ โดยหลอมรวมเทคโนโลยีความเย็นและงานดีไซน์ชั้นเลิศเข้าด้วยกันอย่างขั้นสุด ผ่าน 3 แนวคิดหลัก (3 Be Concepts) คือ Be Crafted (ที่สุดแห่งความพิถีพิถัน) ครั้งแรกของโลกกับเครื่องปรับอากาศที่ตัวเครื่องทำจาก “ไม้จริง” โดยผ่านกระบวนการคัดสรรไม้และกรรมวิธีการผลิตอย่างประณีตในทุกขั้นตอน เสมือนชิ้นงานศิลปะล้ำค่าแบบ Custom-made ที่รังสรรค์มาเพื่อสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ครอบครอง Be Cool (ที่สุดแห่งความเย็นสบายอุ่นใจ) มอบประสบการณ์นวัตกรรมความเย็นเหนือระดับที่พร้อมดูแลและอำนวยความสะดวกสบายขั้นสูงสุดในการใช้งาน เสริมความมั่นใจยาวนานด้วยการดูแลสุด Exclusive บริการหลังการขายและรับประกันฟรีตลอด 5 ปีเต็ม

Be Care (ที่สุดแห่งความใส่ใจเพื่อโลก) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยไม้จริงที่นำมาใช้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล Certification: PEFC Woods ซึ่งเป็นไม้ที่มาจากผืนป่าปลูกหมุนเวียนอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเลือกใช้วัสดุพลาสติกรีไซเคิล และยังคงประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานในระดับสูงสุด
“แคเรียร์” พร้อมแล้วที่จะให้ทุกท่านได้สัมผัสกับนิยามใหม่ของเครื่องปรับอากาศที่เป็นมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่คือชิ้นงานมาสเตอร์พีซหนึ่งเดียวในโลกที่พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมความเย็นเพื่อความยั่งยืน กับ Carrier Beyond X แอร์นวัตกรรมดีไซน์จากไม้ มากกว่าดีไซน์ คือความใส่ใจที่เหนือกว่า”
นอกจากไฮไลท์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์พร้อมหนังโฆษณาแล้ว ภายในงานยังได้จัดช่วงพูดคุยสุดพิเศษ Panel Talks โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและเซเลบริตี้ชื่อดังจาก 3 วงการ มาร่วมสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับเทรนด์การอยู่อาศัย นวัตกรรม และความยั่งยืนในปัจจุบัน เจาะลึก 3 เทรนด์ใหญ่ ผสานนวัตกรรมและงานดีไซน์แห่งอนาคต คุณภาณุเดช วัฒนสุชาติ (ดุ๊ก) (ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ) ได้เปิดเผยถึงเทรนด์การดีไซน์ในปัจจุบันว่า กำลังมุ่งไปสู่แนวคิด “Eco-Luxury & Nature In” หรือความหรูหราจากธรรมชาติที่จับต้องได้ โดยดึงเอาสัจจะวัสดุอย่างงานไม้จากธรรมชาติมามิกซ์กับความโมเดิร์น ควบคู่ไปกับฟังก์ชันที่ปรับเปลี่ยนได้ตามชีวิตจริง และการแต่งบ้านที่เล่าตัวตนของผู้อยู่อาศัย ซึ่ง Carrier Beyond X สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีเยี่ยมด้วยดีไซน์ทรงเหลี่ยมพรีเมียมที่เข้ากับการออกแบบทุกสไตล์ได้อย่างลงตัว ทางด้าน คุณพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร (ท็อป) (นักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม) ได้แชร์มุมมองในแง่มุมของการรักษ์โลกยุคใหม่ว่า ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่คือกระบวนการคิดแบบ Circular Design (การออกแบบหมุนเวียน) ตั้งแต่ต้นทาง และเป็นการรักษ์โลกแบบไม่ทรมานตัวเอง เลือกแบรนด์ที่แคร์โลกและมีความโปร่งใส (Transparency) ซึ่งผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ของแคเรียร์นี้ ถือเป็นตัวแทนของความยั่งยืนที่แท้จริง เพราะคิดและพัฒนามาเพื่อช่วยดูแลโลกในระยะยาว ขณะที่ คุณปริญ จิวารุ่งเรือง (คุณเบ้น) นักธุรกิจผู้สร้างสรรค์ Double B Hostel และคาเฟ่ดีไซน์ระดับโลกอย่าง "Bite and Bond" (ตัวแทนมุมมองผู้บริโภคและเจ้าของกิจการ) ได้ร่วมฟันธงถึงปัจจัยในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ว่า “ดีไซน์ต้องมาก่อนเพื่อเปิดประตู และเทคโนโลยีตามมาเพื่อปิดการขาย” งานดีไซน์ที่สวยสะดุดตาจะสร้างอารมณ์ร่วมให้อยากซื้อในครั้งแรก แต่เทคโนโลยีและความสะดวกสบายที่ซ่อนอยู่ข้างหลังอย่างกลมกลืน (Seamless) จะเป็นตัวตัดสินให้ผู้บริโภคใช้ในระยะยาว ซึ่งโปรดักต์ที่ชนะใจคนยุคนี้ได้เบ็ดเสร็จ คือโปรดักต์ที่เอาเทคโนโลยีชั้นยอดมาห่อหุ้มด้วยงานดีไซน์ที่สวยงามและคุ้มค่า หลอมรวมสู่ “Carrier Beyond X” ความลงตัวที่ผู้เชี่ยวชาญเลือก แขกรับเชิญทุกท่านต่างยกให้ Carrier Beyond X เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเครื่องปรับอากาศยุคใหม่
ร่วมเปิดประสบการณ์นวัตกรรมความเย็นเหนือระดับ และสัมผัสความสุนทรีย์แห่งดีไซน์ระดับมาสเตอร์พีซชิ้นเอกที่จะเปลี่ยนบ้านคุณไปตลอดกาลกับ “Carrier Beyond X” ได้แล้ววันนี้ที่ Carrier Experience Space ณ อินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ บางนา หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง ทาง www.facebook.com/carrierthailand หรือทางเว็บไซต์ www.carrierthailand.com