
Biz Focus Magazine เป็นนิตยสารรายเดือนที่ร่วมส่งเสริมนักธุรกิจ นักลงทุน และผู้ประกอบการภาคธุรกิจอุตสาหกรรม
ทั้งในและต่างประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลข่าวสารระหว่างภาครัฐ - เอกชน และนักลงทุน
+(662) 399-1388
editor@bizfocusmagazine.com
เตือน! “เอ็นข้อเข่าฉีก” เรื่องไม่เล็ก เสี่ยงข้อเข่าเสื่อมก่อนวัย
บ่อยครั้งที่ได้เห็นภาพของนักฟุตบอลปะทะกันล้มลงบนสนาม เบาหน่อยอาจแค่พ่นยาแล้วลุกขึ้นชิงชัยอีกครั้ง แต่บางคนถึงกับต้องหามออกจากการแข่งขันเพราะเอ็นข้อเข่าฉีกขาด
โอสถสภา ยกระดับองค์กรไทยสู่ Top 3 ของโลกด้านความยั่งยืนกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม
บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญบนเวทีระดับสากล โชว์ศักยภาพองค์กรยั่งยืนด้วยการทะยานขึ้นสู่ตำแหน่งอันดับ 3 จากทั้งหมด 76 บริษัททั่วโลก ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม จากผลการประเมิน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA) ประจำปี 2025 ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์ความสำเร็จในการบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนระยะแรก (2019–2025) ได้อย่างครบถ้วนทั้ง 5 มิติ

นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “การที่โอสถสภาสามารถก้าวขึ้นมายืนหยัดในตำแหน่งอันดับ 3 ของโลก ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มระดับสากล คือข้อพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับความโปร่งใสของข้อมูล (Data Transparency) ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่ทำให้เราแตกต่าง ในขณะที่โลกกำลังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบได้ โอสถสภาเลือกเปิดเผยตัวเลขผลการดำเนินงานจริงอย่างตรงไปตรงมา เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการขับเคลื่อน ESG ให้เกิดขึ้นจริงอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่ภาพลักษณ์”
“ความสำเร็จในเฟสแรกนี้เกิดจาก ‘Our Power’ หรือพลังความร่วมมือของพนักงานทุกคนที่ใช้โมเดล Smart Factory Innovation มาเป็นเครื่องมือหลักในการเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะ สำหรับก้าวต่อไปในเฟสสอง (2026–2030) เราจะมุ่งยกระดับการบริหารจัดการของเสียตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 อย่างยั่งยืน” นางสาวมุกดา กล่าวเสริม
สถิติความสำเร็จบนเวทีความยั่งยืนระดับสากลและระดับประเทศ โอสถสภาสร้างบรรทัดฐานใหม่ด้วยการเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ผ่านสถาบันชั้นนำ:
Smart Factory Innovation: เทคโนโลยีขับเคลื่อนประสิทธิภาพสู่ผลลัพธ์ที่เหนือกว่า
เบื้องหลังตัวเลขที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ คือการยกระดับสู่ Smart Factory ผ่านการนำ AI, Machine Learning และ IoT มาใช้บริหารจัดการทรัพยากรแบบ Real-time เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างผลลัพธ์ที่เหนือกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้
"Our Power" พลังแห่งความโปร่งใสสู่ห่วงโซ่คุณค่า
โอสถสภายังคงเดินหน้าส่งต่อความยั่งยืนสู่สังคม โดยถ่ายทอดวัฒนธรรมองค์กร ACT (Achievement, Consumer-focus, Teamwork) ให้กลายเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้:
โอสถสภา ยืนหยัดในฐานะต้นแบบองค์กรไทยที่ยึดถือมาตรฐานระดับ World Class และความโปร่งใสของข้อมูลเป็นบรรทัดฐาน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและคืนคุณค่ากลับสู่สังคมโลกอย่างแท้จริง
“คนแบกกุ้ง” เปิดตัว “เก่ง–น้ำปิง” Friend of Brand ครั้งแรกของแบรนด์
ส่งต่อภาพลักษณ์แบรนด์น้ำปลาไทยสู่คนรุ่นใหม่ ภายใต้แคมเปญ “รสชาติที่แบกทุกโมเมนต์”

น้ำปลาแท้ตรา “คนแบกกุ้ง” แบรนด์น้ำปลาไทยที่อยู่คู่ครัวไทยมาอย่างยาวนานเปิดตัว เก่ง–หฤษฎ์ บัวย้อย และ น้ำปิง–นภัสกร ปิงเมือง เป็น Friend of Brand ครั้งแรกของแบรนด์อย่างเป็นทางการ ภายใต้แคมเปญ “รสชาติที่แบกทุกโมเมนต์” เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้เข้าถึงผู้บริโภครุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น โดยยังคงมาตรฐานและคุณภาพของน้ำปลาแท้ที่ผู้บริโภคไว้วางใจมาโดยตลอด
อีกหนึ่งไฮไลต์ของแคมเปญ คือการเปิดตัว ฉลาก Special Edition “เก่ง–น้ำปิง” เป็นครั้งแรกของแบรนด์ ถ่ายทอดความพิเศษของการร่วมงานครั้งนี้ผ่านบรรจุภัณฑ์ลวดลายพิเศษที่ผลิตในจำนวนจำกัด เพื่อร่วม เฉลิมฉลองก้าวสำคัญของแบรนด์และสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับผู้บริโภค
"ตลอดเวลามากกว่า 70 ปี คนแบกกุ้งเติบโตเคียงคู่ครัวไทยและครัวสากล โดยยึดมั่นในเอกลักษณ์ของรสชาติ ความสดของวัตถุดิบ ความสะอาดของผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมาอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน เราเชื่อว่าแบรนด์ก็ต้องพัฒนาและสื่อสารกับผู้บริโภคในทุกยุคสมัย การเปิดตัวเก่งและน้ำปิง ในฐานะ Friend of Brand ของแบรนด์ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการสื่อสารแบรนด์จากแบรนด์ที่หลาย คนคุ้นเคย สู่แบรนด์ที่คนรุ่นใหม่อยากรู้จัก"
การเปิดตัว Friend of Brand ในครั้งนี้ นับเป็นส่วนหนึ่งของแผนการสื่อสารแบรนด์ระยะยาว ที่มุ่งสร้างความ ใกล้ชิดกับผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดการรับรู้แบรนด์ผ่านกิจกรรมและคอนเทนต์สร้างสรรค์ตลอดช่วงเดือน กรกฎาคม–ธันวาคม 2569 ภายใต้แคมเปญ “รสชาติที่แบกทุกโมเมนต์”
ผู้บริโภคสามารถติดตามกิจกรรมและคอนเทนต์สุดพิเศษจาก เก่ง–น้ำปิง ได้ผ่านทุกช่องทางโซเชียลมีเดีย
ของ คนแบกกุ้ง พร้อมสัมผัสผลิตภัณฑ์ฉลาก Special Edition ได้ที่ร้าน 7-Eleven, Makro, Lotus's, Big C, CJ, Tops, GO Wholesale, MaxValu, Gourmet Market, Thai Foods Fresh Market, Foodland, Villa Market ร้านค้าชั้นนำทั่วประเทศ รวมถึงช่องทางออนไลน์ผ่าน Shopee และ TikTok Shop
NRF ดัน “Pink Sauce” ซอสพริกศรีราชาสีชมพูสู่เวทีโลก
หลังงาน THAIFEX 2026 สร้างดีลใหม่กว่า 10 ประเทศ
เตรียมลุยตลาดสหราชอาณาจักรเต็มตัวกรกฎาคมนี้
บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF ผู้นำด้านการผลิต จัดจำหน่าย และส่งออกอาหารเอเชียระดับโลก รวมถึงผู้ให้บริการผลิตสินค้าในรูปแบบ OEM ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม หลังได้รับความสนใจจากผู้ซื้อ ผู้นำเข้า และพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก จากการเผยโฉม “Pink Sauce” ซอสพริกศรีราชาสีชมพู ครั้งแรกของโลก ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ส่งผลให้มียอดคำสั่งซื้อและการเจรจาธุรกิจที่ประสบความสำเร็จกับลูกค้าจากกว่า 10 ประเทศ สะท้อนศักยภาพของผลิตภัณฑ์อาหารไทยที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดสากลได้อย่างโดดเด่น

“Pink Sauce” ซอสพริกศรีราชาสีชมพู มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งสีสัน รสชาติ และความสามารถในการนำไปประยุกต์ใช้กับเมนูอาหารได้หลากหลาย ให้ผลิตภัณฑ์นี้กลายเป็นไฮไลท์ที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องตลอดการจัดงาน โดยเฉพาะตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และเอเชีย ซึ่งมองเห็นศักยภาพของ Pink Sauce ในการสร้างความแตกต่างบนชั้นวางสินค้าและตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ส่งผลให้ Pink Sauce กลายเป็นหนึ่งในสินค้าตัวหลักที่ช่วยขับเคลื่อนตัวเลขการเจรจาธุรกิจของ NRF ในปีนี้อย่างมีนัยสำคัญ
มากไปกว่านั้นเดือนกรกฎาคม 2569 NRF เตรียมเปิดตัว Pink Sauce อย่างเป็นทางการในสหราชอาณาจักร ผ่านการผนึกกำลังกับร้านอาหารเชนรายใหญ่ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศอังกฤษ เพื่อขยายการเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้าง และสร้างการรับรู้แบรนด์ในตลาดยุโรปอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันผลิตภัณฑ์อาหารไทยสู่ตลาดโลก
นอกจากแผนรุกตลาดต่างประเทศแล้ว NRF ยังอยู่ระหว่างการศึกษาแผนนำ Pink Sauce เข้าทำตลาดในประเทศไทย หลังได้รับกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยมจากคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมีเสียงเรียกร้องจากผู้บริโภคชาวไทยที่ติดตามกระแสของผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง
ในขณะเดียวกัน NRF ยังคงตอกย้ำความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอสินค้าด้วยการเติบโตของผลิตภัณฑ์แบรนด์ "พ่อขวัญ" อย่างหอมเจียวพริกกรอบในน้ำมันรำข้าว ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงจากผู้บริโภคที่มองหาผลิตภัณฑ์เพิ่มรสชาติอาหารที่มีเอกลักษณ์และตอบโจทย์การรับประทานที่หลากหลาย สะท้อนถึงศักยภาพการบริหารจัดการสินค้าที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค
นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NRF กล่าวว่า “ในวันที่ตลาดอาหารทั่วโลกมีตัวเลือกมากมาย การสร้างความแตกต่างคือหัวใจสำคัญของการเติบโต Pink Sauce ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะเราต้องการทำซอสรสชาติใหม่ แต่เราตั้งใจที่จะสร้างหมวดหมู่ใหม่ให้กับตลาด และพิสูจน์ให้เห็นว่าอาหารไทยยังมีพื้นที่สำหรับความคิดสร้างสรรค์อีกมาก”
“ผลตอบรับจากพันธมิตรในงานครั้งนี้ ทำให้เรามั่นใจในศักยภาพของ Pink Sauce ว่าจะเติบโตในระดับสากลได้เป็นอย่างดี เราจึงเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างเป็นทางการในสหราชอาณาจักรช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ผ่านความร่วมมือกับร้านอาหารเชนรายใหญ่ที่มีสาขาครอบคลุมทั่วประเทศ และในอนาคตอันใกล้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้นำ Pink Sauce ซอสพริกศรีราชาสีชมพูจะกลับมาสร้างสีสันให้กับตลาดประเทศไทยเช่นกัน” นายแดนกล่าวเสริม

เบื้องหลังความสำเร็จในงาน THAIFEX ปีนี้ NRF ได้นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภค เทรนด์อาหาร และพฤติกรรมตลาดในแต่ละประเทศ เพื่อนำมาพัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และประสบการณ์ภายในบูธให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่มากยิ่งขึ้น สะท้อนวิสัยทัศน์ของบริษัทในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในตลาดอาหารโลก
ความสำเร็จในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของ NRF ในการยกระดับแบรนด์อาหารไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล พร้อมเดินหน้าขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดใหม่ทั่วโลก ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคอย่างตรงจุด เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทยในระยะยาว
“แลคตาซอย” ตอกย้ำผู้นำตลาดนมถั่วเหลือง
คว้ารางวัล No. 1 Brand Thailand 2026 ต่อเนื่อง 11 ปี

บริษัท แลคตาซอย จำกัด ตอกย้ำภาพลักษณ์ผู้นำตลาดนมถั่วเหลือง ล่าสุดคว้ารางวัล “Marketeer No.1 Brand Thailand 2026” ในประเภทนมถั่วเหลืองติดต่อกันเป็นปีที่ 11 สะท้อนให้เห็นถึงความนิยมที่ยืนหนึ่งในใจผู้บริโภคทุกเจเนอเรชันทั่วประเทศ โดยมี นางสาวมัลลิกา จิรพัฒนกุล ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายขาย เข้ารับรางวัลที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน
รางวัลดังกล่าวพิจารณาจากผลการสำรวจวิจัยภาคสนามเชิงลึก จัดทำโดยนิตยสาร Marketeer ร่วมกับบริษัท Marketing Move ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง ชายและหญิง อายุ 12-59 ปี จำนวนกว่า 6,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ 5 ภาคทั่วประเทศไทย (กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้) ด้วยวิธีการสำรวจแบบเผชิญหน้า ซึ่งผลการวิจัยพบว่า “แลคตาซอย” เป็นแบรนด์ยอดนิยมอันดับหนึ่งในหมวดนมถั่วเหลืองประจำปี 2026
การได้รับรางวัลต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จที่เกิดจากความมุ่งมั่นตลอดระยะเวลากว่า 46 ปี ในการดำเนินธุรกิจ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้แลคตาซอยได้รับความไว้วางใจมาอย่างยาวนาน คือการไม่หยุดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูง มีประโยชน์ต่อสุขภาพ มีความหลากหลายของรสชาติ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม ในราคาที่คุ้มค่า รางวัลนี้จึงเป็นทั้งความภาคภูมิใจและแรงผลักดันให้ทีมงานแลคตาซอยทุกคน เดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทยต่อไปอย่างยั่งยืน
สื่อมวลชนต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท อินทิเกรเต็ด คอมมูนิเคชั่น จำกัด โทร. 0 2354 3588 www.incom.co.th
พิมพ์ลดา วรชาติทวีชัย โทร. 093 326 5359 Email: This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) ดันประเทศไทยขึ้นเป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านอาหารทะเลของภูมิภาค ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026
ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในตลาดอาหารทะเลที่มีบทบาทสำคัญเชิงกลยุทธ์ของนอร์เวย์ในเอเชีย และเป็นประตูสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยจุดแข็งจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับและขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลมากขึ้น ผสานกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง โครงสร้างพื้นฐานด้านฟู้ดเซอร์วิสที่ครบวงจร ตลอดจนศักยภาพในการเชื่อมโยงกับตลาดในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากค่าเงินโครนนอร์เวย์ที่แข็งค่าขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับสูงขึ้น รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่ออุตสาหกรรมอาหารทะเลทั่วโลก แต่ประเทศไทยยังคงมีการเติบโตเชิงบวกทั้งในด้านมูลค่าและปริมาณการนำเข้าอาหารทะเลจากนอร์เวย์ ในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2569 มูลค่าการส่งออกอาหารทะเลจากนอร์เวย์มายังประเทศไทยอยู่ที่ 4.5 พันล้านบาท (หรือ 1.288 พันล้านโครนนอร์เวย์) เพิ่มขึ้น 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยทั้งแซลมอนและฟยอร์ดเทราต์ มีปริมาณการนำเข้ารวมกันอยู่ที่ 11,511 ตัน เพิ่มขึ้น 17% และมีมูลค่าเติบโต 14% ที่น่าสนใจคือ แซลมอนและฟยอร์ดเทราต์ที่นำเข้ามายังประเทศไทย 97% อยู่ในรูปแบบสด สะท้อนความต้องการอาหารทะเลคุณภาพพรีเมียมของผู้บริโภคไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้านอร์วีเจียนซาบะมายังประเทศไทยมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 6% แต่ปริมาณลดลง 28% จากข้อจำกัดด้านปริมาณสต็อก

คุณคริสเตียน เครเมอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงสูงและมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์อย่างมากต่ออาหารทะเลนอร์เวย์ในเอเชีย โดยกำลังก้าวจากการเป็นเพียงตลาดผู้บริโภค สู่การมีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าอย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การแปรรูป โซลูชันด้านฟู้ดเซอร์วิส การพัฒนาช่องทางค้าปลีก ไปจนถึงการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พัฒนาการดังกล่าวสอดคล้องกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศอาเซียน ที่มองหาอาหารทะเลคุณภาพพรีเมียมที่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาได้ ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและให้ความสำคัญกับคุณภาพมากขึ้น เรามองเห็นโอกาสการเติบโตในระยะยาวที่มีศักยภาพสูงทั่วทั้งภูมิภาค
ภายในพาวิลเลียน Seafood from Norway ในงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 มีผู้ส่งออกอาหารทะเลจากนอร์เวย์กว่า 20 ราย ร่วมจัดแสดงสินค้าอาหารทะเลระดับพรีเมียม นวัตกรรมการแปรรูป และเทคโนโลยีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสมัยใหม่ พร้อมกันนี้ Seafood from Norway ยังได้แต่งตั้ง เชฟวิลเมนต์ ลีออง ผู้ก่อตั้ง Thailand Culinary Academy เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ในวงการอาหาร กระตุ้นให้ครอบครัวคนรุ่นใหม่หันมาลงทุนกับการเลือกซื้ออาหารทะเลคุณภาพสูงจากแหล่งผลิตที่ยั่งยืน ควบคู่กับการให้ความรู้เกี่ยวกับโภชนาการและความเป็นอยู่ที่ดี เพื่อเสริมสร้างพฤติกรรมการบริโภคที่ดีตั้งแต่เด็ก ๆ

ด้านคุณโอซฮิลด์ นัคเค่น ผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) เปิดเผยว่า ประเทศไทยยังคงเป็นตลาดหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับแซลมอน ฟยอร์ดเทราต์ และนอร์วีเจียนซาบะ โดยในปีนี้ Seafood from Norway มุ่งต่อยอดโอกาสจากการเติบโตของวัฒนธรรมการรับประทานอาหารของคนเมือง ผลักดันให้การบริโภคอาหารทะเลก้าวสู่กระแสหลักในกลุ่มครอบครัวคนไทยรุ่นใหม่ เรามุ่งเชื่อมโยงอาหารทะเลนอร์เวย์เข้ากับแนวคิดด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต ไลฟ์สไตล์ และประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับพรีเมียม ผ่านความร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งในประเทศไทย เพื่อร่วมกันสร้างวัฒนธรรมการบริโภคอาหารทะเลนอร์เวย์ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความต้องการทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ในประเทศไทย การรับรู้ของผู้บริโภคต่อสัญลักษณ์ Seafood from Norway ที่แสดงถึงแหล่งที่มายังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการสื่อสารผ่านแคมเปญการตลาดที่หลากหลาย สำหรับแซลมอนมีการเติบโตที่ชัดเจน จากเดิมที่เป็นเมนูระดับพรีเมียมในร้านอาหารสู่การเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงที่เข้าถึงได้ในชีวิตประจำวัน ครอบคลุมทั้งช่องทางค้าปลีก ร้านอาหาร เดลิเวอรี และการทำอาหารเองที่บ้าน โดยแคมเปญ ‘Salmon Saturday’ มีส่วนช่วยกระตุ้นการบริโภคที่นอกเหนือจากโอกาสพิเศษ ช่วยผลักดันให้แซลมอนกลายมาเป็นเมนูประจำสัปดาห์
ในขณะเดียวกัน นอร์วีเจียนซาบะถูกนำเสนอในฐานะซูเปอร์ฟู้ดระดับพรีเมียมที่เข้าถึงได้ ด้วยราคาที่เหมาะสมและคุณค่าทางโภชนาการสูง เพื่อขยายการเข้าถึงสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง ผ่านแคมเปญ ‘Fish and Firm’ และแคมเปญ ‘Fish Fever’ ที่เตรียมเปิดตัว โดยต่อยอดจากกระแสการผ่านเข้ารอบฟุตบอลโลก 2026 ของนอร์เวย์เป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี พร้อมดึง เออร์ลิง ฮาแลนด์ นักเตะซูเปอร์สตาร์ระดับโลก ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Seafood from Norway ทั่วโลก

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญล่าสุดของ Seafood from Norway สามารถเข้าชมได้ทางเว็บไซต์ Facebook หรือ Instagram
ทั้งนี้ สภาอุตสาหกรรมอาหารทะเลนอร์เวย์ (NSC) เป็นบริษัทมหาชนภายใต้กระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และการประมง สภาฯ ทำงานร่วมกับอุตสาหกรรมการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของนอร์เวย์ เพื่อพัฒนาและขยายตลาดอาหารทะเลส่งออกจากนอร์เวย์ เป็นตัวแทนผู้ส่งออกอาหารทะเลและอุตสาหกรรมอาหารทะเลของประเทศนอร์เวย์ ‘Seafood from Norway’ เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงแหล่งกำเนิดของอาหารทะเลที่จับได้หรือเพาะเลี้ยงในแหล่งน้ำทะเลที่เย็นและใสสะอาดของประเทศนอร์เวย์
แมคโดนัลด์ ประเทศไทย เดินหน้าลงทุนระยะยาว หลังคว้าสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ต่ออีก 20 ปี
ปักหมุดขยายสาขาเท่าตัวภายในปี 2033 สร้างงานกว่า 6,000 อัตรา หนุนเศรษฐกิจไทยเติบโตไปพร้อมกัน

นายวิชา พูลวรลักษณ์ (กลาง) ประธานกรรมการ บริษัท แมคไทย จำกัด และนายแพทริค วอลช์ (ที่สองจากขวา) ผู้บริหารภูมิภาคเอเชีย แมคโดนัลด์ คอร์ปอเรชั่น พร้อมด้วยนางสาวกิตติวรรณ อนุเวชสกุล (ขวา) ประธานกรรมการบริหาร นายวิศรุต พูลวรลักษณ์ (ที่สองจากซ้าย) และ นายวิชญะ พูลวรลักษณ์ (ซ้าย) กรรมการ บริษัท แมคไทย จำกัด ร่วมประกาศความพร้อมขับเคลื่อนกลยุทธ์ระยะยาว หลังได้รับสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ในประเทศไทยแต่เพียงรายเดียว ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 20 ปี ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพตลาดไทย และการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพด้วยมาตรฐานระดับสากล
กรุงเทพฯ (9 กรกฎาคม 2569 ) - บริษัท แมคไทย จำกัด ผู้นำธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ภายใต้แบรนด์ “แมคโดนัลด์ ประเทศไทย” ประกาศความพร้อมเดินหน้ากลยุทธ์การเติบโตระยะยาว หลังได้รับสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ในประเทศไทยแต่เพียงรายเดียวต่อเนื่องอีก 20 ปี สะท้อนความเชื่อมั่นของแมคโดนัลด์ คอร์ปอเรชั่น ที่มีต่อศักยภาพของตลาดไทยและความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจของแมคไทย พร้อมเดินหน้าลงทุนขยายสาขาและยกระดับประสบการณ์ลูกค้า เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับ การสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างยั่งยืน
นายวิชา พูลวรลักษณ์ ประธานกรรมการ บริษัท แมคไทย จำกัด กล่าวว่า “การได้รับสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์แมคโดนัลด์ในประเทศไทยเพียงรายเดียวต่อเนื่องอีก 20 ปีครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความแข็งแกร่งเชิงกลยุทธ์ และความพร้อมของแมคไทยในการขับเคลื่อนแบรนด์ระดับโลกให้เติบโตอย่างมั่นคงในไทย หลังจากนี้ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย พร้อมเดินหน้าเต็มที่เพื่อยกระดับประสบการณ์แห่งความสุข (Feel-Good Moments) ให้กับลูกค้า ผ่านการส่งมอบเมนูคุณภาพ การบริการที่ทันสมัย นวัตกรรมดิจิทัล และความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ได้อย่างครอบคลุม”
เพื่อขับเคลื่อนแบรนด์ไปสู่อนาคต แมคโดนัลด์ ประเทศไทย ได้วางแนวทางการดำเนินงานเชิงรุกผ่านแกนหลักสำคัญ ดังนี้

นอกจากการขยายธุรกิจ แมคโดนัลด์ ประเทศไทย ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรรมการให้บริการการยกระดับประสบการณ์ลูกค้าทั้งภายในร้านและผ่านช่องทางดิจิทัล ตลอดจนการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ความคุ้มค่า และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยในทุกไลฟ์สไตล์
“เราเชื่อมั่นว่าการได้รับสิทธิ์บริหารแฟรนไชส์ต่อเนื่องในระยะยาวครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงโอกาสในการขยายธุรกิจ แต่ยังเป็นความรับผิดชอบในการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกับประเทศไทย ทั้งในมิติของการลงทุน การสร้างงาน การพัฒนาบุคลากร และการสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น เราพร้อมเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคชาวไทยในทุกมิติ” นายวิชา พูลวรลักษณ์ กล่าวทิ้งท้าย
3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย ตรึงราคาน้ำตาลทรายตลอดเดื
แง้มเตรียมปรับโครงสร้
พร้อมชี้ทุกมาตรการเพื่อรั
กรุงเทพฯ 9 เมษายน 2569 - 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) ชี้แจงแนวทางบริหารจัดการราคาน้ำตาลทรายในประเทศ ภายใต้สถานการณ์ต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจโลกและความผันผวนด้านพลังงาน โดยยืนยันเดินหน้าตรึงราคาขายปลีกน้ำตาลทรายตลอดเดือนเมษายนนี้ เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาขายปลีกให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เปลี่ยนแปลง โดยคาดว่าจะเริ่มมีผลในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป ภายใต้หลักการดูแลผลกระทบอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ให้สามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะต้นทุนที่ยังมีแนวโน้มผันผวน
โอสถสภา (OSP) คว้า 3 รางวัลใหญ่ ด้านความยั่งยืนระดับเอเชีย
จากเวที Asia Responsible Enterprise Awards 2026

บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ตอกย้ำศักยภาพผู้นำที่ดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและยั่งยืนในระดับภูมิภาค คว้า 3 รางวัลใหญ่จากเวที Asia Responsible Enterprise Awards 2026 จัดโดย Enterprise Asia ณ ประเทศมาเลเซีย จากการมุ่งมั่นขับเคลื่อนความเติบโตภายใต้กรอบ Osotspa Sustainability Goals 2030 ผ่าน 3 โครงการเด่น ได้แก่ (1) การเพิ่มคุณค่าบรรจุภัณฑ์ขวดแก้วตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนแบบ Closed-loop ลดน้ำหนักขวดลง 15% และใช้เศษแก้วรีไซเคิลสูงถึง 75-80% (2) การยกระดับกระบวนการจัดซื้อและการดูแลคู่ค้าเพื่อสร้าง climate resilience นำร่องรถขนส่งไฟฟ้า (EV) และการจัดเส้นทางขนส่งด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
(3) การส่งมอบผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำตาลต่ำกว่า 6% แบบยกพอร์ต เพื่อเป็นทางเลือกเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพให้แก่ผู้บริโภค
ความสำเร็จในครั้งนี้สะท้อนถึงการบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) เข้ากับธุรกิจหลักอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีพนักงานทุกคนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงในทุกส่วนขององค์กร ตอกย้ำความมุ่งมั่นของโอสถสภาที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง และเติบโตเคียงข้างสังคมไทยมาอย่างยาวนานมากกว่า 135 ปี
BRR ผถห. ไฟเขียวทุกวาระ เคาะปันผล 0.165 บาท/หุ้น
ชูฐานรายได้มั่นคง รับแนวโน้มราคาน้ำตาลฟื้นตัว

คณะกรรมการ และผู้บริหาร บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BRR ถ่ายภาพเป็นที่ระลึกร่วมกันในงานประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติทุกวาระตามที่คณะกรรมการเสนอ
พร้อมอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.165 บาท คิดเป็นเงินรวม 133.99 ล้านบาท หรือคิดเป็น 50% ของกำไรสุทธิตามงบการเงินรวม โดยกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 สะท้อนนโยบายสร้างผลตอบแทนอย่างต่อเนื่องให้กับผู้ถือหุ้น
ปัจจุบันบริษัทฯ มีรายได้หลักจากธุรกิจน้ำตาลในสัดส่วนประมาณ 70–80% ของรายได้รวม โดยในปี 2569 ผลการดำเนินงานยังได้รับแรงกดดันจากราคาน้ำตาลในตลาดโลก ทั้งนี้แนวโน้มล่าสุดเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว โดยเฉพาะราคาน้ำตาลและอัตราแลกเปลี่ยนที่ปรับตัวดีขึ้น ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกต่อภาพรวมธุรกิจในระยะถัดไป
ขณะเดียวกัน บริษัทมีการกระจายแหล่งรายได้ผ่านธุรกิจอื่น อาทิ ธุรกิจไฟฟ้าและธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอและช่วยลดความผันผวนของผลการดำเนินงาน โดยเฉพาะธุรกิจไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าในระยะยาว ส่งผลให้บริษัทมีรายได้ที่มั่นคง และสนับสนุนโครงสร้างรายได้ให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น
............................................
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: IR PLUS
คุณรวิสรา วากย์เงินตรา (พลอย) โทร 02 0226200 ต่อ 611,063-209-9099,Email : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.