
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
EPG ชู ‘Resilience’ เลือก กลยุทธ์ ‘รุก-รับ-ถอย’ อย่างเหมาะสม
รักษาระดับยอดขายที่ 13, 800 ล้านบาท มุ่งเน้นความสามารถในการสร้างผลกำไร

ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีบัญชี 69/70 (เม.ย.69 – มี.ค.70) ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงการฟื้นตัวที่แตกต่างกันของแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละภูมิภาค
ภายใต้บริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความไม่แน่นอนสูง บริษัทยังคงรักษาความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจผ่านแนวคิด ‘Resilience’ โดยมุ่งสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว บริษัทเลือกใช้
“กลยุทธ์ รุก รับ หรือ ถอย” ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจและสภาวะของตลาด โดยพิจารณาจากโอกาสทางธุรกิจ ระดับความเสี่ยง และแนวโน้มของอุตสาหกรรมในแต่ละช่วงเวลา ควบคู่กับการดำเนินงานภายใต้กรอบการบริหารจัดการที่ชัดเจน (Focus Framework) ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินทางเลือก และจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตัดสินใจมีความแม่นยำ รอบคอบ และสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรในระยะยาว
ด้วยจุดแข็งจากกำลังการผลิตขนาดใหญ่ ฐานการผลิตที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก และฐานลูกค้าที่กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก บริษัทจึงมีความพร้อมในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก สามารถบริหารโอกาสและความเสี่ยงได้อย่างสมดุล พร้อมปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทุกวัฏจักรของธุรกิจ

ในปีบัญชี 69/70 (เม.ย.69 – มี.ค.70) บริษัทมุ่งเน้นการสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารเงินทุนหมุนเวียนอย่างรอบคอบ รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและความสามารถในการสร้างผลกำไร ควบคู่กับการเสริมสร้างระบบกำกับดูแลกิจการที่ดี ตั้งเป้าหมายรักษาระดับยอดขายที่ 13,800 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นที่ 30 - 33% มาจากการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้
ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้น 2.5% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากฉนวนกันความร้อน/เย็น เกรดพรีเมี่ยมสำหรับระบบ HVAC และ Air Ducting System ที่มุ่งเน้นทำการตลาดภายในไทย สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรม Semiconductor/ Cloud/ Data Center และยานยนต์ ส่งผลให้ความต้องการสินค้ากลุ่ม Ultra Low Temperature Insulation และ Air Ducting System เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการอนุรักษ์พลังงานในระยะยาว Aeroflex USA Inc มุ่งเน้นการปรับสมดุลให้กับกลุ่มสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารราคาอย่างเหมาะสม พร้อมลงทุนซื้ออาคารโรงงานเพิ่มเติมในสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตของ Aeroflex ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI/ Data Center/ Semiconductor และความต้องการโซลูชันด้านการอนุรักษ์พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนสิงหาคม 2569 ขณะที่ตลาดในประเทศยังคงมีเสถียรภาพ โดยบริษัทมุ่งเน้นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้น 1% จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากแผนการผลิตของค่ายยานยนต์ในแต่ละภูมิภาคยังคงฟื้นตัวไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม Aeroklas ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์น้ำหนักเบา (Lightweight Solutions) มีความแข็งแรง ทนทาน และช่วยประหยัดพลังงานสำหรับยานยนต์สันดาป (ICE) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในตลาดหลักทั่วโลก พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับธุรกิจในประเทศออสเตรเลียบริษัทมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจผ่านแผน Turnaroundของ Aeroklas Asia Pacific Group Pty.,Ltd.(AAPG) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การเสริมสร้างธรรมาภิบาล และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน แม้สภาวะตลาดยังคงท้าทาย แต่เริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกในหลายด้านจากมาตรการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน 4Way Suspension Product Pty., Ltd เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายเครือข่ายจัดจำหน่าย และการเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในออสเตรเลีย
ด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้น 5% โดยมุ่งสร้างความแข็งแกร่งด้วยการรักษาเสถียรภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังคงมีความท้าทาย ขณะที่ตลาดในประเทศยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญของธุรกิจ EPP ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบและบริหารสินค้าคงคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ

สำหรับธุรกิจร่วมทุนในไทย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว
ดร.เฉลียว กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งงบลงทุนในปีบัญชี 69/70 รวม 400 ล้านบาท สำหรับเพิ่มเครื่องจักร และใช้ปรับปรุงไลน์การผลิต นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 69 เพื่อขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปีให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท ในอัตราหุ้นละ 0.13 บาท (สิบสามสตางค์) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 364 ล้านบาท ซึ่งกำหนดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2569 ในวันที่ 23 ก.ค. 69 และหากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นฯ มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผล จะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่จะมีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 4 ส.ค.69 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 20 ส.ค.69
“ความสำเร็จในระยะยาวไม่ได้วัดจากการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการบริหารโอกาสและความเสี่ยงอย่างสมดุล รวมถึงความสามารถในการเลือกใช้กลยุทธ์รุก รับ หรือถอย ได้อย่างเหมาะสม ภายใต้การบริหารจัดการอย่างมีวินัยและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง บริษัทจึงนำแนวคิด Resilience ปรับใช้ในทุกมิติขององค์กร เพื่อให้ทุกกลุ่มธุรกิจสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน สร้างผลการดำเนินงานที่มั่นคง และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.เฉลียว กล่าว
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
CBS จัด “Grand Open House 2025” เปิดบ้านสู่เส้นทางการเรียนยุ
ครบรอบ 27 ปีแห่งการสถาปนา “รพ.ราชพิพัฒน์”
รพ.ราชพิพัฒน์ครบรอบ 27 ปีแห่งการก่อตั้ง ชูความภาคภูมิใจการบริหารจัดการที่เน้นประโยชน์เป็นของประชาชน ด้วยทรัพยากรที่จำกัด พร้อมเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่จำนวนผู้เข้ารับการบริการและการขยายอาคาร โดยได้รับแรงศรัทธาจากภาคประชาชนร่วมสนับสนุนในทุกโครงการ เดินหน้าบริหารจัดการระบบราชการด้วยแนวคิดแบบใหม่ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งภาคประชาชนและภาครัฐแบบสมดุล บวกกางแผนปี 69 เพิ่มขีดความสามารถการให้บริการอย่างมีศักยภาพ ขยายเตียงเพิ่ม
เปิดห้องฉุกเฉิน-ห้องผ่าตัด-รับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่เพิ่ม 50,000 คน

นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร กล่าวในโอกาสโรงพยาบาลครบรอบ 27 ปีแห่งความสำเร็จว่า โรงพยาบาลราชพิพัฒน์เป็นโรงพยาบาลตติยภูมิระดับสูง เทียมเท่ากับโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของประเทศ ขนาด 550 เตียง และมีผู้ป่วยนอกเข้ามารับการรักษา 3,500-4,000 คนต่อวัน ทั้งนี้ หากเทียบกับโรงพยาบาลที่สังกัดกรุงเทพฯ ตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานเปรียบเทียบที่ใช้งบประมาณของกรุงเทพฯ กับจำนวนบุคลากร (ข้าราชการ) ที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณที่จำกัดในการบริหารงานน้อยที่สุด
“เรามีความภาคภูมิใจในการบริหารจัดการที่เน้นประโยชน์เป็นของประชาชน ด้วยทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งหมายความว่าทุกที่ ถ้าจะพัฒนาด้านการแพทย์กับสาธารณสุขให้ดี จะต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการจำนวนมาก แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการ เราพิสูจน์แล้วว่าสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
เราตั้งใจในการพัฒนาโดยไม่ได้อิงกับตัวบุคคล หรือ วัฒนธรรมเดิม เรามีวิสัยทัศน์ มีแผนกลยุทธ์ และมีแผนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (HR) ที่ดี ซึ่งเราได้นำระบบการบริหารของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการสาธารณสุข หรือ การบริหารจัดการมาประยุกต์ใช้ในองค์กรของเรา โดยนำวัฒนธรรมการพัฒนาคนให้พัฒนาศักยภาพเชิงลึกทางด้านแพทย์ ขณะที่ การบริหารจัดการ อาทิ การคัดสรรพนักงานที่เก่งและมีความสามารถ
รวมถึง การให้โอกาสคนเก่งขึ้นเป็นผู้นำ หรือ เป็นผู้บริหาร เป็นต้น เพื่อตอบโจทย์ที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งเราน่าจะเป็นองค์กรแรกที่ตั้งใจ Disruption ระบบราชการเพื่อศักยภาพที่ตอบสนองประโยชน์ของภาคประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายและวิสัยทัศน์ของคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ทำให้คนตัวเล็กเข้าถึง ทั่วถึง และเท่าเทียม” นพ.ภูริทัตกล่าว

นพ.ภูริทัตกล่าวต่อว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งโรงพยาบาลมาจนถึงปัจจุบันนี้ โรงพยาบาลมีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดในประเทศ ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการเพิ่มมากขึ้น รวมถึง การขยายโรงพยาบาลเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาคประชาชนทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่ที่ดินเพียง 7 ไร่ แต่ ณ ปัจจุบันมีพื้นที่ 25 ไร่ จากการที่ภาคประชาชนร่วมซื้อบริจาค ขณะที่ การก่อสร้างอาคาร โรงพยาบาลได้รับงบประมาณตั้งต้นจากกรุงเทพฯ จำนวน 400 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้าง 1 อาคาร ซึ่งในปัจจุบันโรงพยาบาลมี 16 อาคาร โดยอาคารที่เหลือได้รับงบประมาณจากการบริจาคของภาคประชาชนทั้งหมด
ด้านการบริการ โรงพยาบาลจะรักษาผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" สิทธิประกันสังคม และสิทธิเบิกจ่าย โดยรายได้ของโรงพยาบาลในภาครัฐไม่สามารถคิดค่าบริการได้เช่นเดียวกับโรงพยาบาลภาคเอกชน ทั้งนี้ การที่โรงพยาบาลสามารถขยายศักยภาพได้ เนื่องจาก โรงพยาบาลเน้นการบริการที่ฟรีก่อให้เกิดศรัทธา ทำให้ประชาชนอยากจะมาร่วมบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาล ด้วยการบริการที่ดี รักษาผู้ป่วยให้หายจากโรค และผู้ป่วยพึงพอใจ ซึ่งอัตราการเติบโตของโรงพยาบาลเปรียบเทียบด้วยตัวเลขของจำนวนอาคารและเงินบริจาคของภาคประชาชนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จำนวนเตียงที่เพิ่มถึง 550 เตียงในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงศรัทธามหาศาลจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลได้ขยายการบริการในส่วนที่เป็นกำไร โดยได้จัดตั้ง “คลินิกพรีเมียม” เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนทุกคนที่ไม่มีสิทธิในการรักษากับโรงพยาบาล แต่มีความประสงค์อยากจะมาใช้บริการของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ประชาชนพึงพอใจ อีกทั้ง ราคาถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชนในละแวกเดียวกัน นอกจากนี้ ประชาชนที่เข้ามารับการบริการจะไม่ถูกคิดอัตราค่าบริการที่เกินความจริงอีกด้วย สำหรับวัตถุประสงค์ในการดำเนินดังการกล่าวเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่โรงพยาบาล รวมถึง การนำรายได้มาจ้างบุคลากรเพิ่ม
ปัจจุบันโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และ “คลินิกพรีเมียม” มีบุคลากร (ข้าราชการ) 30% ส่วนอีก 70% จะเป็นบุคลากรจ้าง ซึ่งนับเป็นหนึ่งตัวอย่างในการ Disruption ระบบราชการของโรงพยาบาล โดยเป็นการบริหารจัดการระบบราชการด้วยแนวคิดแบบใหม่ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งภาคประชาชนและภาครัฐแบบสมดุล รวมถึง ยังไม่เป็นภาระต่อภาครัฐในระยะยาวอีกด้วย ขณะเดียวกัน ประชาชนได้รับประโยชน์ที่รวดเร็วขึ้น
นพ.ภูริทัตกล่าวต่อว่า ในปี 2569 โรงพยาบาลมีแผนการขยายจำนวนเตียงเพิ่มเป็น 600 เตียง เปิดห้องฉุกเฉินเพิ่มอีก 1 โซน เพิ่มจำนวนเตียงในห้องไอซียูอีก 28 เตียง เปิดห้องผ่าตัดเพิ่มอีก 10 ห้อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริการให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้นใน 6 เขตที่รับผิดชอบ ได้แก่ หนองแขม บางบอน ภาษีเจริญ ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา และบางเเค โดยโครงการจะเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ พร้อมทั้ง มีกำหนดแล้วเสร็จทุกโครงการในปี 2569 ซึ่งจะใช้งบประมาณในการดำเนินการประมาณ 200 ล้านบาท
นอกจากนี้ จากการบริจาคของภาคประชาชน และการบริหารจัดการระบบราชการแบบใหม่ ส่งผลให้โรงพยาบาลสามารถประหยัดงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และการจัดจ้างทรัพยากรบุคคล จึงทำให้มีงบประมาณเหลือ ดังนั้นโรงพยาบาลจึงมีแผนขยายบริการเพิ่ม โดยเปิดรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" เพิ่มอีก 50,000 คน
“การเพิ่มห้องฉุกเฉินจะช่วยให้ผู้ป่วยลดระยะเวลาการรอคอยในการรับการรักษา ซี่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับห้องฉุกเฉิน ขณะที่ การเพิ่มห้องผ่าตัด เนื่องจากการรอคิวผ่าตัดนานหลาย ๆ เดือน ถือเป็นความเจ็บปวดของความทุกข์และความเจ็บปวดทางใจ เพราะความเจ็บป่วยเป็นหนึ่งในความทุกข์ทางร่างกายอย่างมหาศาล ดังนั้นการเพิ่มห้องผ่าตัดจึงช่วยเพิ่มประโยชน์ให้แก่ประชาชนในมิตินี้ อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยลดปัญหาทางสังคมได้พอสมควรอีกด้วย
ส่วนการเปิดรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" เพิ่มอีก 50,000 คน โดยผู้ป่วยส่วนหนึ่งในแง่โรงพยาบาลปฐมภูมิ ต้องไปรักษาที่คลินิกอบอุ่น และเมื่อเกินศักยภาพจะต้องส่งต่อมาที่โรงพยาบาล ซึ่งจุดนี้ประชาชนมีความรู้สึกว่าไม่เท่าเทียม ดังนั้นเมื่อโรงพยาบาลเอกชนในละแวกใกล้เคียงปิดตัวไม่รับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" จึงทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมาขึ้นตรงและรักษากับโรงพยาบาลของเรา โดยจะช่วยเพิ่มความเท่าเทียมในแง่ความรู้สึกบริหารจัดการที่มีต่อประชาชน ” นพ.ภูริทัตกล่าว
นพ.ภูริทัตกล่าวในตอนท้ายถึงจุดเด่นของโรงพยาบาลว่า โรงพยาบาลมีการวางแผนเรื่องการบริหารจัดการ โดยเน้นพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ทั้งการดูแลรักษาและการบริหารจัดควบคู่กันไป ส่งผลให้สามารถขยายบริการได้ดีและตรงตามความต้องการของภาคประชาชน รวมทั้ง เน้นใช้ทรัพยากรของภาครัฐอย่างจำกัด อย่างประหยัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐอย่างสมดุล และเป็นการขับเคลื่อนวงการไปข้างหน้า รวมถึง เน้นการบริหารจัดการระบบราชการด้วยแนวคิดใหม่ เพื่อช่วยปัญหา หรือ ข้อจำกัดในการดำเนินงาน ทั้งนี้ มนุษย์มีศักยภาพในการคิดและการบริหารจัดการอย่างไม่จำกัด ถ้าเราช่วยกันคิด ช่วยกันทำงานเป็นทีม และช่วยกันรวบรวมคนที่มีศักยภาพได้มากพอ
งานวิจัยสหรัฐฯ ชี้ชัด-ผู้หญิงเอเชียแม้ไม่สูบบุหรี่ ก็เสี่ยงมะเร็งปอดสูงกว่าที่คิด
โดย รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกจากศูนย์ผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

SMT เทิร์นอะราวด์ พลิกทำกำไร เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569
สะท้อนแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง
บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “SMT” ผู้นำด้านธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ สัญชาติไทย รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 631 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และกำไรสุทธิ 11 ล้านบาท ซึ่งพลิกจากขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าหากไม่รวมรายการที่มิได้เกิดขึ้นเป็นประจำ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายในทุกมิติ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร

ในไตรมาส 1 ปี 2569 รายได้เติบโตขึ้นจากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยได้แรงขับเคลื่อนจากการทยอยปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอุปสงค์ด้านผลิตภัณฑ์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแนวโน้มการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Centers) ที่สูงขึ้น ทาง SMT เล็งเห็นโอกาสในการร่วมมือกับลูกค้าเพื่อศึกษาและวิจัยแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่มีคุณภาพและตรงต่อความต้องการในตลาด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ
ผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนถึงศักยภาพในการแข่งขันและความพร้อมของบริษัทในการรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดย SMT ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
ปัจจุบัน SMT เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติไทยแห่งเดียวในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่สามารถรองรับการผลิตแบบ True Vertical Integration เริ่มจากกระบวนการแปรรูปแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Processing) ไปจนถึงการประกอบผลิตภัณฑ์ที่เป็นระบบ (System Build) ภายใต้ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.OSAT (Outsourced Semiconductor Assembly and Test) ประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ 2. EMS (Electronics Manufacturing Services) ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร และ 3. Photonics เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ ครอบคลุม 7 อุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ยานยนต์ พลังงานสะอาด อุปกรณ์การแพทย์ เซมิคอนดักเตอร์ และโทรคมนาคม โดยมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง หลากหลายและกระจายตัวอยู่ในภูมิภาคอเมริกา ยุโรป และเอเชียเป็นหลัก
นอกจากนี้ SMT ให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเดินหน้าพัฒนาความยั่งยืนและระบบกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง
ในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ ยกระดับด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้รับการรับรอง ISO 14064-1:2018 และเครื่องหมาย Carbon Footprint for Organization (CFO) ครอบคลุมการวัดการปล่อยคาร์บอนทั้ง 3 Scope พร้อมกำหนดปี 2567 เป็นปีฐาน และตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2583 ควบคู่การลดใช้พลังงานและการใช้พลังงานสะอาดในระยะยาว ด้านสังคมและธรรมาภิบาล บริษัทฯ ได้รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำที่เติบโตอย่างยั่งยืน
28 ปี วัตสัน ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านสินค้าและบริการ ร่วมสร้างสรรค์สังคมยั่งยืน ส่งมอบรอยยิ้มและความสุขแก่ผู้บริโภค
วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ปีที่ 28 ภายใต้แนวคิด "วัตสัน 28 ปี เคียงข้างคนไทย ใส่ใจสังคม" จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยสีสันและความประทับใจ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและสตรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบแทนสังคมที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยในปีนี้ได้จัดงานเฉลิมฉลองด้วยกิจกรรมเดินขบวนแฟชั่นโชว์ พร้อมมินิคอนเสิร์ต และกิจกรรมการกุศลร่วมกับสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน
วัตสัน เปิดตัว Watsons Community คอมมูนิตี้สุขภาพ-ความงาม
จากรีวิวผู้ใช้จริงทั่วเอเชีย
วัตสัน ผู้นำร้านเพื่อสุ
NEO รุกสร้าง New S Curve ตลาดสินค้าอุปโภค Siver Age ในประเทศไทย ขับเคลื่อน “D-nee Deluxe”
ผู้นำนวัตกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ดียิ่งขึ้นและครบวงจร แตกไลน์ ‘ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ” สูตรชุ่มชื้นพิเศษ แบรนด์แรกด้วยเทคโนโลยียับยั้งกลิ่นจากญี่ปุ่น
‘บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน)’ หรือ NEO รุกสร้างตลาดสินค้าอุปโภค Siver Age ให้กับประเทศไทย “ดีนี่ ดีลักซ์” (D-nee Deluxe) แตกไลน์ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน ขจัดกลิ่นกายพร้อมกลิ่นหอมสดชื่น pH 5.5 ให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้ง ระคายเคือง พร้อมเทคโนโลยียับยั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์จากญี่ปุ่น
กว่า 2 ทศวรรษ “รพ.วิภาราม” มุ่งมั่นให้บริการด้วยหัวใจ
รพ.วิภาราม ประกาศศักยภาพครบรอบ 27 ปี พร้อมเดินหน้าก้าวสู่ปีที่ 28 แห่งความมุ่งมั่น ชูนโยบายการบริหารงาน เน้น 3 กลุ่มหลัก ดูแลผู้ป่วยดุจญาติมิตร, สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย และดูแลเอาใส่ใจบุคลากรให้ทำงานอย่างมีความสุข พร้อมกางแผนงานปี 69 ตอกย้ำโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยสูง ภายใต้มาตรฐานสากลชั้นนำ มุ่งเน้นการรับส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน จากโรงพยาบาลรัฐ การันตีการรักษาด้านโรคหัวใจ และ Stroke ขณะที่ ผู้ป่วยเงินสด-ประกันชีวิต เข้ามารับบริการเพิ่มมากขึ้น คาดหนุนผลประกอบการปี 69 เติบโต 5-10%
นิปปอนเพนต์ชู GREEN PLAN สู่วาระขับเคลื่อนองค์กร มุ่งเป้าพันธกิจ Net Zero ปี 2050 พร้อม 40 แบรนด์เพิ่มกรีน การันตีด้วย CFP
ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทุกวันนี้ สั่นคลอนการดำรงอยู่ของทุกสรรพสิ่งบนโลก ทำให้ทั่วโลกต่างตระหนักและเร่งหาทางแก้ไขและป้องกัน ‘นิปปอนเพนต์’ ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายสีรายใหญ่อันดับ 1 ของเอเชียและอันดับ 4 ของโลก ได้ตระหนักถึงสภาวะการณ์และเล็งเห็นถึงผลกระทบดังกล่าวมาช้านาน จึงขอร่วมแสดงจุดยืน โดยเปิดเผยพันธกิจสำคัญ มุ่งหน้าสู่ Net Zero อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2050 ด้วย “GREEN PLAN หรือ แผนสีเขียว” เพื่อหวังเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อนจากการใช้พลังงานในการผลิต