
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
BGC เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ฟื้นตัวต่อเนื่อง กำไรเติบโตแข็งแกร่ง
พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจผ่าน BCM เสริมศักยภาพการเติบโตระยะยาว

บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผู้นำธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในกลุ่มบริษัทบางกอกกล๊าส (BG) เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 สะท้อนทิศทางการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการบริหารจัดการต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการปรับสมดุลกำลังการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สถานะทางการเงินมีความแข็งแกร่งมากขึ้น โดยมี นายวิศาล ลออเสถียรกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์องค์กร และนางสาวศิริกุล มังกรกนก รักษาการประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน ร่วมให้ข้อมูลทางกลยุทธ์และทิศทางของธุรกิจครั้งนี้
ในไตรมาส 1/2569 บริษัทมีรายได้รวม 3,569 ล้านบาท โดยธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วยังคงเป็นธุรกิจหลักและมีปริมาณการขายอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและการบริโภคภายในประเทศยังอยู่ในช่วงฟื้นตัว ขณะที่ธุรกิจเทรดดิ้งยังคงเติบโตต่อเนื่อง และกลุ่มบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อนและฉลากสินค้ามีแนวโน้มขยายตัวที่ดีจากการเพิ่มฐานลูกค้าใหม่
ด้านความสามารถในการทำกำไร BGC สามารถยกระดับอัตรากำไรขั้นต้นรวมขึ้นมาอยู่ที่ 16.1% สูงสุดในรอบ 5 ไตรมาส สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการผลิตที่ดีขึ้น ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิที่ 53 ล้านบาท
อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ BGC ในปี 2569 คือการเข้าถือหุ้นเพิ่มเติมใน บริษัท บางกอกแคน แมนูแฟคเจอริ่ง จำกัด (BCM) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระป๋องและฝาอลูมิเนียมชั้นนำ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยบริษัทจะเริ่มรับรู้ผลการดำเนินงานและควบรวมงบการเงินของ BCM ตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 เป็นต้นไป ช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้พอร์ตธุรกิจบรรจุภัณฑ์ของ BGC ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น และสร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
BGC ยังคงเดินหน้ากลยุทธ์การเป็นผู้ให้บริการด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจร ผ่านการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์และการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น พร้อมสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน
บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้าเซ็นเตอร์ จำกัด หรือ True IDC
ผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์ที่ใหญ่ที่สุดของไทยภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประกาศเดินหน้าลงทุนต่อเนื่องกว่า 6 พันล้านบาท พร้อมวางศิลาฤกษ์ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งที่ 7 ในกรุงเทพมหานครตอนเหนือ
โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งมอบบริการดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานสูง รองรับความต้องการ Cloud และ AI ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมเสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจ AI อย่างเต็มรูปแบบ โดยโครงการนี้มีกำหนดเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในไตรมาสที่ 3 ของปี 2570

นายฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ True IDC เปิดเผยว่า "ปัจจุบัน Cloud และ AI เป็นกลไกและเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ โดยข้อมูลจาก IDC ได้ระบุว่าการลงทุนด้าน AI และ GenAI ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะเติบโตขึ้นถึง 5 เท่า สู่มูลค่า 11 ล้านล้านบาทในปี 2572 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยถึง 38.4% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของธุรกิจในปัจจุบันคือการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับ AI Hyperscale ที่สามารถรองรับการประมวลผลขั้นสูงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เป้าหมายของเราคือการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มาตรฐานระดับโลกเพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว โครงการแห่งนี้จึงถูกออกแบบให้เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีศักยภาพการประมวลผลสูง มีศูนย์กลางโครงข่ายการเชื่อมต่อขนาดใหญ่ อยู่ในย่านเศรษฐกิจ เพื่อส่งเสริมให้องค์กรไทยและองค์กรต่างชาติสามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดียิ่งขึ้น เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่ารากฐานที่แข็งแกร่งนี้ จะเป็นฟันเฟืองสำคัญที่เร่งให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาคอาเซียนได้อย่างยั่งยืน"

ดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ AI Hyperscale แห่งใหม่นี้ ได้รับการออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการทางเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่างรอบด้าน โดยมีจุดเด่นสำคัญ ได้แก่
การเดินหน้าลงทุนก่อสร้างโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ AI Hyperscale แห่งที่ 7 นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของ True IDC ในการยกระดับอุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ส่งเสริมการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสนับสนุนอธิปไตยข้อมูล โครงการนี้ไม่เพียงแต่เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มระบบนิเวศทางเทคโนโลยีของไทย แต่ยังเป็นกำลังหลักที่จะขับเคลื่อนความพร้อมของประเทศไทยในการก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางดิจิทัลของอาเซียน
เกี่ยวกับ True IDC
บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด หรือ True IDC (สำนักงานใหญ่: กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย) ดำเนินงานภายใต้เครือเจริญโภคภัณฑ์และพันธมิตรระดับโลกอย่าง GIP-BlackRock คือผู้นำการให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดดเด่นด้วยบริการระดับ AI Hyperscale Data Center ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผลขั้นสูง ตลอดจนการขยายตัวของระบบคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะ ด้วยประสบการณ์ในการบริหารจัดการศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ในย่านธุรกิจสำคัญทั้งในและต่างประเทศ ภายใต้การรับรองมาตรฐานสากลขั้นสูงสุด True IDC จึงพร้อมตอบสนองความต้องการและยกระดับความมั่นคงปลอดภัยให้แก่ธุรกิจในยุคดิจิทัล จนได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำระดับโลก และเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนให้ก้าวหน้าอย่างแข็งแกร่ง
ข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.trueidc.com/
“ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย” คว้ารางวัลสถานที่ทำงานยอดเยี่ยม
2026 Great Place To Work Certification™ ปีที่ 5 ติดต่อกัน

ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย (Schneider Electric) ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับ Great Place to Work Certification™ เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน จากคะแนนโหวต 85% ของพนักงานในปัจจุบันที่บอกเล่าประสบการณ์การทำงานในสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยม
ทั้งนี้ Great Place To Work® เป็นองค์กรระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมในองค์กร ประสบการณ์ของพนักงาน และพฤติกรรมของผู้นำ ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความเป็นผู้นำในตลาด รักษาพนักงานให้อยู่กับองค์กรและสร้างสรรค์นวัตกรรมได้
"การได้รับ Great Place to Work Certification™ ถือเป็นความสำเร็จที่หลายองค์กรปรารถนาอย่างยิ่ง ซึ่งต้องอาศัยความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องและทุ่มเทตั้งใจต่อประสบการณ์โดยรวมของพนักงาน" ซาราห์ ลูอิส-คูลิน รองประธาน ฝ่าย Global Recognition at Great Place To Work กล่าว “การรับรองนี้เป็นการยกย่องอย่างเป็นทางการเพียงหนึ่งเดียวที่ได้รับจากความคิดเห็นแบบเรียลไทม์ของพนักงานที่มีต่อวัฒนธรรมองค์กรของพวกเขา จากการประสบความสำเร็จในการได้รับการยอมรับในครั้งนี้ เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย โดดเด่นในฐานะหนึ่งในบริษัทชั้นนำที่น่าทำงานด้วย โดยมอบสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ยอดเยี่ยมให้แก่พนักงาน”
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ให้ความสำคัญกับแนวทางเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องในการสร้างแรงจูงใจ พัฒนาและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานที่ทำงานระดับโลกที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ความมุ่งมั่นนี้ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ว่า สถานที่ทำงานที่โดดเด่นไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการลงทุนอย่างรอบคอบ ยั่งยืนและสม่ำเสมอ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็นรากฐานสำหรับผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังบทบาทสำคัญในการบ่มเพาะบุคลากรที่มีคุณภาพสูง และส่งเสริมความผูกพันในระยะยาวระหว่างพนักงานและองค์กรอีกด้วย
วัฒนธรรมองค์กรของ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค หล่อหลอมด้วยคุณค่าของแนวคิด IMPACT ประกอบด้วย การยอมรับความแตกต่าง (Inclusion) ความเชี่ยวชาญ (Mastery) เป้าหมายที่ชัดเจน (Purpose) การลงมือทำ (Action) ความต้องการเรียนรู้ (Curiosity) และการทำงานเป็นทีม (Teamwork) ซึ่งเป็นหลักการสำหรับกิจกรรมและทิศทางการพัฒนาครอบคลุมทั้งองค์กร
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ประเทศไทย ได้ดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องเป็นหนึ่งเดียว สะท้อนถึงการวางตำแหน่งขององค์กรในฐานะพันธมิตรด้านเทคโนโลยีจัดการพลังงาน (Energy Tech Partner) โดยมีความมุ่งมั่นเด่นชัดในเรื่อง นโยบายสวัสดิการที่ครอบคลุมและเป้าหมายการจ้างงานที่สมดุลทางเพศเพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมในทุกการดำเนินงาน ในขณะเดียวกัน ยังคงเร่งขับเคลื่อนโครงการยกระดับทักษะดิจิทัล (Digital Upskilling) โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างขีดความสามารถด้าน AI เป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้พนักงานสามารถติดตามข้อมูลความรู้อย่างต่อเนื่อง และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของภูมิทัศน์ด้านพลังงานและเทคโนโลยี
“ที่ชไนเดอร์ อิเล็คทริค เราเชื่อว่าการทรานส์ฟอร์มจะยั่งยืนอย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อถูกขับเคลื่อนด้วยผู้คน นั่นคือเหตุผลที่เราลงทุนอย่างต่อเนื่องในการพัฒนาคน ไม่เพียงแต่ในด้านความสามารถทางดิจิทัลและเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกคนสามารถเติบโตมีส่วนร่วมและก้าวหน้าได้ การได้รับการยอมรับให้เป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยมเป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างพนักงานที่พร้อมจะนำอนาคตของการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานและดิจิทัล” วุฒยา วงษ์สวรรค์ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ดูแลกลุ่มคลัสเตอร์ ประเทศไทย ลาว และเมียนมา กล่าว
เกี่ยวกับ ชไนเดอร์ อิเล็คทริค
เราคือพันธมิตรด้านเทคโนโลยีพลังงานของคุณ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีพลังงาน สร้างประสิทธิภาพและความยั่งยืนด้วยการนำระบบไฟฟ้า ระบบอัตโนมัติ และระบบดิจิทัลปรับใช้ในอุตสาหกรรม ธุรกิจ และที่อยู่อาศัย เทคโนโลยีของเราช่วยให้อาคาร ดาต้าเซ็นเตอร์ โรงงาน โครงสร้างพื้นฐาน และโครงข่ายไฟฟ้าทำงานเชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่นและยั่งยืน กลุ่มผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย อุปกรณ์อัจฉริยะ สถาปัตยกรรมที่ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ ระบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI บริการระบบดิจิทัลและการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ
ชไนเดอร์ อิเล็คทริค มีพนักงาน 160,000 คน และมีพันธมิตรคู่ค้ามากกว่า 1 ล้านราย ครอบคลุมกว่า 100 ประเทศ และได้รับการจัดอันดับให้เป็นบริษัทที่ยั่งยืนที่สุดในโลกอย่างต่อเนื่อง www.se.com/th
เกี่ยวกับ Great Place to Work Certification™
การได้ใบรับรอง Great Place To Work Certification™ เป็นการยอมรับในฐานะ "องค์กรที่พนักงานเลือก" (employer-of-choice) ที่ชัดเจนที่สุดซึ่งบริษัทต่างๆ ปรารถนาที่จะบรรลุ ซึ่งเป็นเกียรติประวัติเดียวที่อ้างอิงตามสิ่งที่พนักงานรายงานเกี่ยวกับประสบการณ์ในสถานที่ทำงานของพวกเขาโดยสิ้นเชิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความสม่ำเสมอที่พวกเขาได้รับประสบการณ์ในสถานที่ทำงานที่มีความไว้วางใจสูง การรับรองจาก Great Place To Work® เป็นที่ยอมรับทั่วโลกทั้งจากพนักงานและนายจ้าง และเป็นมาตรฐานระดับโลกในการระบุและยกย่องประสบการณ์ของพนักงานที่โดดเด่น ในแต่ละปี มีบริษัทมากกว่า 10,000 แห่งใน 60 ประเทศทั่วโลกที่สมัครเข้ารับการรับรอง Great Place to Work Certification™
เกี่ยวกับ Great Place To Work®
ในฐานะองค์กรระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมในสถานที่ทำงาน Great Place To Work® ได้นำผลงานวิจัยและข้อมูลที่ก้าวล้ำยาวนานกว่า 30 ปี มาช่วยให้ทุกสถานที่กลายเป็นสถานที่ทำงานที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกคน แพลตฟอร์มที่เป็นกรรมสิทธิ์และโมเดล For All™ ช่วยให้บริษัทต่างๆ ประเมินประสบการณ์ของพนักงานทุกคน โดยสถานที่ทำงานที่เป็นแบบอย่างจะได้รับการรับรอง Great Place To Work Certified™ หรือได้รับการยอมรับในรายชื่อสถานที่ทำงานที่ดีที่สุด Best Workplaces™ ที่หลายองค์กรปรารถนา เรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ greatplacetowork.com และติดตาม Great Place To Work® ได้ทาง LinkedIn, Twitter, Facebook และ Instagram
แคเรียร์ พลิกประวัติศาสตร์! ส่ง “Beyond X” แอร์นวัตกรรมดีไซน์จากไม้จริง
ระดับ Masterpiece หนึ่งเดียวในโลก
บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องปรับอากาศรายแรกของโลกสัญชาติอเมริกา ภายใต้แบรนด์ แคเรียร์ (Carrier) ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมความเย็น ฉีกทุกกฎเกณฑ์การดีไซน์เครื่องปรับอากาศนวัตกรรมใหม่ ชู 3 คอนเซปต์หลัก “Be Crafted, Be Cool, Be Care มุ่งสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นทางการ

“แคเรียร์” สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ให้กับอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศอีกครั้ง ด้วยการจัดงานเปิดตัวแอร์ระดับ Flagship สุดพรีเมียมรุ่นล่าสุด “Carrier Beyond X” ภายใต้คอนเซปต์งาน “The Masterpiece of Air Conditioner, Value Beyond Expectations” ยกระดับเครื่องปรับอากาศให้เป็นชิ้นงานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซชิ้นเอกในบ้าน ทลายทุกข้อจำกัดด้านดีไซน์ด้วยการใช้วัสดุจาก “ไม้จริง” เป็นครั้งแรก มุ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ระดับซูเปอร์พรีเมียมควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
นายวรเศรษฐ์ ตันติศิริวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.กริม แคเรียร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “แคเรียร์” คือผู้คิดค้นเครื่องปรับอากาศรายแรกของโลก ตลอดระยะเวลากว่า 124 ปีที่ผ่านมา แบรนด์ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมความเย็นเพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภค โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แคเรียร์ได้สร้างปรากฏการณ์ด้าน Design & Innovation มาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การเปิดตัวรุ่น Color Smart แอร์ดีไซน์โค้งมนที่สามารถเปลี่ยนหน้ากากลวดลายและสีสันได้จนคว้ารางวัล Product Innovation Awards และตามมาด้วยรุ่น X Inverter Plus ที่ปฏิวัติวงการด้วยแนวคิดแอร์พรีเมียม 5 เฉดสี เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภค
ในปีนี้ แคเรียร์พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนนวัตกรรมความเย็นให้ก้าวล้ำไปอีกขั้นด้วย “Carrier Beyond X” เครื่องปรับอากาศรุ่น Flagship ที่ทลายทุกขีดจำกัดเดิมๆ โดยหลอมรวมเทคโนโลยีความเย็นและงานดีไซน์ชั้นเลิศเข้าด้วยกันอย่างขั้นสุด ผ่าน 3 แนวคิดหลัก (3 Be Concepts) คือ Be Crafted (ที่สุดแห่งความพิถีพิถัน) ครั้งแรกของโลกกับเครื่องปรับอากาศที่ตัวเครื่องทำจาก “ไม้จริง” โดยผ่านกระบวนการคัดสรรไม้และกรรมวิธีการผลิตอย่างประณีตในทุกขั้นตอน เสมือนชิ้นงานศิลปะล้ำค่าแบบ Custom-made ที่รังสรรค์มาเพื่อสะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้ครอบครอง Be Cool (ที่สุดแห่งความเย็นสบายอุ่นใจ) มอบประสบการณ์นวัตกรรมความเย็นเหนือระดับที่พร้อมดูแลและอำนวยความสะดวกสบายขั้นสูงสุดในการใช้งาน เสริมความมั่นใจยาวนานด้วยการดูแลสุด Exclusive บริการหลังการขายและรับประกันฟรีตลอด 5 ปีเต็ม

Be Care (ที่สุดแห่งความใส่ใจเพื่อโลก) ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยไม้จริงที่นำมาใช้ได้รับการรับรองมาตรฐานสากล Certification: PEFC Woods ซึ่งเป็นไม้ที่มาจากผืนป่าปลูกหมุนเวียนอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเลือกใช้วัสดุพลาสติกรีไซเคิล และยังคงประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานในระดับสูงสุด
“แคเรียร์” พร้อมแล้วที่จะให้ทุกท่านได้สัมผัสกับนิยามใหม่ของเครื่องปรับอากาศที่เป็นมากกว่าเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่คือชิ้นงานมาสเตอร์พีซหนึ่งเดียวในโลกที่พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมความเย็นเพื่อความยั่งยืน กับ Carrier Beyond X แอร์นวัตกรรมดีไซน์จากไม้ มากกว่าดีไซน์ คือความใส่ใจที่เหนือกว่า”
นอกจากไฮไลท์การเปิดตัวผลิตภัณฑ์พร้อมหนังโฆษณาแล้ว ภายในงานยังได้จัดช่วงพูดคุยสุดพิเศษ Panel Talks โดยได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญและเซเลบริตี้ชื่อดังจาก 3 วงการ มาร่วมสะท้อนมุมมองเกี่ยวกับเทรนด์การอยู่อาศัย นวัตกรรม และความยั่งยืนในปัจจุบัน เจาะลึก 3 เทรนด์ใหญ่ ผสานนวัตกรรมและงานดีไซน์แห่งอนาคต คุณภาณุเดช วัฒนสุชาติ (ดุ๊ก) (ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ) ได้เปิดเผยถึงเทรนด์การดีไซน์ในปัจจุบันว่า กำลังมุ่งไปสู่แนวคิด “Eco-Luxury & Nature In” หรือความหรูหราจากธรรมชาติที่จับต้องได้ โดยดึงเอาสัจจะวัสดุอย่างงานไม้จากธรรมชาติมามิกซ์กับความโมเดิร์น ควบคู่ไปกับฟังก์ชันที่ปรับเปลี่ยนได้ตามชีวิตจริง และการแต่งบ้านที่เล่าตัวตนของผู้อยู่อาศัย ซึ่ง Carrier Beyond X สามารถตอบโจทย์นี้ได้อย่างดีเยี่ยมด้วยดีไซน์ทรงเหลี่ยมพรีเมียมที่เข้ากับการออกแบบทุกสไตล์ได้อย่างลงตัว ทางด้าน คุณพิพัฒน์ อภิรักษ์ธนากร (ท็อป) (นักขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม) ได้แชร์มุมมองในแง่มุมของการรักษ์โลกยุคใหม่ว่า ไม่ใช่แค่การปลูกต้นไม้ แต่คือกระบวนการคิดแบบ Circular Design (การออกแบบหมุนเวียน) ตั้งแต่ต้นทาง และเป็นการรักษ์โลกแบบไม่ทรมานตัวเอง เลือกแบรนด์ที่แคร์โลกและมีความโปร่งใส (Transparency) ซึ่งผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ของแคเรียร์นี้ ถือเป็นตัวแทนของความยั่งยืนที่แท้จริง เพราะคิดและพัฒนามาเพื่อช่วยดูแลโลกในระยะยาว ขณะที่ คุณปริญ จิวารุ่งเรือง (คุณเบ้น) นักธุรกิจผู้สร้างสรรค์ Double B Hostel และคาเฟ่ดีไซน์ระดับโลกอย่าง "Bite and Bond" (ตัวแทนมุมมองผู้บริโภคและเจ้าของกิจการ) ได้ร่วมฟันธงถึงปัจจัยในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ว่า “ดีไซน์ต้องมาก่อนเพื่อเปิดประตู และเทคโนโลยีตามมาเพื่อปิดการขาย” งานดีไซน์ที่สวยสะดุดตาจะสร้างอารมณ์ร่วมให้อยากซื้อในครั้งแรก แต่เทคโนโลยีและความสะดวกสบายที่ซ่อนอยู่ข้างหลังอย่างกลมกลืน (Seamless) จะเป็นตัวตัดสินให้ผู้บริโภคใช้ในระยะยาว ซึ่งโปรดักต์ที่ชนะใจคนยุคนี้ได้เบ็ดเสร็จ คือโปรดักต์ที่เอาเทคโนโลยีชั้นยอดมาห่อหุ้มด้วยงานดีไซน์ที่สวยงามและคุ้มค่า หลอมรวมสู่ “Carrier Beyond X” ความลงตัวที่ผู้เชี่ยวชาญเลือก แขกรับเชิญทุกท่านต่างยกให้ Carrier Beyond X เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเครื่องปรับอากาศยุคใหม่
ร่วมเปิดประสบการณ์นวัตกรรมความเย็นเหนือระดับ และสัมผัสความสุนทรีย์แห่งดีไซน์ระดับมาสเตอร์พีซชิ้นเอกที่จะเปลี่ยนบ้านคุณไปตลอดกาลกับ “Carrier Beyond X” ได้แล้ววันนี้ที่ Carrier Experience Space ณ อินเตอร์ลิ้งค์ ทาวเวอร์ บางนา หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง ทาง www.facebook.com/carrierthailand หรือทางเว็บไซต์ www.carrierthailand.com

Jul 13,2026

Jul 13,2026