
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
SABINA ผนึก Sanrio เปิดโหมดคิวท์กับคอลเลคชั่นพิเศษ Hello Kitty
จัดเต็มไอเทมสำหรับการเดินทาง มั่นใจสร้างสีสัน กระตุ้นตลาดครึ่งปีหลัง

กรุงเทพฯ 8 กันยายน 2569 : SABINA ผนึกความร่วมมือกับ Sanrio เจ้าของคาแรคเตอร์แบรนด์ระดับโลก ชวนเช็คอินความน่ารักกับคอลเลคชั่นพิเศษ Hello Kitty (เฮลโล คิตตี้) ภายใต้คอนเซปต์ “Welcome aboard SABINA AIRLINES - your cutest journey begins here!” เปิดตัวไอเทมสำหรับการเดินทาง ครอบคลุมทั้งชุดนอน เสื้อยืด กางเกงขายาว ชุดลำลอง หมวก กระเป๋าใบจิ๋ว ไปจนถึง Outerwear และชุดเซ็ตพิเศษ ตอบโจทย์ทุกโมเม้นท์สำหรับสาวยุคใหม่ มั่นใจสร้างสีสันตลาดช่วงครึ่งปีหลัง
นางสาวพิชชา ธนาลงกรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) หรือ SABINA ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ “ซาบีน่า” เปิดเผยว่า SABINA เดินหน้าสร้างสีสันให้ตลาดอีกครั้ง ด้วยการผนึกความร่วมมือกับ Sanrio เจ้าของคาแรคเตอร์ระดับโลก เปิดตัวคอลเลคชั่นพิเศษ Hello Kitty (เฮลโล คิตตี้) ภายใต้คอนเซปต์ “Welcome aboard SABINA AIRLINES - your cutest journey begins here!” คอลเลคชั่นที่จะชวนสาวๆ ออกเดินทางไปกับไอเทมสำหรับการเดินทาง (Travel Essentials) ที่จะช่วยเติมสีสันและความน่ารัก ผ่านเรื่องราวของ “บริ๊งค์-ภัทรภร พิศาลวรกิจ” หรือ Brinkkty อินฟลูเอนเซอร์และยูทูเบอร์ชื่อดังสายบิวตี้และแฟชั่น ที่มาร่วมถ่ายทอดบรรยากาศการเดินทางในแบบ SABINA AIRLINES ให้เต็มไปด้วยความสนุก สดใส และเสน่ห์ในแบบ “Hello Kitty”
“ความร่วมมือครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ของ SABINA ในการสร้างสรรค์คอลเลคชั่นพิเศษร่วมกับคาแรคเตอร์ระดับโลก ด้วยการนำเสน่ห์ความน่ารัก สดใส มาผสานกับแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และความสบายที่ตอบโจทย์ผู้หญิงยุคใหม่ ซึ่งจะช่วยเติมความน่ารักให้กับทุกทริปและทุกวันของสาวๆ โดยมั่นใจว่า ผลิตภัณฑ์ในคอลเลคชั่นนี้ จะช่วยสร้างสีสันและกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในช่วงปลายไตรมาสที่ 3 และมีแรงส่งต่อถึงไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นได้อย่างแน่นอน” นางสาวพิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการตลาด SABINA กล่าว

สำหรับคอลเลคชั่นดังกล่าว ประกอบด้วย ไอเทมที่ครอบคลุมทั้งชุดนอน เสื้อยืด กางเกงขายาว ชุดลำลอง หมวก กระเป๋าใบจิ๋ว ไปจนถึง Outerwear และชุดเซ็ตพิเศษ ที่ออกแบบขึ้นสำหรับคอลเลคชั่นนี้โดยเฉพาะ ทุกชิ้นผสานความน่ารักละมุนของ Hello Kitty เข้ากับดีไซน์ที่สามารถหยิบมามิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่าย เหมาะทั้งสำหรับวันพักผ่อน การเดินทาง หรือการแต่งตัวในชีวิตประจำวัน
ผลิตภัณฑ์คอลเลคชั่นพิเศษ “Hello Kitty” จะเปิดจำหน่ายครั้งแรก ผ่านช่องทางออนไลน์ www.sabina.co.th, Line@: @SabinaThailand, Facebook: SabinaThailand, Tiktok: Sabina_Thailand, Instagram: Sabinathailand ในวันที่ 8 กันยายน 2569 เวลา 20.00 น. ก่อนพร้อมให้ช้อปที่ซาบีน่า ช็อป และเคาน์เตอร์ซาบีน่า ณ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2569 เป็นต้นไป โดยสินค้าภายในคอลเลคชั่นมีราคาจำหน่ายตั้งแต่ 890 - 2,590 บาท
SABINA ยังเตรียมของสมนาคุณสุดพิเศษสำหรับแฟนๆ Hello Kitty โดยลูกค้าที่ซื้อสินค้า SABINA คอลเลคชั่น “Hello Kitty” ผ่านทุกช่องทาง จะได้รับการ์ดตั๋วเครื่องบิน (Boarding Pass) ลาย Hello Kitty ฟรีทุกออเดอร์ และหากซื้อผ่านหน้าร้านครบ 1,500 บาทสุทธิ รับฟรี ถุงกระดาษลาย Hello Kitty รุ่นพิเศษ ที่ออกแบบขึ้นเฉพาะสำหรับคอลเลคชั่นนี้ เพื่อเติมเต็มประสบการณ์การช้อปและเพิ่มความพิเศษให้กับการเดินทางครั้งนี้มากยิ่งขึ้น โดยของสมนาคุณมีจำนวนจำกัดและเป็นไปตามเงื่อนไขที่บริษัทฯ กำหนด
********************************************
กว่า 2 ทศวรรษ “รพ.วิภาราม” มุ่งมั่นให้บริการด้วยหัวใจ
รพ.วิภาราม ประกาศศักยภาพครบรอบ 27 ปี พร้อมเดินหน้าก้าวสู่ปีที่ 28 แห่งความมุ่งมั่น ชูนโยบายการบริหารงาน เน้น 3 กลุ่มหลัก ดูแลผู้ป่วยดุจญาติมิตร, สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้มีส่วนได้เสีย และดูแลเอาใส่ใจบุคลากรให้ทำงานอย่างมีความสุข พร้อมกางแผนงานปี 69 ตอกย้ำโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยสูง ภายใต้มาตรฐานสากลชั้นนำ มุ่งเน้นการรับส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉิน จากโรงพยาบาลรัฐ การันตีการรักษาด้านโรคหัวใจ และ Stroke ขณะที่ ผู้ป่วยเงินสด-ประกันชีวิต เข้ามารับบริการเพิ่มมากขึ้น คาดหนุนผลประกอบการปี 69 เติบโต 5-10%
EPG ชู ‘Resilience’ เลือก กลยุทธ์ ‘รุก-รับ-ถอย’ อย่างเหมาะสม
รักษาระดับยอดขายที่ 13, 800 ล้านบาท มุ่งเน้นความสามารถในการสร้างผลกำไร

ดร.เฉลียว วิทูรปกรณ์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์โพลีเมอร์และพลาสติกแปรรูปชั้นนำของโลก เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีบัญชี 69/70 (เม.ย.69 – มี.ค.70) ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก ความผันผวนของต้นทุนวัตถุดิบ รวมถึงการฟื้นตัวที่แตกต่างกันของแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละภูมิภาค
ภายใต้บริบทของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีความไม่แน่นอนสูง บริษัทยังคงรักษาความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจผ่านแนวคิด ‘Resilience’ โดยมุ่งสร้างความยืดหยุ่นและความสามารถในการปรับตัวเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว บริษัทเลือกใช้
“กลยุทธ์ รุก รับ หรือ ถอย” ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของแต่ละธุรกิจและสภาวะของตลาด โดยพิจารณาจากโอกาสทางธุรกิจ ระดับความเสี่ยง และแนวโน้มของอุตสาหกรรมในแต่ละช่วงเวลา ควบคู่กับการดำเนินงานภายใต้กรอบการบริหารจัดการที่ชัดเจน (Focus Framework) ซึ่งช่วยให้ผู้บริหารสามารถวิเคราะห์ข้อมูล ประเมินทางเลือก และจัดลำดับความสำคัญของการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การตัดสินใจมีความแม่นยำ รอบคอบ และสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรในระยะยาว
ด้วยจุดแข็งจากกำลังการผลิตขนาดใหญ่ ฐานการผลิตที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก และฐานลูกค้าที่กระจายอยู่ทุกภูมิภาคทั่วโลก บริษัทจึงมีความพร้อมในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดโลก สามารถบริหารโอกาสและความเสี่ยงได้อย่างสมดุล พร้อมปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในทุกวัฏจักรของธุรกิจ

ในปีบัญชี 69/70 (เม.ย.69 – มี.ค.70) บริษัทมุ่งเน้นการสร้างผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง โดยให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัย การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารเงินทุนหมุนเวียนอย่างรอบคอบ รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันและความสามารถในการสร้างผลกำไร ควบคู่กับการเสริมสร้างระบบกำกับดูแลกิจการที่ดี ตั้งเป้าหมายรักษาระดับยอดขายที่ 13,800 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นที่ 30 - 33% มาจากการดำเนินงานของ 3 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้
ธุรกิจฉนวนกันความร้อน/เย็น ภายใต้แบรนด์ Aeroflex ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้น 2.5% โดยได้รับแรงสนับสนุนจากฉนวนกันความร้อน/เย็น เกรดพรีเมี่ยมสำหรับระบบ HVAC และ Air Ducting System ที่มุ่งเน้นทำการตลาดภายในไทย สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น
สำหรับตลาดสหรัฐอเมริกา ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการลงทุนในอุตสาหกรรม Semiconductor/ Cloud/ Data Center และยานยนต์ ส่งผลให้ความต้องการสินค้ากลุ่ม Ultra Low Temperature Insulation และ Air Ducting System เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับแนวโน้มการอนุรักษ์พลังงานในระยะยาว Aeroflex USA Inc มุ่งเน้นการปรับสมดุลให้กับกลุ่มสินค้า การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการบริหารราคาอย่างเหมาะสม พร้อมลงทุนซื้ออาคารโรงงานเพิ่มเติมในสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตของ Aeroflex ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนจากการขยายตัวของอุตสาหกรรม AI/ Data Center/ Semiconductor และความต้องการโซลูชันด้านการอนุรักษ์พลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนสิงหาคม 2569 ขณะที่ตลาดในประเทศยังคงมีเสถียรภาพ โดยบริษัทมุ่งเน้นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ธุรกิจชิ้นส่วนอุปกรณ์และตกแต่งยานยนต์ ภายใต้แบรนด์ Aeroklas ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้น 1% จากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกอย่างค่อยเป็นค่อยไป เนื่องจากแผนการผลิตของค่ายยานยนต์ในแต่ละภูมิภาคยังคงฟื้นตัวไม่เท่ากัน อย่างไรก็ตาม Aeroklas ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาชิ้นส่วนและอุปกรณ์ตกแต่งยานยนต์น้ำหนักเบา (Lightweight Solutions) มีความแข็งแรง ทนทาน และช่วยประหยัดพลังงานสำหรับยานยนต์สันดาป (ICE) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ร่วมกับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในตลาดหลักทั่วโลก พร้อมยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและการบริหารต้นทุน เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน
สำหรับธุรกิจในประเทศออสเตรเลียบริษัทมุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของธุรกิจผ่านแผน Turnaroundของ Aeroklas Asia Pacific Group Pty.,Ltd.(AAPG) โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การเสริมสร้างธรรมาภิบาล และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน แม้สภาวะตลาดยังคงท้าทาย แต่เริ่มเห็นพัฒนาการเชิงบวกในหลายด้านจากมาตรการที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกัน 4Way Suspension Product Pty., Ltd เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การขยายเครือข่ายจัดจำหน่าย และการเพิ่มศักยภาพการดำเนินงาน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจในออสเตรเลีย
ด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก ภายใต้แบรนด์ EPP ตั้งเป้าหมายยอดขายเพิ่มขึ้น 5% โดยมุ่งสร้างความแข็งแกร่งด้วยการรักษาเสถียรภาพการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน ภายใต้ภาวะตลาดที่ยังคงมีความท้าทาย ขณะที่ตลาดในประเทศยังคงเป็นฐานรายได้สำคัญของธุรกิจ EPP ให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย พร้อมติดตามความเคลื่อนไหวของราคาวัตถุดิบและบริหารสินค้าคงคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ

สำหรับธุรกิจร่วมทุนในไทย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้ ยังคงเป็นกลไกสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสการเติบโตในระยะยาว
ดร.เฉลียว กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งงบลงทุนในปีบัญชี 69/70 รวม 400 ล้านบาท สำหรับเพิ่มเครื่องจักร และใช้ปรับปรุงไลน์การผลิต นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 69 เพื่อขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปีให้กับผู้ถือหุ้นของบริษัท ในอัตราหุ้นละ 0.13 บาท (สิบสามสตางค์) รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 364 ล้านบาท ซึ่งกำหนดให้มีการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นปี 2569 ในวันที่ 23 ก.ค. 69 และหากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นฯ มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผล จะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่จะมีสิทธิได้รับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 4 ส.ค.69 และกำหนดจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นภายในวันที่ 20 ส.ค.69
“ความสำเร็จในระยะยาวไม่ได้วัดจากการเติบโตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความสามารถในการบริหารโอกาสและความเสี่ยงอย่างสมดุล รวมถึงความสามารถในการเลือกใช้กลยุทธ์รุก รับ หรือถอย ได้อย่างเหมาะสม ภายใต้การบริหารจัดการอย่างมีวินัยและธรรมาภิบาลที่เข้มแข็ง บริษัทจึงนำแนวคิด Resilience ปรับใช้ในทุกมิติขององค์กร เพื่อให้ทุกกลุ่มธุรกิจสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขัน สร้างผลการดำเนินงานที่มั่นคง และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” ดร.เฉลียว กล่าว
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
CBS จัด “Grand Open House 2025” เปิดบ้านสู่เส้นทางการเรียนยุ
ครบรอบ 27 ปีแห่งการสถาปนา “รพ.ราชพิพัฒน์”
รพ.ราชพิพัฒน์ครบรอบ 27 ปีแห่งการก่อตั้ง ชูความภาคภูมิใจการบริหารจัดการที่เน้นประโยชน์เป็นของประชาชน ด้วยทรัพยากรที่จำกัด พร้อมเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในแง่จำนวนผู้เข้ารับการบริการและการขยายอาคาร โดยได้รับแรงศรัทธาจากภาคประชาชนร่วมสนับสนุนในทุกโครงการ เดินหน้าบริหารจัดการระบบราชการด้วยแนวคิดแบบใหม่ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งภาคประชาชนและภาครัฐแบบสมดุล บวกกางแผนปี 69 เพิ่มขีดความสามารถการให้บริการอย่างมีศักยภาพ ขยายเตียงเพิ่ม
เปิดห้องฉุกเฉิน-ห้องผ่าตัด-รับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่เพิ่ม 50,000 คน

นพ.ภูริทัต แสงทองพานิชกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร กล่าวในโอกาสโรงพยาบาลครบรอบ 27 ปีแห่งความสำเร็จว่า โรงพยาบาลราชพิพัฒน์เป็นโรงพยาบาลตติยภูมิระดับสูง เทียมเท่ากับโรงเรียนแพทย์ชั้นนำของประเทศ ขนาด 550 เตียง และมีผู้ป่วยนอกเข้ามารับการรักษา 3,500-4,000 คนต่อวัน ทั้งนี้ หากเทียบกับโรงพยาบาลที่สังกัดกรุงเทพฯ ตัวเลขดังกล่าวถือว่าสูงเป็นอันดับหนึ่ง โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานเปรียบเทียบที่ใช้งบประมาณของกรุงเทพฯ กับจำนวนบุคลากร (ข้าราชการ) ที่มีอยู่ ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณที่จำกัดในการบริหารงานน้อยที่สุด
“เรามีความภาคภูมิใจในการบริหารจัดการที่เน้นประโยชน์เป็นของประชาชน ด้วยทรัพยากรที่จำกัด ซึ่งหมายความว่าทุกที่ ถ้าจะพัฒนาด้านการแพทย์กับสาธารณสุขให้ดี จะต้องใช้งบประมาณในการดำเนินการจำนวนมาก แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการ เราพิสูจน์แล้วว่าสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
เราตั้งใจในการพัฒนาโดยไม่ได้อิงกับตัวบุคคล หรือ วัฒนธรรมเดิม เรามีวิสัยทัศน์ มีแผนกลยุทธ์ และมีแผนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (HR) ที่ดี ซึ่งเราได้นำระบบการบริหารของโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น ด้านการสาธารณสุข หรือ การบริหารจัดการมาประยุกต์ใช้ในองค์กรของเรา โดยนำวัฒนธรรมการพัฒนาคนให้พัฒนาศักยภาพเชิงลึกทางด้านแพทย์ ขณะที่ การบริหารจัดการ อาทิ การคัดสรรพนักงานที่เก่งและมีความสามารถ
รวมถึง การให้โอกาสคนเก่งขึ้นเป็นผู้นำ หรือ เป็นผู้บริหาร เป็นต้น เพื่อตอบโจทย์ที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง ซึ่งเราน่าจะเป็นองค์กรแรกที่ตั้งใจ Disruption ระบบราชการเพื่อศักยภาพที่ตอบสนองประโยชน์ของภาคประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งจะสอดคล้องกับนโยบายและวิสัยทัศน์ของคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ทำให้คนตัวเล็กเข้าถึง ทั่วถึง และเท่าเทียม” นพ.ภูริทัตกล่าว

นพ.ภูริทัตกล่าวต่อว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งโรงพยาบาลมาจนถึงปัจจุบันนี้ โรงพยาบาลมีอัตราการเจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดในประเทศ ทั้งในแง่ของจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามารับบริการเพิ่มมากขึ้น รวมถึง การขยายโรงพยาบาลเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาคประชาชนทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่ที่ดินเพียง 7 ไร่ แต่ ณ ปัจจุบันมีพื้นที่ 25 ไร่ จากการที่ภาคประชาชนร่วมซื้อบริจาค ขณะที่ การก่อสร้างอาคาร โรงพยาบาลได้รับงบประมาณตั้งต้นจากกรุงเทพฯ จำนวน 400 ล้านบาท สำหรับการก่อสร้าง 1 อาคาร ซึ่งในปัจจุบันโรงพยาบาลมี 16 อาคาร โดยอาคารที่เหลือได้รับงบประมาณจากการบริจาคของภาคประชาชนทั้งหมด
ด้านการบริการ โรงพยาบาลจะรักษาผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" สิทธิประกันสังคม และสิทธิเบิกจ่าย โดยรายได้ของโรงพยาบาลในภาครัฐไม่สามารถคิดค่าบริการได้เช่นเดียวกับโรงพยาบาลภาคเอกชน ทั้งนี้ การที่โรงพยาบาลสามารถขยายศักยภาพได้ เนื่องจาก โรงพยาบาลเน้นการบริการที่ฟรีก่อให้เกิดศรัทธา ทำให้ประชาชนอยากจะมาร่วมบริจาคช่วยเหลือโรงพยาบาล ด้วยการบริการที่ดี รักษาผู้ป่วยให้หายจากโรค และผู้ป่วยพึงพอใจ ซึ่งอัตราการเติบโตของโรงพยาบาลเปรียบเทียบด้วยตัวเลขของจำนวนอาคารและเงินบริจาคของภาคประชาชนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ จำนวนเตียงที่เพิ่มถึง 550 เตียงในปัจจุบัน แสดงให้เห็นถึงศรัทธามหาศาลจากภาคประชาชนอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลได้ขยายการบริการในส่วนที่เป็นกำไร โดยได้จัดตั้ง “คลินิกพรีเมียม” เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนทุกคนที่ไม่มีสิทธิในการรักษากับโรงพยาบาล แต่มีความประสงค์อยากจะมาใช้บริการของโรงพยาบาล ซึ่งเป็นอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ประชาชนพึงพอใจ อีกทั้ง ราคาถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชนในละแวกเดียวกัน นอกจากนี้ ประชาชนที่เข้ามารับการบริการจะไม่ถูกคิดอัตราค่าบริการที่เกินความจริงอีกด้วย สำหรับวัตถุประสงค์ในการดำเนินดังการกล่าวเพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้แก่โรงพยาบาล รวมถึง การนำรายได้มาจ้างบุคลากรเพิ่ม
ปัจจุบันโรงพยาบาลราชพิพัฒน์ และ “คลินิกพรีเมียม” มีบุคลากร (ข้าราชการ) 30% ส่วนอีก 70% จะเป็นบุคลากรจ้าง ซึ่งนับเป็นหนึ่งตัวอย่างในการ Disruption ระบบราชการของโรงพยาบาล โดยเป็นการบริหารจัดการระบบราชการด้วยแนวคิดแบบใหม่ ทำให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งภาคประชาชนและภาครัฐแบบสมดุล รวมถึง ยังไม่เป็นภาระต่อภาครัฐในระยะยาวอีกด้วย ขณะเดียวกัน ประชาชนได้รับประโยชน์ที่รวดเร็วขึ้น
นพ.ภูริทัตกล่าวต่อว่า ในปี 2569 โรงพยาบาลมีแผนการขยายจำนวนเตียงเพิ่มเป็น 600 เตียง เปิดห้องฉุกเฉินเพิ่มอีก 1 โซน เพิ่มจำนวนเตียงในห้องไอซียูอีก 28 เตียง เปิดห้องผ่าตัดเพิ่มอีก 10 ห้อง เพื่อเพิ่มศักยภาพการบริการให้ครอบคลุมและทั่วถึงมากยิ่งขึ้นใน 6 เขตที่รับผิดชอบ ได้แก่ หนองแขม บางบอน ภาษีเจริญ ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา และบางเเค โดยโครงการจะเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ พร้อมทั้ง มีกำหนดแล้วเสร็จทุกโครงการในปี 2569 ซึ่งจะใช้งบประมาณในการดำเนินการประมาณ 200 ล้านบาท
นอกจากนี้ จากการบริจาคของภาคประชาชน และการบริหารจัดการระบบราชการแบบใหม่ ส่งผลให้โรงพยาบาลสามารถประหยัดงบประมาณในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และการจัดจ้างทรัพยากรบุคคล จึงทำให้มีงบประมาณเหลือ ดังนั้นโรงพยาบาลจึงมีแผนขยายบริการเพิ่ม โดยเปิดรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" เพิ่มอีก 50,000 คน
“การเพิ่มห้องฉุกเฉินจะช่วยให้ผู้ป่วยลดระยะเวลาการรอคอยในการรับการรักษา ซี่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับห้องฉุกเฉิน ขณะที่ การเพิ่มห้องผ่าตัด เนื่องจากการรอคิวผ่าตัดนานหลาย ๆ เดือน ถือเป็นความเจ็บปวดของความทุกข์และความเจ็บปวดทางใจ เพราะความเจ็บป่วยเป็นหนึ่งในความทุกข์ทางร่างกายอย่างมหาศาล ดังนั้นการเพิ่มห้องผ่าตัดจึงช่วยเพิ่มประโยชน์ให้แก่ประชาชนในมิตินี้ อีกทั้ง ยังเป็นการช่วยลดปัญหาทางสังคมได้พอสมควรอีกด้วย
ส่วนการเปิดรับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" เพิ่มอีก 50,000 คน โดยผู้ป่วยส่วนหนึ่งในแง่โรงพยาบาลปฐมภูมิ ต้องไปรักษาที่คลินิกอบอุ่น และเมื่อเกินศักยภาพจะต้องส่งต่อมาที่โรงพยาบาล ซึ่งจุดนี้ประชาชนมีความรู้สึกว่าไม่เท่าเทียม ดังนั้นเมื่อโรงพยาบาลเอกชนในละแวกใกล้เคียงปิดตัวไม่รับผู้ป่วยสิทธิ 30 บาทรักษาทุกที่ หรือ "บัตรทอง" จึงทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมาขึ้นตรงและรักษากับโรงพยาบาลของเรา โดยจะช่วยเพิ่มความเท่าเทียมในแง่ความรู้สึกบริหารจัดการที่มีต่อประชาชน ” นพ.ภูริทัตกล่าว
นพ.ภูริทัตกล่าวในตอนท้ายถึงจุดเด่นของโรงพยาบาลว่า โรงพยาบาลมีการวางแผนเรื่องการบริหารจัดการ โดยเน้นพัฒนาศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ทั้งการดูแลรักษาและการบริหารจัดควบคู่กันไป ส่งผลให้สามารถขยายบริการได้ดีและตรงตามความต้องการของภาคประชาชน รวมทั้ง เน้นใช้ทรัพยากรของภาครัฐอย่างจำกัด อย่างประหยัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐอย่างสมดุล และเป็นการขับเคลื่อนวงการไปข้างหน้า รวมถึง เน้นการบริหารจัดการระบบราชการด้วยแนวคิดใหม่ เพื่อช่วยปัญหา หรือ ข้อจำกัดในการดำเนินงาน ทั้งนี้ มนุษย์มีศักยภาพในการคิดและการบริหารจัดการอย่างไม่จำกัด ถ้าเราช่วยกันคิด ช่วยกันทำงานเป็นทีม และช่วยกันรวบรวมคนที่มีศักยภาพได้มากพอ
งานวิจัยสหรัฐฯ ชี้ชัด-ผู้หญิงเอเชียแม้ไม่สูบบุหรี่ ก็เสี่ยงมะเร็งปอดสูงกว่าที่คิด
โดย รศ.นพ.ศิระ เลาหทัย ศัลยแพทย์ทรวงอกจากศูนย์ผ่าตัดส่องกล้อง โรงพยาบาลวชิรพยาบาล

SMT เทิร์นอะราวด์ พลิกทำกำไร เผยผลประกอบการไตรมาส 1/2569
สะท้อนแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง
บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “SMT” ผู้นำด้านธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ สัญชาติไทย รายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม 631 ล้านบาท เติบโตร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และกำไรสุทธิ 11 ล้านบาท ซึ่งพลิกจากขาดทุนในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าหากไม่รวมรายการที่มิได้เกิดขึ้นเป็นประจำ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายในทุกมิติ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร

ในไตรมาส 1 ปี 2569 รายได้เติบโตขึ้นจากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยได้แรงขับเคลื่อนจากการทยอยปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีอุปสงค์ด้านผลิตภัณฑ์ด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแนวโน้มการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Centers) ที่สูงขึ้น ทาง SMT เล็งเห็นโอกาสในการร่วมมือกับลูกค้าเพื่อศึกษาและวิจัยแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ที่มีคุณภาพและตรงต่อความต้องการในตลาด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพ
ผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นสะท้อนถึงศักยภาพในการแข่งขันและความพร้อมของบริษัทในการรองรับโอกาสทางธุรกิจในอนาคต โดย SMT ยังคงมุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
ปัจจุบัน SMT เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สัญชาติไทยแห่งเดียวในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ที่สามารถรองรับการผลิตแบบ True Vertical Integration เริ่มจากกระบวนการแปรรูปแผ่นเวเฟอร์ (Wafer Processing) ไปจนถึงการประกอบผลิตภัณฑ์ที่เป็นระบบ (System Build) ภายใต้ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1.OSAT (Outsourced Semiconductor Assembly and Test) ประกอบและทดสอบเซมิคอนดักเตอร์ 2. EMS (Electronics Manufacturing Services) ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร และ 3. Photonics เทคโนโลยีโฟโตนิกส์ ครอบคลุม 7 อุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ ยานยนต์ พลังงานสะอาด อุปกรณ์การแพทย์ เซมิคอนดักเตอร์ และโทรคมนาคม โดยมีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง หลากหลายและกระจายตัวอยู่ในภูมิภาคอเมริกา ยุโรป และเอเชียเป็นหลัก
นอกจากนี้ SMT ให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมเดินหน้าพัฒนาความยั่งยืนและระบบกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง
ในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ ยกระดับด้านสิ่งแวดล้อม โดยได้รับการรับรอง ISO 14064-1:2018 และเครื่องหมาย Carbon Footprint for Organization (CFO) ครอบคลุมการวัดการปล่อยคาร์บอนทั้ง 3 Scope พร้อมกำหนดปี 2567 เป็นปีฐาน และตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2583 ควบคู่การลดใช้พลังงานและการใช้พลังงานสะอาดในระยะยาว ด้านสังคมและธรรมาภิบาล บริษัทฯ ได้รับรางวัล CSR-DIW Continuous Award สะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ควบคู่การพัฒนาเทคโนโลยีกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม ชุมชน และผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นองค์กรอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำที่เติบโตอย่างยั่งยืน
28 ปี วัตสัน ประเทศไทย ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านสินค้าและบริการ ร่วมสร้างสรรค์สังคมยั่งยืน ส่งมอบรอยยิ้มและความสุขแก่ผู้บริโภค
วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่งของประเทศไทย ก้าวเข้าสู่ปีที่ 28 ภายใต้แนวคิด "วัตสัน 28 ปี เคียงข้างคนไทย ใส่ใจสังคม" จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยสีสันและความประทับใจ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและสตรี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบแทนสังคมที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ขององค์กร โดยในปีนี้ได้จัดงานเฉลิมฉลองด้วยกิจกรรมเดินขบวนแฟชั่นโชว์ พร้อมมินิคอนเสิร์ต และกิจกรรมการกุศลร่วมกับสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีฯ บ้านพักฉุกเฉิน
วัตสัน เปิดตัว Watsons Community คอมมูนิตี้สุขภาพ-ความงาม
จากรีวิวผู้ใช้จริงทั่วเอเชีย
วัตสัน ผู้นำร้านเพื่อสุ
NEO รุกสร้าง New S Curve ตลาดสินค้าอุปโภค Siver Age ในประเทศไทย ขับเคลื่อน “D-nee Deluxe”
ผู้นำนวัตกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุที่ดียิ่งขึ้นและครบวงจร แตกไลน์ ‘ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ” สูตรชุ่มชื้นพิเศษ แบรนด์แรกด้วยเทคโนโลยียับยั้งกลิ่นจากญี่ปุ่น
‘บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน)’ หรือ NEO รุกสร้างตลาดสินค้าอุปโภค Siver Age ให้กับประเทศไทย “ดีนี่ ดีลักซ์” (D-nee Deluxe) แตกไลน์ผลิตภัณฑ์อาบน้ำ ทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน ขจัดกลิ่นกายพร้อมกลิ่นหอมสดชื่น pH 5.5 ให้ผิวนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้ง ระคายเคือง พร้อมเทคโนโลยียับยั้งกลิ่นไม่พึงประสงค์จากญี่ปุ่น