August 31, 2025

Cover_2025

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

กางแผนธุรกิจ “AEG”

 เร่งขยายสาขา-ตั้งเป้าเติบโต 20% 

      AEG เดินหน้าแผนธุรกิจ ปักหมุดภาคอีสาน กลาง และเหนือ ขยายอีก 6 สาขา ตั้งเป้าปีนี้ให้บริการกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ เสริมแกร่งการบริการ บวกตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างครอบคลุมในแต่ละพื้นที่ พร้อมประกาศบุกตลาดอาเซียน รับดีมานด์โต กระแสตอบรับดี ตั้งเป้าเติบโตจากปีที่ผ่านมา 20% มั่นใจตัวเลขตามคาด โดยปริมาณงานพุ่งขึ้นตั้งแต่ต้นปี พร้อมชูบริการใหม่ที่โดดเด่น “AEG Gold Cap-Lock” มุ่งแก้ไข Pain Point ลูกค้า-ปัญหาอาชญากรรม

      คุณวชิรวิทย์ พูน รองประธานกรรมการบริหาร แห่งบริษัทแองโกลอีสต์กรุป หรือ AEG บริษัทชั้นนำด้านการให้บริการระบบรักษาความปลอดภัยและประกันภัยแบบครบวงจร โดยมีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจร้านทอง เพชร อัญมณี และธุรกิจมูลค่าสูง มากว่า 40 ปี กล่าวถึงทิศทางการดำเนินธุรกิจในปี 2568 ว่า AEG มีแผนที่จะขยายสาขาให้บริการในประเทศครบ 20 สาขา จากปัจจุบันที่ได้เปิดให้บริการแล้วจำนวน 14 สาขา ไม่ว่าจะเป็นสาขาจันทบุรี สมุทรปราการ ชลบุรี นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ และนครราชสีมา เป็นต้น ส่วนอีก 6 สาขาที่เหลือจะเร่งทยอยดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้าง โดยจะตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 3 สาขา ภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑลเพิ่มเติมอีก 2 สาขา และภาคเหนือ 1 สาขา

      สำหรับวัตถุประสงค์ในการขยายสาขาดังกล่าว เนื่องจากในปัจจุบัน AEG ดูแลลูกค้ากลุ่มที่เป็นสาขารายใหญ่อยู่แล้วประมาณ 300-500 สาขา ขณะเดียวกัน AEG ได้รับการติดต่อจากลูกค้าในพื้นที่นั้น ๆ หรือ ในกลุ่มสถาบันการเงิน และอื่น ๆ จึงทำให้มองเห็นถึงศักยภาพขององค์กร และความพร้อมของแต่ละพื้นที่ที่ได้เข้าเปิดให้บริการ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่จะทำให้ AEG มีโอกาสเติบโตเพิ่มมากยิ่งขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ การขยายสาขาดังกล่าว ยังทำให้การบริการของ AEG ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มลูกค้า Corporate ขนาดใหญ่ หรือ Top Industry Security ซึ่งตั้งอยู่ในแต่ละท้องถิ่นอีกด้วย โดยขณะนี้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายดังกล่าว

     “AEG มีบริการของบริษัทในเครือ หลายประเภท โดยในแต่ละสาขาที่เราไปเปิดจะมีผลิตภัณฑ์อย่างน้อย 3 ประเภทหลัก ๆ ให้บริการลูกค้า ได้แก่ ระบบรักษาความปลอดภัย ประกันภัย และตู้นิรภัยให้เช่า ขณะที่ ในแง่ของการลงทุนจะขึ้นอยู่พื้นที่ของแต่ละสาขาที่มีความแตกต่างกัน 

     เรามีความเชี่ยวชาญในธุรกิจที่มีมูลค่าสูง อย่างเช่น เพชร พลอย อัญมณี ทองคำ รวมถึง โรงรับจำนำ เรามีผลตอบรับที่ดีจากลูกค้ากลุ่มเหล่านี้อย่างเห็นได้ชัดมากขึ้น โดยสร้างรายได้มากกว่า 50% ของรายได้รวมทั้งหมด ขณะที่ กลุ่มร้านพื้นเมืองและมีชื่อเสียงที่อยู่ในแต่ละพื้นที่ นับเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายหลักที่มารองรับกับแผนขยายสาขาการให้บริการของเรา นอกจากนี้ เรายังมีกลุ่มลูกค้าอื่นๆ อย่างเช่น โรงงานปลากระป๋องรายใหญ่ของประเทศ โรงงานผลิตรถยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ และสถาบันการเงินที่ได้มีการติดต่อเราเข้ามามากขึ้น เป็นต้น” คุณวชิรวิทย์กล่าว

     ขณะเดียวกัน ในปี 2568 AEG มีแผนขยายเพิ่มอีก 2 สำนักงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งหมดเป็น 8 สำนักงาน จากปัจจุบันที่มีสำนักงานให้บริการใน  6 ประเทศ ซึ่งประกอบด้วย ฮ่องกง ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และจีน ขณะนี้ อยู่ในระหว่างการดำเนินการ โดย AEG มองเห็นถึงช่องว่างทางการตลาดที่ยังเติบโตได้ดี โดยในแต่ละสำนักงานที่เปิดให้บริการ ลูกค้าให้การตอบรับเป็นอย่างดี สำหรับรูปแบบการให้บริการพื้นฐานจะคล้ายคลึงกับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม จะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละประเทศด้วยเช่นกัน อาทิ ความเสี่ยงของแต่ละประเทศ เป็นต้น

    ด้านการวางเป้าหมายการดำเนินธุรกิจในปี 2568 คุณวชิรวิทย์กล่าวว่า ปีนี้เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในภาวะชะลอตัว ทำให้ธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบกันอย่างถ้วนหน้า ยกเว้นบางธุรกิจเท่านั้นที่ยังคงมีผลกำไร แต่น้อยมาก รวมถึง สหรัฐอเมริกาประกาศขึ้นกำแพงภาษีกับทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลในเชิงลบต่อภาพรวมการลงทุนของผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ สำหรับในส่วนของ AEG ตั้งเป้าเติบโตเพิ่ม 20% จากปี 2567 ที่ผ่านมา และมีความมั่นใจว่าตัวเลขดังกล่าวมีความเป็นไปได้และไม่หลุดกรอบอย่างแน่นอน เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา AEG ได้รับปริมาณงานเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ รายได้ของ AEG ทั้ง 6 ประเทศในปีนี้ คาดการณ์ว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นเช่นกัน

     คุณวชิรวิทย์กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน AEG มีทั้งผลิตภัณฑ์และการบริการใหม่ๆ โดยเชื่อมั่นในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันภัยทางไซเบอร์และภัยออนไลน์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีภัยอื่น ๆ อีกหลากหลายรูปแบบ ที่ควรเฝ้าระวังเช่นกัน  ดังนั้น AEG ได้มีการพัฒนาบริการใหม่ล่าสุด “AEG Gold Cap-Lock” สำหรับแก้ไขปัญหาทองปลอมและอาชกรรมโดยเฉพาะ หรือ Gold Cap-Lock เป็นเทคโนโลยี AI รูปแบบใหม่ที่จะตรวจสอบประวัติของบุคคลต้องสงสัยด้วยการสแกนตัวตนของบุคคลที่เดินผ่านไปผ่านมาหรือเข้า-ออกบริเวณร้าน พร้อมแจ้งเตือนเจ้าของร้านแบบทันทีให้เฝ้าระวังการทำธุรกรรมกับบุคคลที่ระบบแจ้งเตือน

     โดยระบบ Gold Cap-Lock เป็นระบบที่จะเชื่อมเครือข่ายไว้กับกล้องรูปแบบพิเศษ ที่เมื่อมีใครเดินผ่านกล้องระบบจะแจ้งเตือนประวัติอาชญากรรมหรือคดีความต่างๆ ที่มีผู้ที่หน้าตาคล้ายคลึงกับบุคคลท่านนั้นเคยทำมา ซึ่งข้อมูลของผู้มีประวัติต้องสงสัยจะถูกอ้างอิงจากฐานข้อมูลของ AEG ที่มีประวัติผู้เคยก่อเหตุทั้งโจรกรรม อาชญากรรม ฉ้อโกง ชิงทรัพย์ และอื่น ๆ โดยแหล่งข้อมูลมีการอัปเดตแบบ Real Time จากทั้ง 6 ประเทศทั่วโลก

     ขณะที่ การทำงานของระบบกับประโยชน์ที่ร้านทองจะได้รับ หากคนที่จะเข้ามาซื้อทองเดินผ่านกล้องและเคยก่อเหตุมาก่อน ไม่ว่าจะเป็น การปล้นทอง หรือ แม้กระทั่งเคยขายทองปลอมก็ตาม ระบบจะขึ้นแจ้งเตือนได้ทันทีที่คนคนนี้เดินเข้ามาในร้าน ว่าบุคคลนี้เคยก่อเหตุในลักษณะใดมาบ้าง โดยจะเป็นการแจ้งเตือนผ่านหลังบ้านของร้านทองให้เจ้าของร้าน หรือ พนักงานรู้ตัวและเฝ้าระวังไว้ก่อนเท่านั้น ซึ่งระบบถูกออกแบบมาเพื่อไม่ให้โจรรู้ตัว และให้เราเฝ้าระวังและไหวตัวได้ทันก่อนผู้ร้ายจะก่อเหตุ

“ระบบ Cap-Lock ถือเป็นหนึ่งของบริการใหม่ล่าสุดของเรา และเป็นสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาเพื่อเสริมจุดเด่นของเราที่คนอื่นไม่มี โดยเป็นการแก้ไขจุดที่สร้างปัญหาให้กับผู้ประกอบการในการทำธุรกิจ  (Pain Point) ซึ่งระบบนี้ได้มีการเปิดตัวไปแล้วเมื่อเดือนธันวาคม  2567 ที่ผ่านมา ปัจจุบันกระแสตอบรับดี เนื่องจากเราได้พัฒนาระบบเพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นการตอบโจทย์ด้านอาชญากรรมผ่านการวิเคราะห์จากฐานข้อมูลของเราโดยเฉพาะ ขณะนี้ เรามีลูกค้ารายใหญ่ซึ่งมีหลายสาขาในสัตหีบ ลพบุรี และบางบ่อ สมุทรปราการ” คุณวชิรวิทย์กล่าว

     ด้านการสร้างแบรนด์ของ AEG ให้เป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยดั้งเดิมเกิดจากคำบอกเล่าแบบปากต่อปากเกี่ยวกับการทำงานอย่างมีคุณภาพของ AEG อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา  AEG ได้เพิ่มช่องทางอื่น ๆ ในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้ามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ป้ายโฆษณาบิลบอร์ดในจุดหลักๆ หลายจุดทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมถึง สื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ ทุกแพลตฟอร์ม

     ทั้งนี้ ในตลาดที่ AEG มีความเชี่ยวชาญ ตนมองว่า AEG มีตำแหน่งที่มั่นคงและยาวนานในระดับหนึ่งแล้ว แต่แน่นอนว่าคนเราต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการพัฒนา หรือแก่เกินไปในการพัฒนา ซึ่ง AEG เองจะต้องมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เช่นกันในตลาดที่มูลค่าสูงที่ AEG ดูแลอยู่แล้ว ส่วนตลาดใหม่ AEG ได้มีการสื่อสารเช่นกัน ซึ่งในขณะนี้ AEG มีลูกค้าจากภาครัฐ ดูแลสนามกอล์ฟรายใหญ่ของประเทศซึ่งมีขนาดกว่า 5,000 ไร่ และมีสถาบันการเงินหลายแห่งได้ติดต่อเข้ามาเพื่อให้เข้าไปดูแล

     สำหรับในประเทศไทย  AEG มีเส้นทางการดำเนินงานมายาวนานสู่ปีที่ 41 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้  AEG มีความพร้อมที่จะขยายฐานลูกค้าให้กว้างยิ่งขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การมุ่งเน้นรับงานภาครัฐเพิ่มจากปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนให้ AEG เติบโตอย่างมั่นคงในทุกมิติ

     คุณวชิรวิทย์กล่าวในตอนท้ายว่า AEG เข้ามาดูแลกลุ่มลูกค้าในแต่ละตลาด โดยมองถึง Pain Point และการใช้งานจริงของลูกค้าในแต่ละที่ ซึ่งเราพร้อมที่จะ Customize และใช้ Knowledge know-how เพื่อมาพัฒนาและตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ขณะที่ การขยายสำนักงานเพิ่มอีก 2 สำนักงานจากเดิมที่อยู่ใน 6 ประเทศทั่วโลก เพื่อเป็นการรองรับรับลูกค้าที่ติดต่อเข้ามา หรือ AEG ได้มีโอกาสเข้าไปดูแลมากยิ่งขึ้น

     ในขณะเดียวกัน AEG ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป้าหมายที่ยืดหยุ่นและพร้อมปรับตัว เพื่อสร้างบริการที่ตอบโจทย์ Pain Point ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้  AEG ขอขอบคุณลูกค้าทุกท่านที่มอบโอกาสให้เราได้ดูแล ไม่ว่าจะตั้งแต่เริ่มต้น หรือแม้ในอุตสาหกรรมที่เราได้มีโอกาสเริ่มเข้าไปให้บริการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ท่านยังคงให้ความเชื่อมั่นและไว้วางใจให้เราเข้าไปดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดมา

 

           

 

 

 

 

Tags:
คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

DBD รุกบริการดิจิทัลเต็มรูปแบบ ดันธุรกิจไทยเติบโตยั่งยืน

      กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายใต้การนำของ “คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม” เน้นขับเคลื่อนธุรกิจไทย เร่งปรับบริการรัฐให้เป็นดิจิทัลครบวงจร 100% ลุยส่งเสริมผู้ประกอบการ เพิ่มขีดความสามารถ สร้างโอกาสทางการตลาด และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน พร้อมการันตีความสำเร็จที่ผ่านมา ด้วยหลากหลายรางวัลแห่งความภาคภูมิใจ และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน


 

      คุณอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ DBD เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะเน้นการทำงานที่ร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มากยิ่งขึ้น ทั้งการส่งเสริมแนวคิด ESG รวมถึงการขับเคลื่อนนโยบาย BCG ของรัฐบาล เพื่อสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของภาคธุรกิจไทย โดยมีแนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ 3 ด้านหลักๆ ได้แก่

      ด้านที่ 1 บริการจดทะเบียนและบริการข้อมูลธุรกิจ ซึ่งกรมฯ มุ่งพัฒนางานบริการดิจิทัลควบคู่ไปกับความยั่งยืน คือ พัฒนาบริการดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบครบทุกกระบวนงาน เพื่อบริการที่รวดเร็ว สะดวก ถูกต้อง อำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ ลดการใช้กระดาษ ภาระการเดินทาง และต้นทุนในการประกอบธุรกิจ พร้อมสนับสนุนนโยบาย e-Government ไม่ว่าจะเป็นการเปิดให้บริการระบบ DBD Biz Regist หรือระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัลที่ได้พัฒนาให้การยื่นคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลเป็นในรูปแบบ e-Form มีความเป็น User Friendly ใช้งานง่ายขึ้น รวมถึงการให้บริการระบบจดทะเบียนสมาคมการค้าและหอการค้า ซึ่งจะทำให้งานบริการประชาชนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบครบทุกกระบวนงาน หรือ 100%

      นอกจากนี้ กรมฯ ได้ร่วมมือกับสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อขยายผลหน่วยงานราชการที่ต้องใช้ข้อมูลนิติบุคคลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการให้บริการประชาชน โดยการเชื่อมโยงข้อมูลนิติบุคคลจากกรมฯ ผ่านระบบ Business Data Exchange หรือ BDEX โดยปีที่ผ่านมาได้ขยายผลระยะที่ 1 และ 2 จำนวน 22 หน่วยงาน ช่วยให้ประชาชนและผู้ประกอบการประหยัดค่าใช้จ่ายในภาพรวมได้กว่า 7,100 ล้านบาทต่อปี โดยปีนี้เตรียมขยายผลระยะที่ 3 อีก 25 หน่วยงาน ให้ครอบคลุมทั้ง 74 หน่วยงาน ภายใต้เป้าหมายคู่มือสำหรับประชาชน ตาม พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ พ.ศ.2558 ภายในปี 2570

      ด้านที่ 2 การส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ ได้มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้การบริหารจัดการที่ทันสมัย การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ การสร้างโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการ รวมถึงสร้างความตระหนักถึงแนวโน้มการตลาดที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น แนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และความโปร่งใส นอกจากการคำนึงเรื่องผลประกอบการ และการสร้างรายได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ภาคธุรกิจไทยต้องปรับตัวให้ทันต่อกระแสของตลาดโลก เพราะจะช่วยลดต้นทุนและสร้างความยั่งยืนในการประกอบธุรกิจในระยะยาว โดยกรมฯ ได้เน้นการพัฒนาองค์ความรู้แก่ผู้ประกอบการ ผ่าน e-Learning และส่งเสริมแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืน (ESG และ BCG)

      นอกจากนี้ กรมฯ จะเน้นกระตุ้นการค้าออนไลน์ ด้วยการพัฒนาทักษะการตลาดออนไลน์สมัยใหม่            เน้นกลุ่ม BCG นวัตกรรม สินค้าเกษตร และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ รวมทั้งเน้นสร้างความเชื่อมั่นการทำการค้าออนไลน์ โดยสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค โดยกรมฯ ได้พัฒนาระบบเครื่องหมายรับรอง DBD Registered ให้ใช้งานง่าย สะดวก และทันสมัย พร้อมสามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภายนอก เช่น E-Marketplace ต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับเครื่องหมาย DBD Registered หรือใช้ในการตรวจสอบข้อมูลเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้ประกอบการ รวมถึงมีการปรับปรุงรูปแบบการนำเครื่องหมายไปใช้ ทั้งในรูปแบบ Source code สำหรับร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ และรูปแบบ QR code สำหรับร้านค้าออนไลน์บน E-Marketplace และ Social Commerce

      ขณะเดียวกัน กรมฯ ได้ส่งเสริมการนำทรัพย์หลักประกันเข้าถึงแหล่งทุนตามพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ร่วมกับสถาบันการเงินและหน่วยงานพันธมิตร เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับทรัพย์ประเภทต่างๆ นำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจ เช่น ไม้ยืนต้น ธุรกิจร้านอาหารเคลื่อนที่ (Food Truck) เป็นต้น รวมถึงการสร้างโอกาสทางการตลาดทั้งในประเทศและระดับสากล เช่น การพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ไทยก้าวสู่สากล (Thai Franchise Towards Global) ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมเชื่อมโยงเครือข่ายและนำเสนอธุรกิจ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมการตลาดร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai SELECT เชื่อมโยงร้านอาหารกับการท่องเที่ยวในพื้นที่ การยกระดับทักษะการค้าธุรกิจชุมชน เช่น การสร้างแบรนด์ การสร้างเรื่องเล่าผลิตภัณฑ์ การจัดแสดงสินค้า รวมทั้งสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค และส่งเสริมภาพลักษณ์และการตลาดผลิตภัณฑ์สมุนไพร โดยร่วมจัดแสดงและเจรจาธุรกิจผลิตภัณฑ์สมุนไพร กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มในงานแสดงสินค้าอาหาร 2568 (THAIFEX Anuga Asia 2025) เป็นต้น

      ด้านที่ 3 สร้างธรรมาภิบาลธุรกิจ กรมฯ จะเน้นการกำกับดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย ผ่านการบูรณาการร่วมมือกับหลายๆ หน่วยงาน เช่น สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมการท่องเที่ยว สภาวิชาชีพบัญชี ฯลฯ เพื่อขับเคลื่อนแผนการทำงานให้เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อขับเคลื่อนแผนการทำงานให้เป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงเร่งพัฒนาองค์ความรู้และการตระหนักแก่ผู้ทำบัญชี ทั้งด้านการจัดทำบัญชี กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และจรรยาบรรณ รวมถึงขยายความร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อสร้างนักบัญชีคุณภาพรุ่นใหม่ให้มากยิ่งขึ้นด้วย

      คุณอรมน กล่าวว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังคงเดินหน้าสานต่อภารกิจหน้าที่ของกรมฯ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ในการเป็น “องค์กรชั้นนำด้านบริการและขับเคลื่อนธุรกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาครัฐ และภาคธุรกิจ ซึ่งกรมฯ จะไม่หยุดการพัฒนางานในทุกๆ ด้าน โดยจะต้องมีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการมากยิ่งขึ้น และนำไปสู่การใช้บริการดิจิทัลของกรมฯ และความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบูรณาการระหว่างหน่วยงานนำไปสู่การลดภาระผู้ประกอบการ ประชาชน และภาคธุรกิจ และยังส่งเสริมพัฒนาธุรกิจและผู้ประกอบการไทย สามารถแก้ Pain Point ในการดำเนินธุรกิจ โดยเป้าหมายที่สำคัญของเรา คือ พัฒนางานดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศให้เกิดการบริการที่สะดวก ถูกต้อง รวดเร็ว และพัฒนาผู้ประกอบการให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันได้ มีรายได้ และเติบโต อย่างยั่งยืน

     คุณอรมน กล่าวต่อถึงรางวัลและความสำเร็จของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าว่า ที่ผ่านมาสิ่งที่การันตีความเชื่อมั่นแก่ประชาชน คือ “รางวัลแห่งความภาคภูมิใจ” ซึ่งแสดงถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนางานมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การได้รับรางวัล DG Awards อย่างต่อเนื่องทุกปี โดย DG Awards 2024 ที่ผ่านมา กรมฯ ได้รับรางวัล 3 รางวัล ได้แก่ รางวัลรัฐบาลดิจิทัล หน่วยงานระดับกรมที่ให้บริการเป็นหลัก อันดับที่ 2 ประกาศนียบัตรรางวัลหน่วยงานคุณภาพด้านการใช้ธรรมาภิบาลข้อมูลภาครัฐ (Data Governance) สำหรับหน่วยงานระดับกรม และประกาศนียบัตรรางวัลหน่วยงานคุณภาพด้านการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงานหรือการให้บริการ

     สำหรับรางวัล DG Awards จัดโดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) โดยพิจารณาจากการสำรวจและประเมินผลหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศผ่าน 7 ตัวชี้วัดที่น่าเชื่อถือ ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย การใช้ข้อมูล ศักยภาพบุคลากร บริการสาธารณะ การบริหารจัดการ โครงสร้างพื้นฐาน และเทคโนโลยีดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานเป็นต้นแบบในการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับการกำหนดแนวนโยบายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล มุ่งพัฒนาระบบงานและศักยภาพบุคลากร รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลอย่างยั่งยืน

“การได้รับรางวัลรัฐบาลดิจิทัลถือเป็นความภาคภูมิใจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า สะท้อนถึงความร่วมมือและความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายในการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ อีกทั้งยังสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้ใช้บริการและนักลงทุนต่างชาติ ในฐานะหน่วยงานภาครัฐที่มีความพร้อมในระดับสากล รางวัลนี้ยังเป็นแรงผลักดันสำคัญให้กรมฯ เดินหน้าพัฒนาบริการและขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยืนยันเจตนารมณ์ในการร่วมตอบแบบสำรวจและเข้าร่วมโครงการในปีต่อๆ ไป เพื่อมีส่วนช่วยยกระดับอันดับความพร้อมของประเทศไทยบนเวทีโลก” คุณอรมนกล่าว

      นอกจากรางวัลที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว กรมฯ ยังได้รับรางวัลแห่งความภาคภูมิใจอื่นๆ อีกหลายรางวัล เช่น รางวัล Thailand Cybersecurity Excellence Awards จากสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) รางวัลบริการภาครัฐ ประเภทบริการตอบโจทย์ตรงใจ และรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทเปิดใจใกล้ชิดประชาชน จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) และรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ประเภทรางวัลประกาศเกียรติคุณส่งเสริมความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ระดับสูง จากกรมบัญชีกลาง เป็นต้น

     ทั้งนี้ เป้าหมายการดำเนินงานต่อไป กรมฯ จะมุ่งพัฒนาระบบบริการภาครัฐให้เป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยอิงจากผลสำรวจและข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนให้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งบูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ลดภาระประชาชน พัฒนาระบบตรวจสอบพฤติกรรมของนิติบุคคลเพื่อป้องกันธุรกิจอำพรางและบัญชีม้า และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย เพื่อสนับสนุนประเทศไทยสู่การเป็นเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 

คุณนพวิทย์ จันทิพย์วงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด

User Rating: 4 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Inactive

"เต่าเหยียบโลก" จากสูตรยาสมุนไพร สู่แบรนด์
ระงับกลิ่นกายที่ถูกพูดถึงมากที่สุดบนโซเชียล

Tags:

User Rating: 5 / 5

Star ActiveStar ActiveStar ActiveStar ActiveStar Active

YUASA ครองแชมป์ผู้นำตลาดแบตเตอรี่ในไทย

พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนระดับโลก

     บมจ.ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย (YUASA) ภายใต้การบริหารของ “คุณสึเนะโนริ โยชิมูระ” เผยพร้อมเดินหน้าพัฒนาองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน เน้นนโยบายการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับแนวทางความยั่งยืนของบริษัทแม่ GS YUASA ประเทศญี่ปุ่น เพื่อมุ่งสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืนระดับสากล การันตีความสำเร็จล่าสุดกับรางวัล CSR DIW 5 ปีซ้อน 

 

     คุณสึเนะโนริ โยชิมูระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ YUASA เปิดเผยว่า ในปี 2567 แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจรอบด้าน แต่บริษัทยังคงสร้างผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยสามารถทำลายสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท ทั้งในแง่ของรายได้ และกำไร ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวนี้เป็นผลมาจากการดำเนินงานตามแผน และกลยุทธ์อย่างมุ่งมั่นของคณะผู้บริหารและพนักงานทุกคน

     ยิ่งไปกว่านั้นในปีที่ผ่านมา บริษัทได้มีการลงทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิต ด้วยการติดตั้งไลน์ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์แบบอัตโนมัติ (Automation Line) ทำให้บริษัทขยายกำลังการผลิตได้มากถึง 4.4 ล้านลูกต่อปี และสามารถรักษาตำแหน่งผู้นำตลาด OEM ด้วยส่วนแบ่งการตลาดแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ในประเทศไทยมากถึง 90% โดยบริษัทผลิตให้กับแบรนด์ชั้นนำอย่าง HONDA 60%, YAMAHA 100% และ Kawasaki 60% พร้อมทั้งยังสามารถขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศฟิลิปปินส์และมาเลเซีย โดยครองส่วนแบ่งได้ 100% ทั้งสองประเทศ

     คุณโยชิมูระ กล่าวว่า ปัจจุบันแม้เศรษฐกิจจะยังคงมีความไม่แน่นอน บริษัทจะยังคงมุ่งมั่นต่อยอดความสำเร็จต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งธุรกิจในปี 2568 โดยจะเน้นให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ 3C ซึ่งประกอบด้วย 1.Customer - ยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ตามความคิดเห็นของผู้ใช้ 2.Company - ลงทุนในระบบบริหารงานทรัพยากรองค์กร (Enterprise Resource Planning : ERP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการองค์กรให้ทุกคนสามารถทำงานร่วมกันบนฐานข้อมูลเดียวกัน และมีกระบวนการทำงานที่เป็นมาตรฐานร่วมกัน และลงทุนระบบการจัดการคุณภาพโดยรวม (Total Quality Management : TQM) ที่มุ่งเน้นการสร้างความพึงพอใจของลูกค้า ด้วยการปรับปรุงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง และ 3.Competitor – รักษาความเป็นผู้นำในตลาดด้วยการเน้นที่คุณภาพของผลิตภัณฑ์มากกว่าการแข่งขันทางด้านราคา

     อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างแข็งแกร่งแล้ว บริษัทยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับเรื่องความยั่งยืน เนื่องจากยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทยเป็นบริษัทหนึ่งภายใต้ บริษัท จีเอส ยัวซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ประเทศญี่ปุ่น (GS YUASA) ที่มีแนวทางด้านความยั่งยืนที่เข้มแข็ง และได้ถ่ายทอดมาสู่บริษัทในเครือ โดยหลักการที่บริษัทยึดถือเป็นหลักปฏิบัติคือ “นวัตกรรมและการเติบโต” กล่าวคือ บริษัทจะเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนานวัตกรรม ควบคู่กับการดูแลใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยนวัตกรรมในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงการพัฒนาเทคโนโลยี ธุรกิจ และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผสานเทคโนโลยีและบริการที่มีอยู่เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ ที่จะส่งผลดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท

     คุณโยชิมูระ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้บริษัทยังคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ด้วยความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องภายใต้การปฏิบัติตามมาตรฐานความรับผิดชอบของผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เพื่อลดผลกระทบในด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการประกอบกิจการขององค์กร โดยยึดหลักการบริหารจัดการองค์กรด้าน CSR จากบริษัทแม่ GS YUASA ที่ครอบคลุมทั้งหมด 7 ด้าน ได้แก่ 1.การกำกับดูแลองค์กร 2.สิทธิมนุษยชน 3.การปฏิบัติด้านแรงงาน 4.สิ่งแวดล้อม 5.การดำเนินงานอย่างเป็นธรรม 6.ประเด็นด้านผู้บริโภค และ 7.การมีส่วนร่วมและการพัฒนาชุมชน

    ทั้งนี้ เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา บริษัทได้รับรางวัลมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคมของผู้ประกอบการ ประจำปี 2567 หรือ CSR-DIW CONTINUOUS AWARD 2024 ภายใต้โครงการส่งเสริมโรงงานอุตสาหกรรมให้มีความรับผิดชอบต่อสังคมและชุมชนอย่างยั่งยืน จัดโดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม โดยรางวัล CSR-DIW เป็นรางวัลที่บริษัทได้รับมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ในการดำเนินงานของบริษัท ที่คำนึงถึงความยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่การปฏิบัติตามมาตรฐานความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงการส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมดูแลชุมชนและสิ่งแวดล้อม อันเป็นเครื่องยืนยันถึงความมุ่งมั่นของบริษัทที่จะสร้างการเติบโตทางธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

     “ถือเป็นโชคดีอย่างยิ่งที่นโยบายด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่เราได้รับมาจาก GS YUASA ตรงกับหลักเกณฑ์ของ CSR-DIW ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อมได้อย่างดี และส่งผลให้เราได้รับรางวัลนี้มาถึงปีที่ 5 ทั้งนี้ หลังจากที่บริษัทได้วางรากฐานนโยบายด้าน CSR อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว บริษัทแม่ของเราได้สานต่อพันธกิจด้วยการผลักดันนโยบายด้านความยั่งยืน ซึ่งจะครอบคลุมถึงผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อมในระดับโลก เราตระหนักดีว่าการดำเนินธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่ได้ทำแค่สร้างผลกำไร แต่ต้องรับผิดชอบต่อโลกและสังคมโดยรวมด้วย

     ในระดับนานาชาติ องค์การสหประชาชาติ หรือ UN ได้กำหนดหลักการ 10 ข้อ ที่ครอบคลุม 4 ประเด็นสำคัญ ประกอบด้วย 1.สิทธิมนุษยชน 2.สิ่งแวดล้อม 3.แรงงาน และ 4.การต่อต้านการทุจริต เพื่อส่งเสริมความยั่งยืนสำหรับทุกคนทั่วโลก โดย GS Yuasa ประเทศญี่ปุ่นได้ลงนามร่วมกับ UN เพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่าทุกบริษัทในเครือจะปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว เพื่อเป็นการขยายขอบเขตความรับผิดชอบของเราจากภายในองค์กรและสังคมโดยรอบไปสู่ระดับโลก นับเป็นอีกเป้าหมายสำคัญในปีนี้ ที่บริษัทจะก้าวไปอีกขั้นในด้านของความยั่งยืน” คุณโยชิมูระกล่าว

 

 

     คุณโยชิมูระ กล่าวถึงโอกาสและความท้าทายในการดำเนินงานด้วยว่า สิ่งที่เป็นจุดแข็งอันเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญของยัวซ่าแบตเตอรี่ ประเทศไทย คือประสบการณ์ด้านการผลิตแบตเตอรี่ที่ยาวนานกว่า 62 ปี ประกอบกับชื่อเสียงและการได้รับการยอมรับในตลาดของแบรนด์ Yuasa ซึ่งจุดเด่นทางประวัติศาสตร์ที่ยาวนานนี้ ก็มีสิ่งที่ต้องปรับปรุงเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะวัฒนธรรมขององค์กรที่ต้องค่อยๆ พัฒนาปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น แต่ยังคงต้องรักษาบรรยากาศการทำงานที่อบอุ่นและมั่นคง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราการลาออกของพนักงานของบริษัทอยู่ในระดับต่ำ

บริษัทจะเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนานวัตกรรม ควบคู่กับการดูแลใสใจสิ่งแวดล้อมโดยนวัตกรรมในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงการพัฒนาเทคโนโลยี ธุรกิจ และผลิตภัณฑ์ใหม่ๆเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการผสานเทคโนโลยีและบริการที่มีอยู่เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ ที่จะส่งผลดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท

     ด้วยความที่พนักงานมีความผูกพันกับบริษัทอย่างยาวนานอาจทำให้มุมมองจำกัดอยู่เพียงเรื่องภายในองค์กร บริษัทจึงตั้งใจที่จะเปิดโลกทัศน์ของพวกเขาโดยมุ่งเน้นเรื่องของสังคมและความยั่งยืน เพื่อให้มองเห็นภาพรวมที่กว้างขึ้น สามารถเป็นส่วนหนึ่ง และเดินไปในทิศทางเดียวกันกับบริษัทได้ โดยเราเชื่อว่าการผสานประสบการณ์อันยาวนานเข้ากับการปรับปรุงวัฒนธรรมองค์กรและการเปิดโลกทัศน์ของพนักงานจะนำพาบริษัทไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคง

     นอกจากนี้ ท่ามกลางกระแสเรื่องของสิ่งแวดล้อมที่ทวีความสำคัญ รัฐบาลไทยได้เล็งเห็นถึงบทบาทของการส่งเสริมธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยมีการพิจารณานโยบายลดหย่อนภาษีสำหรับแบตเตอรี่คุณภาพสูง มีอายุการใช้งานยาวนาน ซึ่งบริษัทมองว่านโยบายนี้จะช่วยส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในด้านการลดปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งยัวซ่าแบตเตอรี่เรามั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ และเชื่อว่านโยบายดังกล่าวจะเป็นแรงผลักดันให้ภาคอุตสาหกรรมให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่านโยบายนี้จะยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา แต่ถือเป็นก้าวสำคัญของรัฐบาลในการส่งเสริมความยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม บริษัทหวังว่านโยบายนี้จะได้รับการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ เพื่อช่วยสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม และผลักดันให้อุตสาหกรรมมุ่งสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

    “ทั้งนี้ จากผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของบริษัท เป้าหมายต่อไปของเราคือการทำลายสถิติ New High อีกครั้งในปี 2568 โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัย เสริมสร้างความแข็งแกร่งขององค์กร เพื่อพัฒนาองค์กรสู่การเป็นผู้นำการผลิตแบตเตอรี่ในด้านเทคโนโลยีที่มีคุณภาพระดับโลก และแน่นอนว่าบริษัทจะต้องเดินหน้าควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนไปพร้อมกัน” คุณโยชิมูระกล่าวทิ้งท้าย

 

Tags:
คุณธวัชศักดิ์ เกิดมณี ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

กางแผนงาน “นิคมฯ ดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1”

มุ่งพัฒนานิคมฯ ไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นิคมฯ ดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 เดินหน้าแผนวิสาหกิจ กนอ. ปีงบประมาณ 2566-2570 ภายใต้วิสัยทัศน์ "นำนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากล ด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน" มุ่งมั่นพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ชูโครงการสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชนรอบนิคมฯ ในกลุ่มอาชีพและวิสาหกิจชุมชน พร้อมตอกย้ำความภาคภูมิใจด้วยผลงานคุณภาพ

 

 

คุณธวัชศักดิ์ เกิดมณี ผู้อำนวยการสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 กล่าวว่า การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้กำหนดแผนวิสาหกิจสำหรับปีงบประมาณ 2566-2570 ภายใต้วิสัยทัศน์ "นำนิคมอุตสาหกรรมสู่มาตรฐานสากล ด้วยนวัตกรรมอย่างยั่งยืน" โดยทิศทางยุทธศาสตร์สำคัญของ กนอ. ในแผนดังกล่าวประกอบด้วย 1.การพัฒนานิคมอุตสาหกรรมครบวงจรอย่างยั่งยืน : มุ่งเน้นการเป็นผู้นำในการพัฒนาและให้บริการสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างต่อเนื่อง โดยใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัลที่ครบวงจรตามมาตรฐานสากล

2.การยกระดับความได้เปรียบในการแข่งขันแก่นักลงทุน : พัฒนารูปแบบและคุณภาพการให้บริการเพื่อสนับสนุนการลงทุนและการดำเนินธุรกิจให้สามารถแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3.การเพิ่มคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย สังคม และสิ่งแวดล้อมบนหลักธรรมาภิบาล : ส่งเสริมการเติบโตของนิคมอุตสาหกรรม ท่าเรืออุตสาหกรรม สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างมีส่วนร่วมและยั่งยืน ตามมาตรฐานสากล และยึดหลักคุณธรรมและความโปร่งใส

นอกจากนี้ กนอ. ยังมุ่งเน้นการยกระดับการบริหารนิคมอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัล โดยเฉพาะการนำระบบอัจฉริยะมาใช้ในนิคมอุตสาหกรรม (Smart Industrial Estate: Smart I.E.) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน และการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) อีกทั้ง ยังได้ดำเนินการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs)

สำหรับการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์เหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กนอ. ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และมุ่งเน้นการพัฒนากระบวนการผลิตที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับนโยบาย Carbon Neutral เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน ซึ่งวางแผนลดการปล่อยคาร์บอนด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ใช้พลังงานหมุนเวียน และจัดการของเสียตามหลัก Zero Waste รวมถึง สร้างวัฒนธรรมความยั่งยืนในองค์กร พร้อมส่งเสริมความร่วมมือกับพันธมิตรที่มีเป้าหมายสอดคล้องกัน ทั้งนี้ การตรวจวัดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะช่วยปรับปรุงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ยั่งยืน

ปัจจุบันนิคมฯ อยู่ระหว่างดำเนินโครงการสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับชุมชนรอบนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพและวิสาหกิจชุมชน ซึ่งมุ่งเน้นที่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้ง ลดต้นทุนการผลิตด้วยการใช้เครื่องจักรและนวัตกรรมที่ช่วยลดการใช้ทรัพยากร อีกทั้ง ยังมีการพัฒนาทักษะและส่งเสริมการเติบโตให้กับชุมชนด้วยโครงการสนับสนุนการผลิตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ เพื่อให้เศรษฐกิจท้องถิ่นสามารถยืนหยัดและเติบโตได้ในสภาวะตลาดที่ท้าทาย ตามกรอบการดำเนินงาน ISO 26000 ในด้านการมีส่วนร่วมและพัฒนาชุมชน (Community Involvement and Development) มุ่งเน้นการสนับสนุนการพัฒนาชุมชน เช่น การสร้างงาน การพัฒนาการศึกษา และการส่งเสริมสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กนอ. (สำนักงานนิคมฯ) ทำงานร่วมกับผู้พัฒนานิคมฯ และมีโครงการต่อเนื่องสำคัญๆ ที่ดำเนินเป็นประจำทุกปี คือ การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียนโรงเรียนในพื้นที่รอบนิคมฯ ภายใต้ชื่อโครงการมอบทุนการศึกษาเพื่อน้อง (1 โรงเรียน 1 คนเก่ง) ที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง โดยจะมอบทุนในวันเด็กแห่งชาติของทุกปีให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี/มีพรสวรรค์โดดเด่น แต่เป็นผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์หรือด้อยโอกาสและมีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงนิคมฯ ตามที่คัดเลือกจากคณะกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียน ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาจนจบหลักสูตรชั้นสูงสุดของโรงเรียน และยังมีการสนับสนุนด้านการพัฒนายกระดับสุขภาพของชุมชน ทั้งกิจกรรมบริการด้านสุขภาพและอุปกรณ์การแพทย์ภายในหน่วยงาน รพ.สต. เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ทัศนคติที่ดี และสามารถอยู่ร่วมกับนิคมอุตสาหกรรมได้อย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน หนึ่งในความสำเร็จที่สำนักงานนิคมฯ ภาคภูมิใจ คือ การพัฒนาและขยายตลาดสินค้าจากชุมชนท้องถิ่น โดยร่วมมือกับผู้ประกอบการรายย่อยในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ซึ่งช่วยให้เกิดการกระจายรายได้ในพื้นที่สำนักงานนิคมฯ และมีส่วนสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจระดับท้องถิ่น ผลงานนี้ไม่เพียงแต่เสริมสร้างเศรษฐกิจไทย แต่ยังสร้างความยั่งยืนในระยะยาวให้กับชุมชนอีกด้วย

โดยปัจจุบันมีกลุ่มอาชีพและวิสาหกิจชุมชนภายใต้การดูแลและบริหารจัดการสนับสนุนของสำนักงานนิคมฯ  จำนวน 4 กลุ่ม ที่ประกอบธุรกิจแตกต่างกัน มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย อาทิ กุนเชียง ไข่เค็ม ขนมเปี๊ยะ คุกกี้สัปปะรด ขนมไทย ผลิตภัณฑ์จักสานทำมือ พวงหรีด ดอกไม้จันทน์ สินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปอีกมากมาย ซึ่งในแต่ละปีสำนักงานนิคมฯ จะมีงบประมาณสนับสนุนการฝึกอบรมด้านต่างๆ รวมถึง การจัดทำ Workshop ปรึกษากับผู้เชียวชาญ และการพัฒนาทักษะอาชีพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน ทั้งการต่อยอดจากผลิตภัณฑ์เดิมและการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ รวมถึง การทำวิจัยและพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้ชุมชนมีความรู้ในการพัฒนาทักษะฝีมือ/ผลิตภัณฑ์ของชุมชน และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ และเพื่อยกระดับการสร้างอาชีพของชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม และส่งเสริมให้ชุมชน/กลุ่มอาชีพ/วิสาหกิจชุมชนสามารถใช้เครื่องจักรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในการลดต้นทุนการผลิตและใช้เพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถเติบโตได้ และสนับสนุนให้ชุมชนมีความรู้ด้านการดำเนินธุรกิจเพิ่มขึ้น ยกระดับศักยภาพการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจชุมชนสู่การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน และเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของวิสาหกิจชุมชน

 ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากการสนับสนุนในด้านการฝึกอบรมแล้ว สำนักงานนิคมฯ ยังมีการจัดกิจกรรม ECO GREEN NETWORK ที่เป็นการสานสัมพันธ์ สมาชิกเครือข่าย ซึ่งประกอบด้วยหน่วยราชการ/ส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ชุมชนโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานนิคมฯ เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจแนวคิดของหลักการเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ก่อให้เกิดการสานสัมพันธ์ระหว่างกัน และสามารถพึงพาอาศัยซึ่งกันและกัน รวมถึง อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก ยั่งยืนต่อไป

พร้อมทั้ง สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับหน่วยราชการ/ส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ ชุมชนโดยรอบนิคมฯ  ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานนิคมฯ และผู้พัฒนานิคมฯ ทำให้เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง และเกิดความมั่นใจในการบริหารจัดการของนิคมฯ ในระยะยาว โดยลักษณะกิจกรรมจะมุ่งเน้นพาเครือข่ายไปศึกษาดูงานการบริหารจัดการนิคมฯ และการดำเนินงานด้านวิสาหกิจชุมชน เพื่อให้ผู้นำของทุกภาคส่วนในนำมาปรับใช้ต่อยอดเกิดการบูรณาการ โดยได้รับผลตอบรับที่ดีมาโดยตลอด

คุณธวัชศักดิ์กล่าวถึงข้อเสนอแนะที่อยากให้ภาครัฐเข้าส่งเสริมหรือสนับสนุนเป็นพิเศษว่า ในด้านส่งเสริมการเติบโตและยกระดับรายได้ของชุมชน ขอแบ่งเป็นมิติต่างๆ ดังนี้ 1.การสนับสนุนในการพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ : ภาครัฐสามารถสนับสนุนโครงการที่ชุมชนมีแนวโน้มที่จะสร้างสินค้าหรือบริการใหม่ที่มีศักยภาพทางการตลาดและการขายทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ 2.การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่ : สนับสนุนให้ชุมชนใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือใหม่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและลดต้นทุนการผลิต 3.การสนับสนุนในการพัฒนาทักษะและการฝึกอบรม : ส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะให้กับชุมชน เช่น การสอนเทคนิคการผลิตที่ยั่งยืนและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

4.การสนับสนุนในการตลาดและการโปรโมท : ช่วยให้ชุมชนมีเครื่องมือในการตลาดและโปรโมทผลิตภัณฑ์ของพวกเขา รวมถึง การสนับสนุนในการสร้างแบรนด์และการตลาดออนไลน์ 5.การสนับสนุนในการทดลองผลิตภัณฑ์ : สนับสนุนให้ชุมชนมีพื้นที่ทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อพัฒนาความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ และ 6.การสนับสนุนในการทดสอบคุณภาพและมาตรฐาน : ช่วยให้ชุมชนทดสอบและปรับปรุงคุณภาพสินค้าเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้ดียิ่งขึ้น

“เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน เราจำเป็นต้องพัฒนาในทุกมิติทั้งด้านนวัตกรรม ความยั่งยืน และการสร้างความร่วมมือกับชุมชนโดยรอบ การเพิ่มขีดความสามารถของแรงงาน การพัฒนาผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และการใช้เทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่เพียงช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับนิคมฯ แต่ยังเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล หากเรามีการปรับตัวตามความต้องการของตลาดโลกและมุ่งเน้นการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านการพัฒนาเทคโนโลยีและการวิจัย ข้อเสนอนี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเติบโตอย่างมีคุณภาพและความยั่งยืนในระยะยาวของประเทศเรา” คุณธวัชศักดิ์กล่าว

 

 

 

 

 

Tags:

Star InactiveStar InactiveStar InactiveStar InactiveStar Inactive

ไรซ์ ซัพพลายรุกธุรกิจบริการเต็มร้อย ปักหมุดรายได้แตะ 100 ลบ.

          ไรซ์ ซัพพลายเผยแผนการดำเนินงานปี 68 ชู 2 เป้าหมายหลัก เติมศูนย์บริการเพิ่ม 5 สาขา หนุนต่อยอดธุรกิจ-รองรับทุกโจทย์ความต้องการของลูกค้าอย่างมีศักยภาพ พร้อมเข้าสู่วงการขายสินค้าเต็มรูปแบบ ตั้งเป้ารายได้พุ่งทะยานสู่ 100 ลบ. มั่นใจตัวเลขตามคาด รับการโตสวนกระแส ตอกย้ำจุดเด่นที่ครองใจลูกค้ามาอย่างยาวนาน ด้วยงานซ่อมที่ได้มาตรฐาน-การให้บริการ 24 ชม.-ทีมช่างที่มีประสิทธิภาพ

Tags:

Page Visitor

017374431
Today
Yesterday
This Week
This Month
Last Month
All days
8165
21865
132967
515097
471082
17374431
Your IP: 216.73.216.129
2025-08-31 06:46
© 2024 Biz Focus Magazine All Rights Reserved.