
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
realme GT 2 Explorer Master Edition เปิดตัวครั้งแรกในจีน ชูดีไซน์กระเป๋าเดินทาง (Travel Trunk Design)
realme ประกาศเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ในกลุ่มมาสเตอร์ซีรีส์ครั้งแรกที่ประเทศจีนในวันนี้กับ “realme GT 2 Explorer Master Edition” ชูดีไซน์ล้ำสมัยไฮแฟชั่น พร้อมประสิทธิภาพแรงเต็มขั้นเพื่อมอบประสบการณ์ระดับเรือธงด้วยชิปเซ็ต Snapdragon® 8+ Gen 1 Mobile Platform หน่วยความจำแบบ LPDDR5X และชิปเซ็ตหน้าจอแยกรุ่น X7 ที่พัฒนาขึ้นใหม่หมด มีให้เลือก 3 สเปกความจุ ได้แก่ 8+128GB, 8+256GB และ 12+256GB เปิดราคาที่ 3499, 3799 และ 3999 หยวนตามลำดับ
แคนนอน ฉลองแชมป์ครองส่วนแบ่งตลาดกล้องดิจิทัลแบบถอดเปลี่ยนเลนส์ เป็นอันดับ 1 ทั่วโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 21
แคนนอน อิงค์ (Canon Inc.) ประกาศครองแชมป์กล้องดิจิทัลแบบถอดเปลี่ยนเลนส์ได้ (กล้อง DSLR และกล้องมิเรอร์เลส) โดยสามารถครองส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 ทั่วโลก[1] ต่อเนื่องเป็นปีที่ 21 นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 – 2566
เปิดตัว “FUJIFILM X100VI” กล้องดิจิทัลคอมแพคหนึ่งเดียวที่ดีไซน์โดดเด่น รูปลักษณ์สุดเท่ พร้อมใช้งานง่าย และถ่ายรูปสวยได้ดั่งใจ
X100VI อัดแน่นด้วยเซนเซอร์และระบบประมวลผลภาพล่าสุดจากฟูจิฟิล์ม สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วย ระบบป้องกันภาพสั่นไหวภายในตัวกล้องครั้งแรกในตระกูล X100VI
แคนนอนปล่อยกล้อง 2 รุ่นใหม่ลุยตลาดกล้องมิเรอร์เลส กับ EOS R8 และ EOS R50 พร้อมดันแคมเปญ You ‘R Creator
เอาใจคอนเทนต์ครีเอเตอร์! แคนนอนปล่อยกล้อง 2 รุ่นใหม่ลุยตลาดกล้องมิเรอร์เลส กับ EOS R8 และ EOS R50 พร้อมดันแคมเปญ You ‘R Creator ปลดล็อกสกิลการถ่ายฟุตเทจคุณภาพสูง ตอบโจทย์ทั้งมือใหม่และงานผลิตคอนเทนต์ทุกรูปแบบ พร้อมเสริมไลน์อัพเลนส์ตระกูล RF 2 รุ่นใหม่: RF 24-50mm f/4.5-6.3 IS STM และ RF-S 55-210mm f/5-7.1 IS STM
แคนนอน พร้อมก้าวสู่ยุค Premium HDR VDO Broadcasting ตอบโจทย์งานบรอดคาสต์และโปรดักชั่นมืออาชีพด้วยคุณภาพระดับฮอลลีวู้ด
แคนนอน นำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ช่างภาพทุกเซกเมนต์ พร้อม Ecosystem รูปแบบใหม่ที่ผสานคุณภาพระดับภาพยนตร์เข้ากับการถ่ายทอดสด และ Workflow ที่ช่วยให้งานบรอดคาสต์ง่ายดายและฉับไวทันต่อเหตุการณ์
แคนนอน ปล่อยกล้อง 2 รุ่นใหม่ Canon EOS R8 และ Canon EOS R50
แคนนอน ปล่อยกล้อง 2 รุ่นใหม่เอาใจนักสร้างคอนเทนต์ Canon EOS R8 กล้องมิเรอร์เลสฟูลเฟรมที่พลิกโฉมการถ่ายฟุตเทจด้วยคุณภาพระดับสูง ตอบโจทย์งานโปรดักชันทุกรูปแบบ และเอาใจเหล่า Vlogger ด้วย Canon EOS R50 กล้องมิเรอร์เลส APS-C ที่เหมาะกับทั้งครีเอเตอร์มือใหม่และมืออาชีพ พร้อมเสริมไลน์อัพเลนส์ตระกูล RF ใหม่ พร้อมกันถึง 2 รุ่น : RF24-50mm f/4.5-6.3 IS STM และ RF-S55-210mm f/5-7.1 IS STM
UHG ทุ่ม 2,550 ลบ. ผุด 4 โรงแรม The Quarter ปักหมุดย่านธุรกิจสำคัญ ตั้งเป้าเติบโต 20%
UHG หรือ เออร์เบิน ฮอสพิทาลิตี้ กรุ๊ป เดินหน้าขยายพอร์ตโรงแรมเรือธง The Quarter ในพื้นที่กรุงเทพฯ ย่านธุรกิจสำคัญ 4 โครงการ ด้วยงบลงทุน 2,550 ล้านบาท
เพื่อรองรับดีมานด์ตลาดท่องเที่ยว นำร่องด้วยโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ เอกมัยเตรียมเปิดปลายปี 2569 ขณะที่โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ พญาไท, นานา (สุขุมวิทซอย 8) และบางนา
คาดเปิดให้บริการภายในปี 2570-2571 ตามลำดับ ปีนี้ตั้งเป้าเติบโต 20%

คุณวุฒิพล ถาวรธวัช กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท UHG เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของกลุ่มมาจากโครงการมิกซ์ยูส-เซอร์วิสอพาร์ทเมนท์และสำนักงาน Evergreen Place Siam ต่อมาเมื่อสถานการณ์ของตลาดท่องเที่ยวไทยเริ่มเติบโตขึ้น บริษัทจึงเล็งเห็นโอกาสนี้และได้ปรับจากเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์มาเป็นโรงแรม ภายใต้แบรนด์ The Quarter ซึ่งปัจจุบันได้เปิดมาแล้ว 18 แห่ง รวมทั้งหมด 3,000 ห้อง ปัจจุบันเตรียมเปิดอีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 2,550 ล้านบาท
สำหรับปี 2569 นี้ UHG เตรียมเปิด 1 แห่ง คือ โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ เอกมัย จำนวน 200 ห้อง มูลค่าลงทุน 600 ล้านบาท ขณะที่โรงแรมเดอะ ควอเตอร์ พญาไท จำนวน 200 ห้อง มูลค่าลงทุน 600 ล้านบาท และโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ นานา (สุขุมวิทซอย 8) จำนวน 300 ห้อง มูลค่าลงทุน 800 ล้านบาท ทั้ง 2 โครงการอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้าง คาดจะเปิดให้บริการภายใน Q3 และ Q4 ปี 2570
นอกจากนี้ยังมีโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ บางนา จำนวน 200 ห้อง มูลค่าลงทุน 550 ล้านบาท ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ปัจจุบันเริ่มลงพื้นที่เพื่อประชาสัมพันธ์แล้ว และวางแผนเริ่มก่อสร้างช่วง Q2/2570 คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวได้ภายใน Q2/2571
สำหรับจุดเด่นของโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ ทาง UHG มีเกณฑ์ที่ตั้งเอาไว้ โดยเน้นพื้นที่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก โฟกัสที่กลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยมีคอนเซ็ปต์คือ การเดินทางที่สะดวก ราคาคุ้มค่า เข้าถึงได้ง่าย รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เสริมด้านสุขอนามัย อาทิ ระบบกรองอากาศที่สามารถกรอง PM2.5 ได้ถึง 99.99% ระบบเซ็นเซอร์เพื่อลดการสัมผัส (Touchless) เป็นต้น

คุณวุฒิพล กล่าวว่า แม้ว่าสถานการณ์สงครามที่ผ่านมาจะทำให้เที่ยวบินชะลอตัวไปช่วงหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและยุโรป แต่ปัจจุบันสถานการณ์เริ่มกลับมาเป็นปกติ ประกอบกับการเติบโตของตลาดใหม่ อาทิ ยุโรปตะวันออกและเอเชียกลาง UHG จึงยังคงเชื่อมั่นต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุง-เทพฯ เนื่องจากการมีดีมานด์ของนักเดินทางที่หลากหลาย อาทิ Medical, Wellness, Events, Conventions, Concerts เป็นต้น นอกจากนี้ กรุงเทพฯ ยังเป็นศูนย์กลางที่รองรับคนไทยจากต่างจังหวัด ที่เดินทางเข้ามาติดต่อธุรกิจและรับบริการด้านต่าง ๆ เช่น ติดต่อสถานทูต หน่วยราชการ รวมไปถึงการเดินทางผ่านสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองซึ่งเป็นศูนย์กลางการบินของประเทศ
คุณวุฒิพล กล่าวเพิ่มว่า สำหรับการขยายโรงแรมไปสู่ต่างจังหวัด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในอนาคต โดยต้องพิจารณาถึงโอกาสและความเสี่ยงควบคู่กันไป อย่างไรก็ดี ปัจจุบัน UHG ยังคงเน้นพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นหลัก เนื่องจากมีดีมานด์ตลอดทั้งปี นอกจากนี้ UHG ยังมีสำนักงานปล่อยเช่า อีก 5 แห่งที่สร้างรายได้ค่อนข้างสม่ำเสมอ ช่วยบาลานซ์ความเสี่ยงได้อย่างดีอีกด้วย
ในส่วนของขีดความสามารถในการแข่งขัน UHG มองว่าบริษัทมีความได้เปรียบในเรื่องการเป็นผู้บริหารเอง ไม่ได้จ้างเชน ทำให้มีความคล่องตัวในการดำเนินงานสูง อาทิ การปรับราคาห้องพักขึ้นลงตามสถานการณ์ได้รวดเร็ว ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการอนุมัติหลายขั้น นอกจากนี้ การเป็นเจ้าของโรงแรมหลายแห่งยังช่วยให้สามารถต่อรองต้นทุนและเกิด Economy of scale ในการบริหารจัดการบุคลากรและทรัพยากรของโรงแรมได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย
ปี 2569 นี้ UHG ตั้งเป้าเติบโตไว้ 20% โดยรายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งมาจากโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ ลาดพร้าว ที่ได้เปิดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 200 ห้อง จากเดิม 194 ห้อง ทำให้มีห้องพักรวมประมาณ 400 ห้อง และโรงแรมเดอะ ควอเตอร์ เอกมัย ที่เตรียมเปิดให้บริการภายใน Q4 ปีนี้ ประกอบกับโรงแรมในเครือที่เปิดให้บริการแล้วทั้ง 18 แห่ง สามารถทำอัตราการเข้าพักเฉลี่ยสูงถึง 90% อีกด้วย ทำให้ UHG มีสัดส่วนรายได้จากโรงแรม 70% และจากสำนักงาน 30% โดยในระยะหลัง พื้นที่กรุงเทพฯ มีสำนักงานใหม่เกิดขึ้นหลายแห่ง บริษัทจึงให้น้ำหนักการขยายธุรกิจไปทางฝั่งโรงแรมมากกว่า
สำหรับแผนการขยายธุรกิจในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า UHG คาดว่าจะเปิดโรงแรมได้ประมาณ 5-10 แห่ง แต่ทั้งนี้ยังต้องประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยปัจจุบันได้เริ่มมองหาโอกาสนอกเขต CBD เนื่องจากคู่แข่งน้อย ประกอบกับการมีดีมานด์ใหม่ ๆ อันเนื่องมาจากความสะดวกสบายของการเดินทางในปัจจุบัน อาทิ โครงข่ายรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ รวมถึงแมกเนตในพื้นที่โดยรอบ อันเป็นปัจจัยสำคัญในการขยายโครงการของ UHG ในอนาคตข้างหน้า
MT Asset รุกธุรกิจโรงแรม ปั้น Best Western Matter Tiwanon รับตลาด MICE เล็งขยายทำเล Blue Ocean
MT Asset เดินหน้าขยายพอร์ตธุรกิจสู่ตลาดโรงแรม ประเดิมเปิด “Best Western Matter Tiwanon Hotel” โรงแรมแห่งแรกของเครือ
หลังเข้าซื้อโรงแรม 13 เหรียญ รีสอร์ท ย่านติวานนท์ช่วงวิกฤติโควิด-19 ก่อนรีโนเวทและนำแบรนด์ Best Western เข้ามาใช้ในรูปแบบแฟรนไชส์
ด้วยงบลงทุนรวม 200 ล้านบาท ชูศักยภาพทำเลใกล้อิมแพ็ค เมืองทองธานี สนามบินดอนเมือง และหน่วยงานราชการ
หวังเจาะกลุ่ม Corporate และ MICE วางเป้าธุรกิจโรงแรมเติบโตไม่ต่ำกว่า 10% ในปีหน้า
พร้อมมองหาโอกาสลงทุนในทำเล Blue Ocean อย่างปทุมธานีและภูเก็ตในอนาคต

ดร.วรพจน์ กันตพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มที แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ MT Asset เปิดเผยว่า บริษัทก่อตั้งและดำเนินธุรกิจมาแล้วกว่า 40 ปี ในอดีตเราเน้นพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทหมู่บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม โฮมออฟฟิศ และอาคารพาณิชย์เพื่อขายเป็นหลัก แต่หลังปี 2540 บริษัทเริ่มปรับพอร์ตธุรกิจเพิ่มตลาดการเช่าเข้ามาเสริม ปัจจุบันฝั่งเช่าของบริษัทมีหลากหลายผลิตภัณฑ์ ทั้งอพาร์ตเมนต์ คอมมูนิตี้มอลล์ ตลาดสด และล่าสุดโรงแรมแห่งแรกของเครือคือ Best Western Matter Tiwanon Hotel โดยเป็นการเข้าซื้อโรงแรม 13 เหรียญ รีสอร์ทเก่า ย่านติวานนท์ ในช่วงวิกฤติโควิด-19 ที่ผ่านมา เพื่อมารีโนเวทใหม่
โรงแรมได้เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ (Grand Opening) ไปเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา บริษัทเลือกใช้เชน "Best Western" แบรนด์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านโรงแรมที่มีประวัติยาวนานกว่า 80 ปี มีเครือข่ายโรงแรม 3,000-4,000 แห่งทั่วโลก และมีฐานสมาชิกมากกว่า 70 ล้านคน ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน เรามอบหมายให้บริษัท PCL เข้ามาบริหารจัดการโรงแรม โดยหลังจากเปิดให้บริการก็ได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมทั้งจากกลุ่มองค์กรเอกชน และหน่วยงานภาครัฐที่มาจัดงานอีเวนต์ รวมไปถึงลูกค้ารายเดิม
ทั้งนี้ การตัดสินใจเลือกลงทุนในทำเลติวานนท์ เนื่องจากเรามองเห็นศักยภาพของพื้นที่ ที่อยู่ใกล้กับศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งมีการจัดงานอีเวนต์หลายร้อยงานต่อปี รวมถึงอยู่ใกล้สนามกอล์ฟชั้นนำและหน่วยงานราชการสำคัญในโซนศรีสมานและสรงประภา และอยู่ไม่ไกลจากสนามบินดอนเมือง โครงการนี้ใช้วงเงินลงทุนรวมที่ดิน สิ่งปลูกสร้าง และการรีโนเวทประมาณ 200 ล้านบาท มีจำนวนห้องพักรวม 68 ห้อง ซึ่งมีความเหมาะสมอย่างยิ่งในการรองรับกลุ่มเป้าหมาย โดยบริษัทประเมิน Feasibility ของโครงการไว้ประมาณ 10 ปี และคาดว่าธุรกิจโรงแรมจะเติบโตในปีหน้าไม่ต่ำกว่า 10% หรือเติบโตในระดับสองหลัก

สำหรับจุดเด่นของโครงการ ตัวอาคารเดิมซึ่งก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 2540 ได้รับการออกแบบและปรับปรุงใหม่ให้มีความเป็นสถาปัตยกรรมสไตล์ยุโรปที่มีเอกลักษณ์และคลาสสิกเหนือกาลเวลา (Timeless) มีพื้นที่จอดรถกว้างขวางทั้งชั้นบนและชั้นใต้ดิน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ทั้งห้องประชุมสัมมนา 2 ขนาด รองรับ 10-12 ท่าน และ 30 ท่าน รวมถึงฟิตเนส ร้านอาหาร และคาเฟ่ โดยไฮไลต์สำคัญอยู่ที่ขนาดห้องพักที่กว้างขวาง มีตัวเลือกห้องพักแบบ 3 เตียง และห้องพักที่มีเตียงสองชั้น (Bunk Bed) รวมถึงการจัดฟังก์ชันแยกระหว่างห้องน้ำ ห้องสุขา และอ่างอาบน้ำอย่างเป็นสัดส่วนเพื่อความสะดวกของผู้เข้าพัก
ดร.วรพจน์ กล่าวถึงแนวโน้มด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยว ทั้งกลุ่มเดินทางท่องเที่ยวด้วยตนเอง และกลุ่มการประชุมและนำเที่ยว (MICE) ซึ่งมีแรงหนุนจากการขยายสนามบินดอนเมืองเฟส 3 และสนามบินสุวรรณภูมิ แม้จะมีความท้าทายจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าในวิกฤติยังมีโอกาส จึงอยากเสนอแนะให้ภาครัฐเร่งดึงงานระดับโลก (World Event) มาจัดในประเทศไทย พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้างสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวประเภท Man-made เช่น สวนสนุกระดับโลก หรือศูนย์คอนเสิร์ตฮอลล์มาตรฐานสูงให้มากขึ้น

“สำหรับแผนการขยายธุรกิจในอนาคต บริษัทยังคงมองหาโอกาสในทำเลที่เป็น Blue Ocean เช่น ปทุมธานี และภูเก็ต ส่วนธุรกิจอื่น ๆ ในเครือ มีแผนเตรียมเปิดโครงการคอนโดมิเนียม ตลาดสด และคอมมูนิตี้มอลล์แห่งใหม่ย่านรังสิตในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้” ดร.วรพจน์กล่าว
ดร.วรพจน์ กล่าวปิดท้ายถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนรอบข้าง โดยโรงแรมมีการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์เพื่อพลังงานสะอาด ใช้ระบบเซนเซอร์ควบคุมการเปิด-ปิดไฟฟ้าในห้องพัก รวมถึงการคัดแยกขยะ และใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based) ที่ย่อยสลายได้ง่ายตามมาตรฐานของ Best Western นอกจากนี้ยังเน้นการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนผ่านการจ้างงานคนในพื้นที่ พร้อมอุดหนุนวัตถุดิบพืชผักจากเกษตรกรใกล้เคียงมาใช้ในห้องครัวของโรงแรม ตลอดจนการดำเนินกิจกรรม CSR เช่น การสนับสนุนทุนการศึกษา การปรับปรุงระบบไฟฟ้าสาธารณะ และการนำความเชี่ยวชาญด้านงานก่อสร้างไปช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะการสร้างโรงพยาบาลสนามรองรับผู้ป่วยในช่วงวิกฤติที่ผ่านมา เพื่อให้ธุรกิจและชุมชนสามารถเติบโตควบคู่กันไปได้อย่างยั่งยืน
ซีคอนสแควร์เดินหน้า “MyScape” ตามแผน พร้อมเปิดให้บริการธันวาคม 2569
ยกระดับ North Wing สู่ Retail & Lifestyle Ecosystem แห่งใหม่ของย่านศรีนครินทร์
ล่าสุดเปิดงาน “MyScape Pulse” ถ่ายทอดแนวคิดโครงการผ่านประสบการณ์จริง
ตอกย้ำความพร้อมก่อนเปิด MyScape ปลายปีนี้

ต่อเนื่องจากการประกาศความคืบหน้าการพัฒนา “MyScape” และพื้นที่ฝั่ง North Wing เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ล่าสุด ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ เดินหน้าโครงการสู่หมุดหมายถัดไป ด้วยการจัดงาน “MyScape Pulse” ระหว่างวันที่ 7–16 สิงหาคม 2569 เพื่อนำแนวคิดและตัวตนของ MyScape มาถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ที่ผู้ชมสามารถมองเห็น สัมผัส และมีส่วนร่วมได้ ก่อนที่ MyScape จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2569
MyScape เป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์แห่งใหม่กว่า 40,000 ตารางเมตร และเป็นแกนหลักของการพัฒนาพื้นที่ฝั่ง North Wing ซึ่งมีพื้นที่พัฒนาใหม่รวมกว่า 100,000 ตารางเมตร รองรับร้านค้าและบริการมากกว่า 250 ราย โดยปัจจุบันงานก่อสร้างมีความคืบหน้าแล้วกว่า 50% พร้อมเดินหน้ายกระดับพื้นที่ฝั่ง North Wing สู่ Retail & Lifestyle Ecosystem แห่งใหม่ของย่านศรีนครินทร์

ดร.จักรพล จันทวิมล ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารการตลาด บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “หลังจากที่เราได้ประกาศความคืบหน้าของ MyScape ไปแล้ว การจัดงาน “MyScape Pulse” ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทำให้แนวคิดของโครงการไม่ได้อยู่เพียงในแบบหรือข้อมูลการพัฒนา แต่ถูกนำออกมาให้ลูกค้า ผู้เช่า และพันธมิตรได้สัมผัสผ่านประสบการณ์จริง ขณะเดียวกันยังสะท้อนให้เห็นว่าโครงการกำลังเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านพื้นที่ การเตรียมร้านค้า ความร่วมมือกับพันธมิตร และประสบการณ์ที่เรากำลังเตรียมส่งมอบให้แก่ผู้ใช้บริการเมื่อเปิดให้บริการปลายปีนี้”
ภายใต้แนวคิด “Feel the Beat of the New Ecosystem” งาน “MyScape Pulse” นำความหมายของคำว่า Pulse ซึ่งเปรียบเสมือนชีพจรและการเริ่มมีชีวิต มาถ่ายทอดผ่านประสบการณ์ที่สะท้อนการเคลื่อนไหวและการเชื่อมโยงของผู้คน ความคิดสร้างสรรค์ สุขภาพ ศิลปะ อาหาร และคอมมูนิตี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดในการพัฒนา MyScape
สำหรับงานครั้งนี้ ซีคอนสแควร์ร่วมกับ DUCTSTORE the design guru ถ่ายทอดแนวคิดดังกล่าวผ่าน 4 Experimental Zones ได้แก่ The Curators, The Movers, The Connectors และ The Resetters พาผู้ชมสัมผัสจังหวะชีวิตตั้งแต่การค้นหาตัวตน การเคลื่อนไหว การเชื่อมโยงกับผู้คนและคอมมูนิตี้ ไปจนถึงการพักผ่อนและปรับสมดุล ผ่านประสบการณ์ที่เปิดให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วม ทั้ง 4 Experimental Zones จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างประสบการณ์ภายในงาน แต่ยังถ่ายทอด “จังหวะชีวิต” ในหลากหลายมิติที่สะท้อนแนวคิดของ MyScape ออกมาให้ผู้คนได้สัมผัสล่วงหน้า สอดคล้องกับการพัฒนา MyScape สู่ Lifestyle Destination ที่เชื่อมโยงผู้คน แบรนด์ และคอมมูนิตี้เข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด Retail & Lifestyle Ecosystem
ดร.จักรพลกล่าวเพิ่มเติมว่า “การพัฒนา MyScape ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะด้านการก่อสร้าง แต่ครอบคลุมถึงการเตรียมร้านค้า การทำงานร่วมกับผู้เช่าและพันธมิตร ตลอดจนกิจกรรมและประสบการณ์ที่จะเกิดขึ้นภายในพื้นที่ งาน “MyScape Pulse” จึงเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายที่สะท้อนว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ของโครงการกำลังถูกพัฒนาไปพร้อมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมสู่การเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในเดือนธันวาคม 2569”
“เรามุ่งให้ MyScape เป็นพื้นที่ที่สร้างคุณค่าใหม่แก่ผู้ใช้บริการ พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้เช่าและพันธมิตรทางธุรกิจเติบโตไปด้วยกัน และต่อยอดศักยภาพของซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ให้เป็นจุดหมายปลายทางที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนได้หลากหลายยิ่งขึ้น”
จากการประกาศความคืบหน้าของโครงการในช่วงที่ผ่านมา สู่การเปิดงาน “MyScape Pulse” Experimental Exhibition ให้ผู้คนได้สัมผัสแนวคิดของพื้นที่ในครั้งนี้ สะท้อนการพัฒนา MyScape อย่างต่อเนื่อง ก่อนเปิดให้บริการเต็มรูปแบบในเดือนธันวาคม 2569 พร้อมยกระดับ North Wing สู่ Retail & Lifestyle Ecosystem แห่งใหม่ของย่าน ศรีนครินทร์
งาน “MyScape Pulse” Experimental Exhibition เปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 7–16 สิงหาคม 2569 เวลา 12.00 -20.00 น. บริเวณชั้น 1 Creative Space, มันมัน ศรีนครินทร์ – ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ โดยไม่เสียค่าเข้าชม
SENA ลุยตลาดอินเตอร์ ยกพอร์ตคอนโดทำเลศักยภาพ
เจาะนักลงทุน–เอเจนต์ไต้หวัน ลงทุนระยะยาว

SENA Development เดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศ ร่วมงาน Taiwan International Estate Expo 2026 มหกรรมอสังหาริมทรัพย์นานาชาติครั้งสำคัญของไต้หวัน ณ กรุงไทเป ประเทศไต้หวัน โดยยกทัพพอร์ตโฟลิโอคอนโดคุณภาพหลากหลายแบรนด์และเซ็กเมนต์ เช่น โครงการ Niche Mono Bangpo, Piti Sukhumvit 101, Flexi Riverview Charoennakorn, Niche Pride Ekkamai, Cozi Srinakarin 38 นำเสนอแก่นักลงทุนและเครือข่ายเอเจนต์ชาวไต้หวัน โดยมี นางสาวธิดารัตน์ พัฒน์ทอง ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็น เอกซ์ จำกัด (มหาชน) ภายใต้กลุ่มบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ นายต่วน ซินหยี ประธานบริษัท บริษัท ยากี กรุ๊ป จำกัด (YAGE Group) พันธมิตรด้านเอเจนซี่และที่ปรึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านการลงทุน เชื่อมต่อเครือข่ายพันธมิตร และวางรากฐานความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาว
ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของกลยุทธ์ขยายตลาดต่างประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง โดย SENA เตรียมนำคอนโดหลากหลายแบรนด์และระดับราคาเข้าสู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งนักลงทุนและตัวแทนขายชาวไต้หวัน โดยมีเอเจนต์ชั้นนำ ได้แก่ YAGE Group, MyGo และ Throne Property เข้าร่วมเจรจาความร่วมมือ เชื่อมต่อเครือข่ายการขาย และหารือแนวทางการจัดสรรโควตาต่างชาติ สะท้อนความเชื่อมั่นต่อศักยภาพของโครงการและความพร้อมของ SENA ในการขยายตลาดอินเตอร์อย่างจริงจัง
นอกจากคุณภาพและความหลากหลายของโครงการแล้ว SENA ยังสร้างความแตกต่างด้วยระบบบริการหลังการขายครบวงจร ทั้ง SenX Property Management, RentNex และแอปพลิเคชัน SenProp ที่รองรับการดูแลทรัพย์สินและบริหารจัดหาผู้เช่า ช่วยเพิ่มความสะดวกและลดความกังวลให้แก่นักลงทุนต่างชาติ ด้วยความพร้อมดังกล่าว SENA จึงไม่ได้มุ่งเป็นเพียง “ผู้ขายคอนโด” แต่ก้าวสู่บทบาท Smart Investment Partner ที่พร้อมดูแลนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่การเลือกโครงการ การตัดสินใจลงทุน ไปจนถึงการบริหารทรัพย์สินและสร้างผลตอบแทนในระยะยาว